เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ

ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ

ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ


เขาเดินออกจากกลุ่มที่เต้นอยู่บนฟลอร์ และมาหาเควินที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะนึง

“เควิน เป็นอะไรหรือเปล่า นายไม่ชอบที่นี่เหรอ”

ในฐานะนักแสดง เขามีความเข้าใจเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก

เควินกำลังขมวดคิ้ว แสดงให้เห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่ชอบสถานที่แบบนี้

ดังนั้นโรเบิร์ต ดาวนีย์จึงถามออกมาทันที

เควินส่ายหัว จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า

"ฉันมาหานายเพื่อบอกนายว่าหนังเรื่องแรกของฉันจะออกฉายเร็วๆนี้แหละ"

“เร็วๆนี้เหรอ?”

โรเบิร์ต ดาวนีย์ตกตะลึงเล็กน้อย เขารู้ว่าคนตรงหน้าซึ่งเขามองว่าเป็นเพียงน้องชายของเขา มีความสามารถมาก แต่เขากลับได้รับการลงทุนและสร้างภาพยนตร์ก่อนจะเรียนจบเสียอีก มันเร็วเกินไป

เขาคิดว่าหลังจากที่เควินเรียนจบแล้ว เขากะจะพาเควินไปแนะนำให้พ่อของเขา เพื่อให้พ่อของเขาที่มีคอนเนคชั่นตามหาผู้กำกับที่รู้จักเพื่อฝากเควินให้ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ

แต่เขาไม่ได้คาดหวังแบบนี้เลย!

แต่……….

โรเบิร์ตไม่ได้มองโลกในแง่ดีว่าภาพยนตร์เรื่องแรกของน้องชายเขาจะประสบความสำเร็จขนาดนั้น

แน่นอนว่าพร้อมช่วยเหลือ

บิดาของเขาซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์ครั้งที่ 47 สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานคลาสสิกเช่น The Godfather และ Mission Impossible และได้รับการยกย่องและมีเกียรติพอสมควรในแวดวงนี้ (ไปหาข้อมูลมา คนคนนี้คือนักเขียนบทชื่อโรเบิร์ต ทาวน์ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโรเบิร์ตดาวนี่ย์ จูเนียร์ และไม่ได้เห็นข้อมูลเรื่องการมีส่วนร่วมกับ The God Gather ด้วย อีกอย่างคือเป็นผู้เขียนบท Mission Impossible ก็จริง แต่หนังเรื่องนี้ในสองภาคแรกที่เขามีส่วนร่วมออกฉายในปี 1996กับปี2000 และในปัจจุบันในเนื้อเรื่องอยู่ในปี 1991 เพราะงั้นหลายๆอย่างของเรื่องน่าจะไม่ได้อิงตามชีวิตจริงนะจ๊ะ)

แม้ว่าเควินจะล้มเหลว ตราบใดที่เขาขอความช่วยเหลือจากพ่อของเขา เคนวินก็ยังสามารถได้รับโอกาสอย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้ง

“ใช่แล้วดาวนีย์ พอฉันดังเมื่อไหร่ ฉันก็จะทำให้นายเป็นดาราดังเหมือนกัน!”

เควินพูดด้วยรอยยิ้ม

“จริงเหรอ? ฉันจะรอดูนะ”

โรเบิร์ตดาวนีย์ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน

“แต่นายต้องตกลงตามคำขอของฉันข้อหนึ่ง”

เควินกลั้นยิ้มไว้แล้วพูดอย่างจริงจังออกมา

โรเบิร์ที่ได้ยินก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย

“อย่ายุ่งกับยาเสพติดนะ”

"โถ่เอ้ย ไม่มีทางหรอกหน่า มาเถอะ มาสนุกกันดีกว่า เดี๋ยวฉันแนะนำสาวๆให้นายรู้จัก"

โรเบิร์ตดาวนีย์หัวเราะอย่างเก้ๆกังๆออกมาในทันทีและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

เควินทำได้เพียงถอนหายใจออกมา

การสูบบุหรี่เป็นประเพณีของครอบครัวเขา นับตั้งแต่โรเบิร์ตดาวนีย์ได้รับบุหรี่ที่พ่อส่งมาให้เมื่อตอนเขาอายุได้ 7 ขวบ เขาก็ไม่สามารถละทิ้งบุหรี่ได้อีกต่อไป

เนื่องจากเขาไม่สามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ตอนนี้ เควินเองก็ไม่ได้คิดที่จะโน้มน้าวต่อไป

ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวของโรเบิร์ตจริงๆ ก็คงทำได้แค่รอให้เขาตกอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต แล้วก็ยื่นโอกาสให้เขาในการพลิกสถานการณ์ชีวิตกลับมาอีกครั้งก็เท่านั้น

ตามคำแนะนำสาวๆของโรเบิร์ต เควินก็เริ่มผ่อนคลายลง

ตอนนี้เขาได้มาอยู่ร่วมกับกลุ่มสาวหุ่นเพรียวบางและเซ็กซี่

ใบหน้าของเควินที่ดูอ่อนเยาว์แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่เล็กน้อย เพียงพอที่จะดึงดูดสาวๆเหล่านี้ได้แล้ว และด้วยคำพูดของโรเบิร์ตดาวนีย์ พวกเธอก็ยิ่งคลั่งไคล้เข้าไปอีก

“นี่น้องชายของผม เควิน เขาเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมาก ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขากำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว คุณคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

"ว้าว!!!"

สาวฮอตเหล่านี้ต่างก็อุทานออกมาทีละคน แสดงถึงความปรารถนาในตัวผู้กำกับคนนี้

ผู้กำกับก็คู่กับดารา

ภาพยนตร์ของผู้กำกับสามารถสร้างดาราดังได้ ลองถามตัวเองสิว่ามีใครบ้างที่ไม่อยากมีชีวิตที่หรูหราภายใต้แสงสปอตไลท์?

ขณะที่โรเบิร์ตดาวนีย์พูด เควินก็จมลงไปในฝูงชนทันที~~~

…………..

วันรุ่งขึ้น เควินก็ตื่นขึ้นมาในห้องชุดขนาดใหญ่และปัดตัวหญิงสาวที่อยู่รอบตัวเขาออกไป

เควินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเขาช่างชั่วร้ายจริงๆ

“แหม โทษตัวเองไม่ได้หรอกน้า ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมมันรุนแรงเกินไป คนหนุ่มดีๆอย่างฉันถึงต้องตกต่ำแบบนี้”

เควินพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปที่โรงแรมเดิมที่เขาเคยพัก

มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งรอเขาอยู่ที่นั่น

หลังจากได้พักผ่อนมาสองสามวัน เควินก็ตื่นขึ้นจากชีวิตอันสงบสุขและเดินทางมาถึงบริษัทภาพยนตร์นิวไลน์ซินีม่าด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส

ในฐานะเจ้านายและประธานบริษัท เชย์ไม่สนใจสถานะของตัวเองเลย และคอยทักทายสื่อสิ่งพิมพ์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังที่หน้าประตูอยู่เสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว เงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาจะไม่สูญเสียสิ่งใดเลยหากทำตัวดีกับสื่อสิ่งพิมพ์หรือบรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้

ในทางกลับกัน ถ้าคนเหล่านี้ไว้หน้าเขาและพูดแต่สิ่งดีๆเกี่ยวกับหนังที่เขาจัดจำหน่ายได้ ก็จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบ็อกซ์ออฟฟิศของหนัง

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์กับพวกนักวิจารณ์จะอยู่ได้อีกไม่นาน

เควินที่เดินเข้ามาข้างในแล้วได้คิดในใจเงียบๆ พร้อมกับยิ้มออกมา

เมื่อยุคอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท ผู้คนเหล่านี้ก็จะถูกกวาดลงถังขยะไปในที่สุด ผู้ชมไม่ค่อยสนใจคำพูดจากนักวิจารณ์เลย แถมสื่อสิ่งพิมพ์ก็ไม่สำคัญเมื่อมีอินเตอร์เน็ตให้โพสต์แล้ว

ใครจะไปสนใจคำพูดของนักวิจารณ์ภาพยนตร์?

แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงเรื่องของอนาคต อย่างน้อยตอนนี้ อิทธิพลของนักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้ยังคงมีสูงมาก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าเชย์ทำงานเบื้องหลังอย่างหนักหรือเปล่า แต่บรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้ก็เป็นมิตรมาก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสีหน้าบึ้งตึงของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เควินเคยเห็นในหนังสือพิมพ์

ส่วนเชย์เองก็กลับมามีท่าทีสงบเสงี่ยมอีกครั้ง นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังกว่า 20 คนนี้รับเงินจากเขาไปรวมกันกว่า 300,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว เขายังต้องเสียเงินค่าประชาสัมพันธ์ไปรวมกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16-17 ล้านบาทไทย)

แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้มากนักอยู่แล้วเพราะมันเป็นแค่หนังทุนต่ำ

วันนี้เป็นเพียงการฉายรอบสื่อเท่านั้น

หลังจากดูจบแล้ว พวกเขาจะชื่นชม Saw จากมุมมองของตนเองและดึงดูดผู้ชมกลุ่มแรกให้เข้าสู่โรงภาพยนตร์เพื่อมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้

และเมื่อดูจบแล้ว หากเหล่าคนดูชอบ ก็เกิดกระแสการบอกเล่าแบบปากต่อปาก

แม้จะไม่กล้าพูดว่ารายได้บ็อกซ์ออฟฟิศจะถึงขั้นระเบิดแน่นอน แต่ดูจากการประชาสัมพันธ์แล้ว ในแง่ของรายได้ก็ถือว่าคาดหวังได้อย่างแน่นอน

………………

เหล่านักวิจารณ์และสื่อค่อยๆทยอยกันเข้ามา แน่นอนว่าไม่มีใครพลาดเงินที่ทางนิวไลน์ซินีม่าจ่ายอยู่แล้ว

ในห้องฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่บนชั้น 5 มีนักวิจารณ์ภาพยนตร์กว่า 20 ราย และสื่อสิ่งพิมพ์อีกกว่า 12 รายมานั่งรวมกัน

โรเจอร์ อีเบิร์ต เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว หากคุณภาพของภาพยนตร์ไม่ดี บริษัทภาพยนตร์เหล่านี้มักจะไม่เชิญเขาไปในการฉายรอบปฐมทัศน์

โดยปกติการเชิญนักวิจารณ์ภาพยนตร์มาก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาวิจารณ์ในทางแย่ๆ

โลกก็เป็นอย่างนี้ เมื่อสถานะของเขาสูงพอ ผู้คนก็ยอมจ่ายราคาแพงเพื่อทำให้เขาปกปิดข้อบกพร่องที่เขาเห็น

โรเจอร์ อีเบิร์ต ยิ้มเล็กน้อย เขาแตกต่างออกไป เพราะไม่ว่าภาพยนตร์จะดีจะร้ายยังไง เขาก็จะวิจารณ์ตามที่เขาเห็นเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะจ่ายให้เขาเท่าไหร่ก็ตาม

นี่เป็นสิ่งที่เขายืนกรานมาโดยตลอด

หากคุณเชิญเขามาแต่คุณภาพของภาพยนตร์ไม่ดี คุณก็ต้องทนฟังเขาวิจารณ์ภาพยนตร์ของคุณในเชิงลบ

ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่าคิดที่จะเชิญเขาเข้ามาเลยดีกว่า

แน่นอนว่าถ้าหนังเรื่องนี้สามารถทำให้เขาเกิดความชื่นชอบใจได้จริงๆ โรเจอร์ อีเบิร์ตก็จะไม่ลังเลเลยที่จะใช้ชื่อเสียงของเขาในการส่งเสิรมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยารวิจารณ์ในเชิงบวก

ไฟในโรงภาพยนตร์ดับลงกะทันหัน เหลือเพียงแสงไฟเล็กๆไม่กี่ดวงที่เปล่งแสงสลัวๆ

จู่ๆ ชื่อของนิวไลน์ซินีม่าก็ปรากฏบนหน้าจอ ตามมาด้วยชื่อของผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานเบื้องหลัง

จากนั้นหน้าจอก็กะพริบ

ภาพยนต์เริ่มฉายแล้ว

เควินติดตามความคืบหน้าของภาพยนตร์อย่างเงียบๆ สังเกตปฏิกิริยาและสีหน้าของนักวิจารณ์และตัวแทนจากสื่อสิ่งพิมพ์

ความดูถูก เยาะเย้ย และความชื่นชมถูกเปิดเผยออกมา เป็นที่ชัดเจนว่า Saw ไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจ แต่เควินยังคงเห็นว่าทุกคนมีอยากรู้ว่าจิ๊กซอว์เป็นใคร

จบบทที่ ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว