- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ
ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ
ตอนที่ 12 การฉายรอบสื่อ
เขาเดินออกจากกลุ่มที่เต้นอยู่บนฟลอร์ และมาหาเควินที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะนึง
“เควิน เป็นอะไรหรือเปล่า นายไม่ชอบที่นี่เหรอ”
ในฐานะนักแสดง เขามีความเข้าใจเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก
เควินกำลังขมวดคิ้ว แสดงให้เห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่ชอบสถานที่แบบนี้
ดังนั้นโรเบิร์ต ดาวนีย์จึงถามออกมาทันที
เควินส่ายหัว จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า
"ฉันมาหานายเพื่อบอกนายว่าหนังเรื่องแรกของฉันจะออกฉายเร็วๆนี้แหละ"
“เร็วๆนี้เหรอ?”
โรเบิร์ต ดาวนีย์ตกตะลึงเล็กน้อย เขารู้ว่าคนตรงหน้าซึ่งเขามองว่าเป็นเพียงน้องชายของเขา มีความสามารถมาก แต่เขากลับได้รับการลงทุนและสร้างภาพยนตร์ก่อนจะเรียนจบเสียอีก มันเร็วเกินไป
เขาคิดว่าหลังจากที่เควินเรียนจบแล้ว เขากะจะพาเควินไปแนะนำให้พ่อของเขา เพื่อให้พ่อของเขาที่มีคอนเนคชั่นตามหาผู้กำกับที่รู้จักเพื่อฝากเควินให้ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ
แต่เขาไม่ได้คาดหวังแบบนี้เลย!
แต่……….
โรเบิร์ตไม่ได้มองโลกในแง่ดีว่าภาพยนตร์เรื่องแรกของน้องชายเขาจะประสบความสำเร็จขนาดนั้น
แน่นอนว่าพร้อมช่วยเหลือ
บิดาของเขาซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์ครั้งที่ 47 สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานคลาสสิกเช่น The Godfather และ Mission Impossible และได้รับการยกย่องและมีเกียรติพอสมควรในแวดวงนี้ (ไปหาข้อมูลมา คนคนนี้คือนักเขียนบทชื่อโรเบิร์ต ทาวน์ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโรเบิร์ตดาวนี่ย์ จูเนียร์ และไม่ได้เห็นข้อมูลเรื่องการมีส่วนร่วมกับ The God Gather ด้วย อีกอย่างคือเป็นผู้เขียนบท Mission Impossible ก็จริง แต่หนังเรื่องนี้ในสองภาคแรกที่เขามีส่วนร่วมออกฉายในปี 1996กับปี2000 และในปัจจุบันในเนื้อเรื่องอยู่ในปี 1991 เพราะงั้นหลายๆอย่างของเรื่องน่าจะไม่ได้อิงตามชีวิตจริงนะจ๊ะ)
แม้ว่าเควินจะล้มเหลว ตราบใดที่เขาขอความช่วยเหลือจากพ่อของเขา เคนวินก็ยังสามารถได้รับโอกาสอย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้ง
“ใช่แล้วดาวนีย์ พอฉันดังเมื่อไหร่ ฉันก็จะทำให้นายเป็นดาราดังเหมือนกัน!”
เควินพูดด้วยรอยยิ้ม
“จริงเหรอ? ฉันจะรอดูนะ”
โรเบิร์ตดาวนีย์ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
“แต่นายต้องตกลงตามคำขอของฉันข้อหนึ่ง”
เควินกลั้นยิ้มไว้แล้วพูดอย่างจริงจังออกมา
โรเบิร์ที่ได้ยินก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย
“อย่ายุ่งกับยาเสพติดนะ”
"โถ่เอ้ย ไม่มีทางหรอกหน่า มาเถอะ มาสนุกกันดีกว่า เดี๋ยวฉันแนะนำสาวๆให้นายรู้จัก"
โรเบิร์ตดาวนีย์หัวเราะอย่างเก้ๆกังๆออกมาในทันทีและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เควินทำได้เพียงถอนหายใจออกมา
การสูบบุหรี่เป็นประเพณีของครอบครัวเขา นับตั้งแต่โรเบิร์ตดาวนีย์ได้รับบุหรี่ที่พ่อส่งมาให้เมื่อตอนเขาอายุได้ 7 ขวบ เขาก็ไม่สามารถละทิ้งบุหรี่ได้อีกต่อไป
เนื่องจากเขาไม่สามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ตอนนี้ เควินเองก็ไม่ได้คิดที่จะโน้มน้าวต่อไป
ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวของโรเบิร์ตจริงๆ ก็คงทำได้แค่รอให้เขาตกอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต แล้วก็ยื่นโอกาสให้เขาในการพลิกสถานการณ์ชีวิตกลับมาอีกครั้งก็เท่านั้น
ตามคำแนะนำสาวๆของโรเบิร์ต เควินก็เริ่มผ่อนคลายลง
ตอนนี้เขาได้มาอยู่ร่วมกับกลุ่มสาวหุ่นเพรียวบางและเซ็กซี่
ใบหน้าของเควินที่ดูอ่อนเยาว์แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่เล็กน้อย เพียงพอที่จะดึงดูดสาวๆเหล่านี้ได้แล้ว และด้วยคำพูดของโรเบิร์ตดาวนีย์ พวกเธอก็ยิ่งคลั่งไคล้เข้าไปอีก
“นี่น้องชายของผม เควิน เขาเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถมาก ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขากำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว คุณคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
"ว้าว!!!"
สาวฮอตเหล่านี้ต่างก็อุทานออกมาทีละคน แสดงถึงความปรารถนาในตัวผู้กำกับคนนี้
ผู้กำกับก็คู่กับดารา
ภาพยนตร์ของผู้กำกับสามารถสร้างดาราดังได้ ลองถามตัวเองสิว่ามีใครบ้างที่ไม่อยากมีชีวิตที่หรูหราภายใต้แสงสปอตไลท์?
ขณะที่โรเบิร์ตดาวนีย์พูด เควินก็จมลงไปในฝูงชนทันที~~~
…………..
วันรุ่งขึ้น เควินก็ตื่นขึ้นมาในห้องชุดขนาดใหญ่และปัดตัวหญิงสาวที่อยู่รอบตัวเขาออกไป
เควินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเขาช่างชั่วร้ายจริงๆ
“แหม โทษตัวเองไม่ได้หรอกน้า ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมมันรุนแรงเกินไป คนหนุ่มดีๆอย่างฉันถึงต้องตกต่ำแบบนี้”
เควินพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปที่โรงแรมเดิมที่เขาเคยพัก
มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งรอเขาอยู่ที่นั่น
หลังจากได้พักผ่อนมาสองสามวัน เควินก็ตื่นขึ้นจากชีวิตอันสงบสุขและเดินทางมาถึงบริษัทภาพยนตร์นิวไลน์ซินีม่าด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส
ในฐานะเจ้านายและประธานบริษัท เชย์ไม่สนใจสถานะของตัวเองเลย และคอยทักทายสื่อสิ่งพิมพ์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังที่หน้าประตูอยู่เสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว เงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาจะไม่สูญเสียสิ่งใดเลยหากทำตัวดีกับสื่อสิ่งพิมพ์หรือบรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้
ในทางกลับกัน ถ้าคนเหล่านี้ไว้หน้าเขาและพูดแต่สิ่งดีๆเกี่ยวกับหนังที่เขาจัดจำหน่ายได้ ก็จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบ็อกซ์ออฟฟิศของหนัง
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์กับพวกนักวิจารณ์จะอยู่ได้อีกไม่นาน
เควินที่เดินเข้ามาข้างในแล้วได้คิดในใจเงียบๆ พร้อมกับยิ้มออกมา
เมื่อยุคอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท ผู้คนเหล่านี้ก็จะถูกกวาดลงถังขยะไปในที่สุด ผู้ชมไม่ค่อยสนใจคำพูดจากนักวิจารณ์เลย แถมสื่อสิ่งพิมพ์ก็ไม่สำคัญเมื่อมีอินเตอร์เน็ตให้โพสต์แล้ว
ใครจะไปสนใจคำพูดของนักวิจารณ์ภาพยนตร์?
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงเรื่องของอนาคต อย่างน้อยตอนนี้ อิทธิพลของนักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้ยังคงมีสูงมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าเชย์ทำงานเบื้องหลังอย่างหนักหรือเปล่า แต่บรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์เหล่านี้ก็เป็นมิตรมาก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสีหน้าบึ้งตึงของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เควินเคยเห็นในหนังสือพิมพ์
ส่วนเชย์เองก็กลับมามีท่าทีสงบเสงี่ยมอีกครั้ง นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังกว่า 20 คนนี้รับเงินจากเขาไปรวมกันกว่า 300,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว เขายังต้องเสียเงินค่าประชาสัมพันธ์ไปรวมกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16-17 ล้านบาทไทย)
แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้มากนักอยู่แล้วเพราะมันเป็นแค่หนังทุนต่ำ
วันนี้เป็นเพียงการฉายรอบสื่อเท่านั้น
หลังจากดูจบแล้ว พวกเขาจะชื่นชม Saw จากมุมมองของตนเองและดึงดูดผู้ชมกลุ่มแรกให้เข้าสู่โรงภาพยนตร์เพื่อมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้
และเมื่อดูจบแล้ว หากเหล่าคนดูชอบ ก็เกิดกระแสการบอกเล่าแบบปากต่อปาก
แม้จะไม่กล้าพูดว่ารายได้บ็อกซ์ออฟฟิศจะถึงขั้นระเบิดแน่นอน แต่ดูจากการประชาสัมพันธ์แล้ว ในแง่ของรายได้ก็ถือว่าคาดหวังได้อย่างแน่นอน
………………
เหล่านักวิจารณ์และสื่อค่อยๆทยอยกันเข้ามา แน่นอนว่าไม่มีใครพลาดเงินที่ทางนิวไลน์ซินีม่าจ่ายอยู่แล้ว
ในห้องฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่บนชั้น 5 มีนักวิจารณ์ภาพยนตร์กว่า 20 ราย และสื่อสิ่งพิมพ์อีกกว่า 12 รายมานั่งรวมกัน
โรเจอร์ อีเบิร์ต เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว หากคุณภาพของภาพยนตร์ไม่ดี บริษัทภาพยนตร์เหล่านี้มักจะไม่เชิญเขาไปในการฉายรอบปฐมทัศน์
โดยปกติการเชิญนักวิจารณ์ภาพยนตร์มาก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาวิจารณ์ในทางแย่ๆ
โลกก็เป็นอย่างนี้ เมื่อสถานะของเขาสูงพอ ผู้คนก็ยอมจ่ายราคาแพงเพื่อทำให้เขาปกปิดข้อบกพร่องที่เขาเห็น
โรเจอร์ อีเบิร์ต ยิ้มเล็กน้อย เขาแตกต่างออกไป เพราะไม่ว่าภาพยนตร์จะดีจะร้ายยังไง เขาก็จะวิจารณ์ตามที่เขาเห็นเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะจ่ายให้เขาเท่าไหร่ก็ตาม
นี่เป็นสิ่งที่เขายืนกรานมาโดยตลอด
หากคุณเชิญเขามาแต่คุณภาพของภาพยนตร์ไม่ดี คุณก็ต้องทนฟังเขาวิจารณ์ภาพยนตร์ของคุณในเชิงลบ
ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่าคิดที่จะเชิญเขาเข้ามาเลยดีกว่า
แน่นอนว่าถ้าหนังเรื่องนี้สามารถทำให้เขาเกิดความชื่นชอบใจได้จริงๆ โรเจอร์ อีเบิร์ตก็จะไม่ลังเลเลยที่จะใช้ชื่อเสียงของเขาในการส่งเสิรมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยารวิจารณ์ในเชิงบวก
ไฟในโรงภาพยนตร์ดับลงกะทันหัน เหลือเพียงแสงไฟเล็กๆไม่กี่ดวงที่เปล่งแสงสลัวๆ
จู่ๆ ชื่อของนิวไลน์ซินีม่าก็ปรากฏบนหน้าจอ ตามมาด้วยชื่อของผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานเบื้องหลัง
จากนั้นหน้าจอก็กะพริบ
ภาพยนต์เริ่มฉายแล้ว
เควินติดตามความคืบหน้าของภาพยนตร์อย่างเงียบๆ สังเกตปฏิกิริยาและสีหน้าของนักวิจารณ์และตัวแทนจากสื่อสิ่งพิมพ์
ความดูถูก เยาะเย้ย และความชื่นชมถูกเปิดเผยออกมา เป็นที่ชัดเจนว่า Saw ไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจ แต่เควินยังคงเห็นว่าทุกคนมีอยากรู้ว่าจิ๊กซอว์เป็นใคร