- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 11 โรเบิร์ต ดาวนีย์
ตอนที่ 11 โรเบิร์ต ดาวนีย์
ตอนที่ 11 โรเบิร์ต ดาวนีย์
ดีนที่อยู่ข้างๆก็แสดงสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน เขาเป็นคนตัดสินใจลงทุนในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าการลงทุนจะไม่มาก แต่เขาก็ยังต้องรับผิดชอบหากเกิดการขาดทุน
และตอนนี้ ผู้ชมต่างก็ได้ให้คำวิจารณ์ที่ดีแก่ภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วพูดกันว่าเรื่องอาจมีสิทธิกลายเป็นภาพยนตร์คลาสสิกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ได้ เมื่อพิจารณาจากคำวิจารณ์นี้แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่หนังเรื่องนี้จะขาดทุนจากทุนสร้างแค่ 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
ดีนมองไปที่เชย์ ยังไงแผนการที่ชัดเจนและการอนุมัติภาพยนตร์ฉบับนี้ก็ยังคงต้องได้รับการตัดสินใจจากเขาที่เป็นประธาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการประเมินของผู้ชม เขาเชื่อว่างบสำหรับการประชาสัมพันธ์จะไม่น้อยอย่างแน่นอน
เชย์กำลังพิจารณาความคิดตัวเองเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่เขาเพิ่งดูไป แล้วรวมกับความคิดเห็นของผู้ชมในขณะนั้นเข้าด้วยกัน และตัดสินใจในใจทันที
หนังเรื่อง Saw มีศักยภาพที่จะได้รับความนิยมอย่างมาก และคุ้มค่ากับเงินประชาสัมพันธ์จำนวนมหาศาลแน่นอน
เขาตัดสินใจแล้ว
“ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ทันที ฉันจะขอให้ฝ่ายการเงินจัดสรรงบประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างครอบคลุมในโรงภาพยนตร์ใกล้กับมหาวิทยาลัยในอเมริกา”
“นอกจากนี้ ติดต่อกับสื่อสิ่งพิมพ์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างๆด้วย”
“เราจะจัดฉายตัวอย่างของภาพยนตร์เพื่อบอกต่อเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ล่วงหน้า เราจะพยายามทำให้ Saw กลายเป็นหนังคลาสสิกให้ได้มากที่สุด”
เชย์พูดอย่างหนักแน่น
เห็นได้ชัดว่าเขาตระหนักจากคำบอกเล่าแบบปากต่อปากของคนเหล่านี้และประสบการณ์การรับชมของเขาเองว่า Saw มีศักยภาพที่จะกลายเป็นผลงานคลาสสิกได้
ในฐานะบริษัทภาพยนตร์ ภาพยนตร์คลาสสิกจะสร้างรายได้ได้อย่างยาวนาน
รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศมักคิดเป็นเพียง 20% ถึง 30% ของรายได้รวมเท่านั้น
รายได้อื่นจะมาจากดีวีดีและแหล่งอื่นๆที่สามารถดำเนินต่อไปได้เป็นทศวรรษ และไม่ด้อยไปกว่ารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศในระยะยาว
แต่ในระยะสั้นยังต้องขึ้นอยู่กับบ็อกซ์ออฟฟิศ
ภาพยนตร์คลาสสิกที่ประสบความล้มเหลวในบ็อกซ์ออฟฟิศ มักไม่ได้รับการยอมรับจากคนดูทั่วไป
เชย์หันหัวไป ใบหน้าของชายชาวยิวแสดงออกชัดเจนว่าเขาต้องการสร้างเงินทอง มันบังเอิญที่เควินก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แม้ว่าส่วนแบ่งของเขาจะได้มากสุดเพียง 5% ของส่วนแบ่งรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศก็ตาม
แต่หากมันบ็อกซ์ออฟฟิศระเบิดขึ้นมาจริงๆ มันก็จะไม่น้อยเลย
แต่ถึงยังไงส่วนแบ่งแค่ 5% จะไม่ทำให้บริษัทภาพยนตร์อย่างนิวไลน์ซินีม่าแตกหักกับผู้กำกับที่มีความสามารถอย่างเขาแน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขา
เมื่อจ้องไปที่เชย์ เควินก็ยิ้มเช่นกัน
เชย์ยิ้มและพูดอย่างชื่นชมว่า
“ผู้กำกับเควิน งานรอบปฐมทัศน์ที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์และสื่อกระแสหลักจะเข้าร่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณ ตารางงานของคุณคงว่างอยู่ใช่ไหม?”
เควินพยักหน้า
“อย่ากังวล ผมจะร่วมมือกับคุณตลอดกระบวนการ หากคุณมีคำขอใดๆ ก็แค่บอกผมโดยตรงหรือติดต่อเอเยนต์ของผม ดอว์สันก็ได้”
คำพูดของเควินก็ทำให้เชย์พอใจมากเช่นกัน ผู้กำกับที่เก่งกาจมักจะมีนิสัยแปลกๆ หรือไม่ก็ดื้อรั้น
แต่เควินไม่มีปัญหาเหล่านี้เลย
ในขณะเดียวกัน เขาก็ใจดีมากด้วยที่ใช้เงินที่เหลือจากงบการถ่ายทำในการจัดงานปาร์ตี้ให้กับทีมงานในกองถ่าย แล้วเขาไม่มีข้อโต้แย้งกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังสนับสนุนเรื่องแบบนี้ด้วยซ้ำ
คงจะดีหากผู้กำกับทุกคนสามารถเป็นเหมือนเควินได้
ในเวลานี้ Saw ยังไม่ได้รับการฉายออกสู้โลกภายนอกก็จริง แต่เชย์ก็เตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่จะทำงานร่วมกับเควินเป็นครั้งที่สองแล้ว
……………..
งานเกือบทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว และในฐานะผู้กำกับ เขาก็แทบจะไม่มีอะไรต้องทำเลยนอกจากรอตัวอย่างหนังที่กำลังจะปล่อยออกมา
และถึงแม้มหาวิทยาลัยจะยังไม่ได้ปิดเทอม แต่สำหรับผู้กำกับอย่างเขาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา เขาได้สำเร็จหลักสูตรของมหาลัยอย่างสมบูรณ์แล้ว
แม้ไม่มี Saw เขาก็ยังสามารถสำเร็จการศึกษาได้
มิตต์และคนอื่นๆต่างก็มีสิ่งที่ต้องทำ หลังจากทบทวนความทรงจำในใจ เควินก็มาถึงบรอดเวย์ (ย่านละครเวทีที่มีชื่อเสียงระดับโลก) โดยไม่รู้ตัว
เขาเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในฐานะเด็กกำพร้า แต่เขาฉลาดและไม่เหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ในทางกลับกัน เขาตระหนักว่าการเรียนคือโอกาสเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาได้
ดังนั้นเขาจึงเรียนหนักมากตลอด และด้วย IQ ที่สูงของเขา เขาจึงสามารถเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียได้ภายใต้เงื่อนไขต้นกำเนิดที่ย่ำแย่เช่นนี้
และเพื่อนของเขาหรือผู้ที่ชี้แนะเขาในเส้นทางสู่การเป็นผู้กำกับก็คือใครคนหนึ่งในโรงละครบรอดเวย์แห่งนี้
เควินยังคงคิดต่อไป และเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำของเขาก็ค่อยๆกลับมารวมกันอีกครั้ง บางครั้งเขาไม่สามารถบอกได้อีกต่อไปว่าเขาคือเฉินเต้าซวนหรือเควินกันแน่
หรือบางทีพวกเขาอาจจะเป็นคนคนเดียวกันจริงๆ เพียงแต่มีความเกี่ยวพันกันในอดีตชาติและปัจจุบันชาติเท่านั้น
เอี๊ยด
เสียงประตูเหล็กที่ถูกผลักให้เปิดออกดังขึ้นมาในหูของเขา และชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามากก็เดินออกมาจากประตู
“เควิน! มาสิ ฉันจะเลี้ยงเครื่องดื่มให้นาย!”
โรเบิร์ต ดาวนีย์วางแขนลงบนไหล่ของเควินและเดินไปที่บาร์ใกล้ๆ ราวกับว่าเขากำลังคุมตัวนักโทษ
ถูกต้องแล้ว ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าเควินก็คือ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์(คนที่เล่นเป็นไอรอนแมนหรือโทนี่ สตาร์ค)
ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญในห้องสมุด
เนื่องจากต้องการก้าวหน้าในวงการบันเทิง เพราะงั้นการเรียนหนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ทุกคนยกย่องโรเบิร์ต ดาวนีย์ว่าเป็นอัจฉริยะ แต่มีเพียงเควินเท่านั้นที่รู้ว่าการเป็นอัจฉริยะต้องอาศัยการทำงานหนักเช่นกัน
ทั้งสองพบกันในห้องสมุด เควินทำงานหนักเพื่ออนาคตในอาชีพผู้กำกับของเขา ส่วนโรเบิร์ต ดาวนีย์เองก็ทำงานหนักเพื่ออาชีพนักแสดงของเขา
ในสายตาของโรเบิร์ต เควินเป็นเพียงเด็กน้อย มองเขาเหมือนกับเป็นน้องชายของเขา
เพราะงั้นโรเบิร์ตจึงได้ช่วยเหลือเขาหลายอย่าง เช่น การเลี้ยงอาหาร สนับสนุนด้วยการซื้อหนังสือบางเล่มให้ และช่วยให้เควินเข้าใจสิ่งที่ผู้กำกับต้องการและข้อมูลภายในของฮอลลีวูดได้ดีขึ้น เขาเคยให้เงินโดยตรงด้วย แต่เควินไม่สามารถยอมรับได้
ในฐานะนักเดินทางข้ามเวลา เฉินเต้าซวนก็ได้สืบทอดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้อย่างดีเยี่ยม
ที่เขาไม่ได้ชวนโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์มารับบทจิ๊กซอว์ก็เพราะภาพลักษณ์ของเขานั่นเอง
โคลสัน... ไม่สิ คลาร์กเกร็ก เขามีอุปนิสัยที่เป็นมิตรเป็นพิเศษ เมื่อยืนต่อหน้าเขา คุณจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นอันตรายต่อคุณเลย
เมื่อคุณลักษณะนี้ตกอยู่ในมือของฆาตกรที่มีความศรัทธา ความแตกต่างก็จะเกิดขึ้น
ฆาตกรไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังก่ออาชญากรรม แต่กลับรู้สึกว่าตนกำลังช่วยพระเจ้ากำจัดพวกคนชั่วที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต เรื่องนี้ยิ่งน่าขนลุกขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม จากที่เควินเห็นในกล้อง เอฟเฟ็กต์ของเกร็กดีกว่าของโทบิน เบลล์ซึ่งเป็นเจ้าของบทจิ๊กซอว์ในหนังต้นฉบับมาก
ความรู้สึกแตกต่างที่น่าอัศจรรย์นี้ไม่ได้ส่งผลต่อเสน่ห์ของจิ๊กซอว์เลย แต่กลับเพิ่มรัศมีของผู้รับใช้พระเจ้าให้กับเขาแทน
ภายใต้การนำของโรเบิร์ต ทั้งสองก็มาถึงบาร์ในไม่ช้า
เมื่อท้องฟ้าค่อยๆมืดลง แสงไฟหลากสีก็สว่างขึ้นในบาร์ และบาร์ก็กลายเป็นสถานที่ที่วุ่นวายทันที
ผ่านแสงสลัว เควินได้เห็นผู้ชายและผู้หญิงอยู่ตามมุมต่างๆของบาร์ มีทั้งพูดคุย เต้นรำ และบางคนก็เพียงแค่ดื่มเฉยๆ
บรรยากาศที่ครึกครื้นในบาร์อธิบายได้คำเดียวว่า โกลาหล!
เควินไม่ชอบสถานที่แบบนี้โดยสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะเป็นในอดีตชาติหรือชาตินี้ เขาก็ไม่ชอบสถานที่แบบนี้
โรเบิร์ตกำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระในบาร์เหมือนปลาในน้ำ ดูมีความสุขมาก หลังจากนั้นครู่หนึ่ง โรเบิร์ตก็นึกได้ว่า เควิน น้องชายของเขาที่อายุน้อยกว่าเขาสามปีได้มาที่นี่กับเขาด้วย