เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[KotB] บทที่ 90: เกราะราชันอมตะ (1)

[KotB] บทที่ 90: เกราะราชันอมตะ (1)

[KotB] บทที่ 90: เกราะราชันอมตะ (1)


บทที่ 90: เกราะราชันอมตะ (1)

มูยองยักไหล่กระชับดาบแห่งความโกรธเกรี้ยวและดาบมารเทพไว้ในมือ

ถ้าบาร์ทัสต้องการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ก็ถึงเวลาที่ต้องรับมือกับมอนสเตอร์ที่อยู่ข้างหน้าซะที

'มันเป็นเรื่องยากที่จะล่อมันมา'

โอเกอร์สองหัวเป็นพวกกลายพันธุ์

พวกมันแตกต่างจากพวกกลายพันธุ์สีเผือกที่เรียกว่าอาร์ค แต่เขาสามารถบอกได้เลยว่าพวกมันอยู่ในระดับที่เหนือกว่าโอเกอร์ทั้งหมด

โดยปกติโอเกอร์สองหัวมีบทบาทเป็นเจ้าถิ่นที่แข็งแกร่งในดินแดนที่โหดร้ายหรือดินแดนระดับสูง แต่มูยองก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อล่อมันมาที่นี่จนได้

เขาทำทั้งกับดัก และทำลายแหล่งอาหารทั้งหมดเพื่อทำให้มันหิวโหย

ในเวลา 15 วันนี้เขาใช้ถึง 6 วันในการล่อมันมาที่ปราสาท

เป็นเพราะเขาต้องการพลังอันมหาศาลของมันเพื่อที่จะทำลายประตู

กรรร!

หลังจากนั้นแขนของโอเกอร์สองหัวก็เริ่มงอกขึ้นมาใหม่

ความแข็งแกร่งของมันไม่ใช่แค่ 20 เท่าของโอเกอร์ปกติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสามารถในการฟื้นฟูของมันด้วย

ระดับการบาดเจ็บแค่นี้ไม่ต่างไปจากการตบแก้มของโทรลล์หรือการเหยียบไปเบาๆบนร่างของมัน

ในการต่อสู้แบบไม่มีข้อจำกัด เขาอาจจะกล่าวได้ว่าแโอเกอร์สองหัวนั้นแข็งแกร่งที่สุด

1 ต่อ 1 ?

หากไม่บ้าจริง มูยองคงไม่มีทางที่ตัดสินใจเช่นนี้

แคร่ก! แคร่ก!

คนแคระยิงศรไฟจากหน้าไม้ และบรรจุดินปืนไปที่ปืนใหญ่ของพวกเขา

เนื่องจากเป็นเผ่าพันธุ์ที่คลุกคลีอยู่กับการขุดเหมืองแร่ จึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีดินปืนมากพอให้ใช้งานได้

อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ค่อยมีอาวุธ

ผิวหนังของโอเกอร์สองหัวไม่แม้แต่จะระคายเคืองจากการระเบิดของดินปืนทั่วๆไป

'หากทำอะไรมากไปกว่านี้คงลำบาก'

เป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องสถานที่

พวกมันไม่สามารถสร้างระเบิดที่รุนแรงเกินไปภายในปราสาท

ถ้าพวกมันไม่คิดจะตายพร้อมกันทั้งหมด นี่เป็นจำนวนดินปืนที่มากที่สุดที่สามารถใช้ได้แล้ว

'แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน'

ตั้งแต่เริ่มแรกมูยองไม่ได้มีความหวังไว้สูง

ความอ่อนของพวกมันได้รับการยืนยันแล้ว และนี่คือโอกาสที่ดีสำหรับฝึกฝน

อย่างไรก็ตามหากมีการโจมตีกกระหน่ำซ้ำไปเรื่อยๆตรงจุดเดิม พลังป้องกันและพลังฟื้นฟูของโอเกอร์สองหัวจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทันที

ตุูมม!

ตุูมม!

อย่างไรก็ตามโอเกอร์สองหัวไม่ได้ให้เวลาเขาในการคิด

มันยกกำปั้นขึ้นแล้วต่อยตรงไปยังที่ที่มูยองกำลังยืนอยู่

มูยองป้องกันมันได้อย่างฉิวเฉียด แต่ร่างกายของเขากระเด็นออกไปไกล

ถ้าเขาตอบสนองช้าไปกว่านี้เพียงเล็กน้อย ร่างกายของเขาคงจะกลายเป็นผุยผงไปแล้ว

อั่ก!

มูยองคายเลือดผสมกับสิ่งสกปรกออกมา

ดูเหมือนแขนซ้ายของเขาเคลื่อนออกจากหัวไหล่

กึก! กร๊อบ!

หลังจากที่เขาดันข้อต่อกลับเข้าที่อย่างถูกต้อง เขาก็มองไปที่โอเกอร์สองหัวที่กำลังวิ่งเข้ามา

ประกาศอาณาเขต!

ขณะที่เขาพึมพำอย่างเงียบๆ อากาศโดยรอบและแรงกดดันจากพลังเวทได้เปลี่ยนไป

อาณาเขตแห่งสมบูรณ์แบบได้แพร่กระจายออกไปโดยมีมูยองเป็นจุดศูนย์กลาง

อำนาจในอาณาเขตจะทำให้ 'ศัตรู' อ่อนแอลง และเพิ่มพลังให้กับมูยอง

ฟุ่บบ!

ช่วงเวลาที่มูยองยกเท้าของเขาขึ้น เขาก็มาอยู่เบื้องหลังของโอเกอร์สองหัว

ในช่วงเวลาของการเร่งความเร็ว มูยองแทงเข้าไปที่จุดชีพจรสามจุดพร้อมๆกัน

จุดชีพจรหรือจุดฝังเข็มคือจุดต่างๆที่ทำหน้าที่เป็นทางเดินของพลังงานในร่างกายสิ่งมีชีวิต

ในฐานะที่โอเกอร์สองหัวก็เป็นสิ่งมีชีวิต มันจึงมีทางเดินของพลังงานอยู่เช่นกัน

แม้ว่าจุดเหล่านั้นอาจต่างออกไป แต่มูยองคือผู้เชี่ยวชาญในการสังหาร

ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น แต่เขายังได้สังหารมอนสเตอร์ไปนับพัน ไม่สิ ต้องนับเป็นหมื่นๆตัว

3 วินาทีเท่านั้น

หลังจากการเร่งความเร็วจบลง ขาของโอเกอร์, ระหว่างซี่โครง และหลังศีรษะของมันก็เริ่มมีเลือดไหลออกมาทั้งในคราวเดียว

อย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถฟื้นฟูด้วยความเร็วได้อีกแล้ว

'การฟื้นฟูหมายถึงการทำให้พลังงานฟื้นคืนกลับมาสู่สภาพปกติ การฟื้นฟูของแกจะชะลอตัวลงหากเส้นเลือดถูกปิดกั้น'

จากนั้น มูยองก็มองลงไปที่มือของตัวเอง

เพื่อเจาะผ่านเนื้อที่แข็งและหนามากๆ มือของเขาก็ได้รับบาดเจ็บ

และความเสียหายได้เพิ่มขึ้นสองเท่าจากการเพิ่มการเร่งความเร็วเข้าไป

แต่อย่างน้อยกระดูกของเขาก็ไม่ได้รับความเสียหาย

โฮกกกก!

หัวทั้งสองของมันปลดปล่อยความโกรธออกมา

มูยองรีบหลบร่างไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งปลูกสร้างทุกๆอย่างที่อยู่รอบๆได้ถูกทำลายลงด้วยการสัมผัสกับพลังอันมหาศาลของโอเกอร์

ตุบ!

อย่างไรก็ตามโอเกอร์สองหัวก็ได้ล้มลงในจุดนั้น

มูยองไม่ใช่คนที่ปล่อยโอกาสเช่นนี้ไป

ด้วยการปีนป่ายขึ้นไปด้านข้างของอาคาร และเคลื่อนไหวไปมารอบๆอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองของโอเกอร์สองหัวอย่างครุ่นคิด และรีบกระโดดขึ้นไป

สวบ!

เหมือนกับเหยี่ยวที่กำลังคว้าเหยื่อ เขาถือดาบแห่งความโกรธเกรี้ยวไว้ด้วยทั้งสองมือ ก่อนจะทุ่มกำลังแทงเข้าไปที่ตาของโอเกอร์สองหัว

โฮกกกกกกกก!

ศีรษะข้างที่ตาของมันถูกแทงเริ่มคลุ้มคลั่งอย่างเต็มที่

ไม่ว่าผิวหนังของมันจะหนาแค่ไหน แต่เนื้อเยื่อที่ตาย่อมบอบบาง

“ฮึบ!”

ปัญหาคือสมดุลของเขาแย่กว่าที่เขาคิด

เพียงแค่โดนโจมตีถากๆร่างของมูยองก็ถูกส่งลอยไปในอากาส

ตุบบ!

เขาสามารถยืนหยัดลงสู่พื้นดินได้ แต่ซี่โครงของเขาก็หักอย่างสมบูรณ์แบบ

ในขณะนั้น

<ชุดเซ็ทกษัตริย์คลั่ง สถานะนักรบคลั่งได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว>

< ค่า STR. ค่า STA. และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จะเพิ่มขึ้นอย่างละ 15 >

<ดวงดาวแห่งความสมบูรณ์แบบได้รับการตอบสนอง การบาดเจ็บจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ>

กลิ่นอายดำมืดเริ่มแผ่ขยายตัวออกมาจากร่างทั้งหมดของมูยอง

มันเป็นผลของทักษะติดตัวนักรบคลั่ง ซึ่งจะเปิดใช้งานได้ก็ต่อเมื่อชีวิตของเขามีความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม หากมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตก็คือดวงดาวแห่งความสมบูรณ์แบบได้ตอบสนองด้วย

โดยปกตินักรบที่บ้าคลั่งมีผลทำให้ค่าความอึดของเขาลดลง แต่เนื่องจากผลของการประกาศอาณาเขตทำให้อาการบาดเจ็บของเขาค่อยๆถูกรักษา

มูยองยิ้มหลังจากคายเลือดออก

'การเปิดใช้งานทักษะนักรบคลั่งพึ่งถูกใช้ไป 2 ครั้งจากการบาดเจ็บสาหัส'

หากมองสถานะทางกายภาพโอเกอร์สองหัวจะอยู่ในอันดับที่สูงที่สุดในหมู่มอนสเตอร์ระดับท็อป และมันค่อนข้างจะเกินกำลังของมูยอง

'มีความต่างระหว่างตัวตนมากเกินไป'

ไม่มีการเปรียบเทียบใดที่จะเลวร้ายไปกว่านี้

เช่นนั้นถ้าเขาถูกโจมตีอีก ร่างกายของเขาจะไม่สามารถจัดการกับมันได้

ในทางกลับกัน โอเกอร์สองหัวอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับมูยอง

แม้ว่ามันจะสูญเสียการมองเห็นของดวงตาข้างหนึ่งไป แต่ก็ยังเหลืออีกสาม

มันเป็นมอนสเตอร์ที่สมควรจะได้รับการเรียกขานว่าแข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงเมื่อมันเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

“ทาร์แคน!”

มูยองตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้า

ตุบ!

ในเวลาเดียวกัน เซอร์เบอรัสก็ร่อนลงมา

"ในที่สุด เจ้าก็เรียกชื่อข้า"

นักล่าวิญญาณปีศาจสะบัดผ้าคลุมในขณะที่มันร่อนลงสู่พื้นดิน

ถึงแม้ว่าร่างกายจะเน่าเปื่อยและตอนนี้เหลือเพียงแค่กระดูก แต่กลิ่นอายอันทรงพลังก็ยังปกคลุมไปรอบๆ

ทาร์แคน

นั่นเป็นชื่อจริงของนักล่าวิญญาณปีศาจ

หลังจากที่มูยองเรียกทาร์แคน ราวกับว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆเขาเริ่มรีดเอาเลือดเสียที่คั่งอยู่บริเวณแผลออกมา

ขณะที่เซอร์เบอรัสกำลังคุมเชิงโอเกอส์สองหัวอยู่ ทาร์แคนก็หมดคำพูดกับภาพที่เห็นตรงหน้า

"นี่เจ้าเป็นโดเกบิจริงๆหรือ? แม้ว่าข้าเป็นเจ้านายภูติผีนับไม่ถ้วน แต่ข้าก็ไม่เคยพบคนที่มีความมุ่งมั่นเช่นนี้ในชีวิตของข้ามาก่อน เจ้าสามารถรักษาบาดแผลเช่นนั้นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าได้ยังไง?"

ทาร์แคนอึ้งอย่างแท้จริง

ไม่มีภูมิผีวิญญาณใดที่ไม่มีความมุ่งมั่น

อย่างไรก็ตามในหมู่ภูติผีหลายพันตน ไม่มีใครที่มีความมุ่งมั่นเช่นมูยอง

เหมือนเช่นกับที่มูยองกดดันตัวเองจนเกือบจะตาย ถึงจะเรียกมันออกมา

มูยองทอดสายตาอย่างเยือกเย็นและพูดออกมา

"พวกเราจำเป็นต้องลดความเสียหายในขณะที่ทำการควบคุมมัน"

"ฮีฮี ข้าเข้าใจ แค่เชื่อข้า ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้านักล่าวิญญาณปีศาจหรอก "

ทาร์แคนก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

เขากำลังจะชนะในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่มูยองไม่สามารถทำได้

เมื่อเซอร์เบอรัสก้าวไปข้างหน้า ทาร์แคนก็ก้าวตามไป

ภูติผีปกคลุมอยู่บนดาบของเขาและเปลวไฟสีดำก็ลุกโชนขึ้น

เขาพุ่งตรงไปยังโอเกอร์สองหัวและเผชิญหน้ากับมัน

ตูมมมมมมมมมมมม!

ดาบของทาร์แคนแทงไปที่หน้าอกของมัน แต่ทว่าเขากลับกระเด็นออกมาและชนเข้ากับกำแพงด้านหลัง

ทาร์แคนลุกขึ้นจากสิ่งก่อสร้างที่พังทลายลง และพูดขึ้นขณะที่เขาเริ่มอับอาย

"... ข้าคิดไว้แล้วว่าสิ่งก่อสร้างแถวนี้ต้องพังแน่ๆ"

ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องยากสำหรับทาร์แคนคนเดียวที่จะลดความเสียหายจากโอเกอร์

ในเวลานั้น มูยองก็พร้อมที่จะขยับได้นิดหน่อย

มูยองก้าวไปข้างหน้าและเริ่มพูด

"เราสองคนจะช่วยกันหยุดมัน"

ทาร์แคนหันศีรษะของเขา

"เจ้าไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาหรอกน่า?"

"มันมีประสิทธิภาพกว่า"

อย่างไรก็ตาม มูยองไม่สนใจเสียงบ่นของทาร์แคน

มีโอกาสสูงที่เขาจะทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีให้แก่บาร์ทัส ถ้าเขาทำให้สถานที่แห่งนี้ย่อยยับ

ที่มูยองออกมาคนเดียวในช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้ และพยายามที่จะลดความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยตนเองคือ 'การแสดง'

แผนการที่จะทำให้บาร์ทัสรู้สึกหมดหนทาง และจากนั้นจะทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากมูยอง

เนื่องจากเป้าหมายสุดท้ายของเขาคือการหาแนวทางแก้ปัญหาดาร์ดราก้อนบาร์ซ่า หากแต่โครงสร้างความสัมพันธ์พื้นฐานพังทลายลงทุกอย่างจะกลับกัน

ฟุ่บบบ!

ด้วยลมพัดที่รุนแรง มูยองวิ่งออกไปเหมือนกับพายุ

ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เขาก็ได้เผาผลาญเปลวเพลิงสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมา

ทาร์แคนส่ายหัว

"เขาเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ"

คนแคระไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้โอเกอร์สองหัว

และการยิงปืนไฟใส่มันจากระยะไกล ก็ไม่สามารถแม้แต่สร้างรอยขีดข่วนให้โอเกอร์ได้

สำหรับคนแคระมันยากลำบากเกินไปที่จะลุกขึ้นยืนต่อหน้าโอเกอร์สองหัว กำแพงนั้นสูงเกินไป

'คนแคระเหล่านี้อ่อนแอหรือ?'

ไม่

บาร์ทัสส่ายหัว

มีนักรบแคระที่กล้าหาญมากมาย

เพียงเพราะพวกมันใช้ชีวิตที่ค่อนข้างไกลจากการสู้รบเป็นเวลานาน พวกมันจึงกลายเป็นคนอ่อนแอ

เห็นได้ชัดว่าพวกมันต้องสูญเสียความกล้าหาญ เพราะพวกมันวิ่งหนีจากมังกรอยู่เสมอ

เปรี้ยง! ตูมมม!

ดวงตาของบาร์ทัสสัมผัสได้ถึงทั้งสองร่างที่กำลังต่อสู้กับโอเกอร์อย่างดุเดือด

โดเกบิและอัศวินแห่งความตาย

ไม่มีการจับคู่ไหนจะขัดแย้งกันไปมากกว่านี้แล้ว

แม้ว่าโดเกบิได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบตาย แต่เขาก็ไม่หยุดพักและยังคงสู้ต่อไป

แม้ว่าเขาจะเป็นเหมือนแมลงที่บ้าบิ่น แต่ก็ต้องยอมรับในความกล้าหาญของเขา

'สิ่งที่เราสูญเสียไป โดเกบินั่นมี'

มันคือความตื่นเต้นของบาร์ทัส

มันนานมากแล้วตั้งแต่ที่เขาได้เห็นการต่อสู้ของนักรบเช่นนี้

และมันก็นานเกินกว่าที่เขาจะสามารถจำได้ว่ามีคนแคระที่สามารถต่อสู้ได้เหมือนโดเกบิเช่นกัน

เขาไม่คิดว่าความกล้าหาญนั้นจะถูกย้ำเตือนจากโดเกบิ

ตุบ!

ในที่สุดทั้งสองหัวของโอเกอร์ก็ถูกตัดออก และมันก็ล้มลงบนพื้น

โดเกบิและอัศวินแห่งความตาย ทั้งสองหั่นมันเป็นชิ้นๆออกจากกัน

มันเป็นชัยชนะที่น่าพอใจมาก

"พวกเจ้าเป็นใคร?"

บาร์ทัสอดไม่ได้ที่จะถาม

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม มันเป็นความจริงที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนพวกนี้

บาร์ทัสไม่ได้ที่สูญเสียความรู้สึกละอายใจทั้งหมดไปที่จะไม่สนใจพวกเขา

อย่างไรก็ตาม โดเกบิไม่แม้แต่จะมองบาร์ทัส

เขามัวแต่ครุ่นคิดในขณะที่เขาเก็บหัวของโอเกอร์ไว้ และลูบแก้มไปมา

'เขาไม่สนใจข้าเลยหรือ?’

การแสดงออกของบาร์ทัสคลุ้มคลั่งไปด้วยความโกรธ

สำหรับคนที่ได้รับการยกย่องว่าหัตถ์เทพเจ้า มันเป็นช่วงเวลาที่บางคนมอบความอับอายนี้ให้แก่เขา

ก่อนหน้านี้มูยองกล่าวถึงเฮมดอลล์เพื่อดึงความสนใจ แต่ในตอนนี้เขาไม่สนใจอีกแล้ว

ตอนนั้นเอง

"ลอร์ดของพันธมิตรพลั่วสามกระสอบ หัตถ์เทพเจ้าบาร์ทัส! ข้าการ์มูสช่างตีเหล็กชั้นสูงของชนเผ่าค้อนทองคำขอคาราวะท่าน!"

การ์มูสเป็นผู้รีบวิ่งไปหาบาร์ทัส และคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

จากนั้นท่าทางของบาร์ทัสก็เปลี่ยนไป

“การ์มูส! ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้ามาก่อน มีการแลกเปลี่ยนกับชนเผ่าค้อนทองคำเมื่อไม่นานมานี้”

"กรุณายกโทษให้แก่ความหยายคายของเจ้านายข้า เป็นเพราะเมื่อเขาสนใจไปที่บางสิ่งบางอย่าง เขาจะไม่สามารถสนใจสิ่งอื่นได้ "

“เจ้านาย? มันคือโดเกบินั่น?”

อีกครั้งที่การแสดงออกของบาร์ทัสบิดเบี้ยวไป

คนแคระมีความรู้สึกที่ไวต่อคำว่าทาส

เนื่องจากมีหลายเผ่าพันธุ์มีความโลภต่อเผ่าที่มีทักษะพิเศษในการจัดการกับโลหะ

จากนั้น การ์มูสก็อธิบาย

"ข้าถูกขังอยู่ในสังเวียนใต้ดินกับลูกชายของข้า อย่างไรก็ตามลูกชายของข้าถูกสังหารโดยปีศาจ และคนที่แก้แค้นให้แก่ข้าก็คือเจ้านายคนปัจจุบันนี้ กรุณาอย่าตำหนิเขา เพราะมันเป็นสิ่งที่ข้าตัดสินใจเอง "

"หืมม..."

"เจ้านายของข้าต้องการที่จะช่วยเหลือหัตถ์เทพเจ้าบาร์ทัส นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงรีบรนมาที่นี่หลังจากตระหนักได้ว่าโอเกอร์สองหัวเข้ามาใกล้กับสถานที่แห่งนี้ "

เสียงก้าวเท้า!

โดเกบิมูยองมายืนอยู่ข้างๆการ์มูส

ถ้ามีอะไรแปลกไป มันก็คือในขณะที่เขากำลังมองไปทางอื่น หัวของโอเกอร์สองหัวได้หายไปในอากาศ

และบนสร้อยคอของมูยอง หัวของโอเกอร์สองหัวขนาดเล็กก็ได้ถูกแขวนไว้

"ผมคือมูยอง จากการต่อสู้ที่ดีของคนแคระ ผมได้ยินมาว่าเฮมดอลล์เป็นเทพสงครามที่คนแคระเทิดทูน ซึ่งนั้นไม่ต่างจากความเป็นจริงเลย"

หลังจากกล่าวบทนำสั้นๆ เขาก็ประจบประแจงตนิดหน่อย

บาร์ทัสรู้สึกว่าแก้มของมันร้อนขึ้น

ต่อสู้?

มันสามารถเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้?

ยังจะดีว่าหากพูดว่ามันเป็นเรื่องตลก

ในท้ายที่สุด มันไม่ได้เป็นเพราะโดเกบิและอัศวินแห่งความตายหรอกหรือที่เป็นผู้จัดการโอเกอร์สองหัว?

ตรงกันข้าม พวกเขาได้ทำให้เทพสงครามเฮมดอลล์เสื่อมเสีย

"แค่กๆ..."

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูยองได้ตัดส่วนนั้นออกไป และยกยอเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ไม่มีอะไรที่จะพูด

แล้วการ์มูสก็พูดขึ้นอีกครั้ง

"บาร์ทัส นี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดกัน บาร์ซ่ากำลังจะมาถึง "

"มังกรดำบาร์ซ่า? มันไม่สามารถหาสถานที่แห่งนี้ได้ "

การ์มูสส่ายหน้าอย่างรุนแรง

“ไม่ บาร์ซ่าได้พบสถานที่นี้แล้ว เพียงแค่มันแต่เปลี่ยนกลยุทธ์ของมัน มอนสเตอร์ได้บุกมาที่นี่หลายวันแล้วใช่หรือไม่?

"นั่นเป็นความจริง แต่เจ้าบอกว่านี่เป็นผลงานของบาร์ซ่า?"

"ใช่ บาร์ซ่าอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ และกำลังควบคุมมอนสเตอร์ หากท่านไม่รีบทำอะไรสักอย่างจะต้องเจอปัญหาแน่ๆ ยี่สิบวันก่อนพวกเราได้เห็นบาร์ซ่าบินไปทางทิศเหนือ พวกเราจึงได้มาถึงที่แห่งนี้จากการติดตามบาร์ซ่ามา"

บาร์ทัสขมวดคิ้วเล็กน้อย

บาร์ซ่าที่รู้ว่าไม่มีความอดทนได้ทำลายกำแพงป้องกันของพวกเขา และเรียกมอนสเตอร์มา?

เขาไม่สามารถเชื่อมันได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะการ์มูสจะโกหก

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะทำ

ถ้าเขาเห็นมันเมื่อ ยี่สิบวันก่อนและมาถึงที่นี่ ระยะเวลาก็ถูกต้อง

"พวกเราจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งของเรา"

บาร์ทัสได้สร้างข้อสรุปอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเตรียมตัวใดๆ มันก็ไม่สามารถเผชิญหน้ากับดาร์คดราก้อนได้

อย่างไรก็ตาม การ์มูสยังคงทำตัวราวกับเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย

"มันสายไปแล้ว บาร์ซ่ากำลังเพลิดเพลินกับการปิดกั้นสถานที่แห่งนี้ มันอาจจะรู้ว่าคุณกำลังจะหนีไป คุณคิดว่ามันไม่ได้วางแผนสำหรับสิ่งนั้นหรือ? "

นั่นก็เป็นความจริง

บาร์ทัสขมวดคิ้วของเขา

มังกรมีสติปัญญาที่สูง หากต้องเอาคืนความทุกข์ทรมาณทั้งหมดของเขา มันก็อาจจะเล่นกับพวกเขาก่อน

ก่อนที่บาร์ทัสจะจมหายไปในความคิดของตัวเอง การ์มูสได้เสนอข้อเสนอ

"พวกเราจะช่วยเอง ให้เราช่วยท่าน "

"ยังไงกัน? ถึงแม้ว่าโดเกบิและอัศวินแห่งความตายดูเหมือนจะแข็งแกร่งมาก แต่ความแข็งแกร่งของมังกรอยู่ในระดับที่ต่างออกไป "

จากนั้น มูยองก็ก้าวไปข้างหน้า

"ผมมีหัวใจแห่งฟีนิกซ์ กระดูกมังกร และชิ้นส่วนของเกล็ดมังกรปฐพี ช่วยสร้างให้มันเป็นเกราะที่สามารถต้านทานการโจมตีของมังกรได้"

"ใช้หัวใจแห่งฟีนิกซ์เพื่อสร้างเกราะงั้นหรือ ... ?"

"คุณไม่มี 'ปืนพิฆาตมังกรปีศาจ' เหรอ? ปืนใหญ่ที่สามารถเป่ามังกรให้ปลิวไปได้ ถ้าผมซื้อเวลาได้ คุณคงจะมีเวลามากพอที่จะยิงมัน"

"เจ้ารู้ได้ยังไง!"

บาร์ทัสไม่สามารถระงับความประหลาดใจของเขาได้

จบบทที่ [KotB] บทที่ 90: เกราะราชันอมตะ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว