เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[KotB] บทที่ 73: การปลุกพลัง (3)

[KotB] บทที่ 73: การปลุกพลัง (3)

[KotB] บทที่ 73: การปลุกพลัง (3)


 

บทที่ 73: การปลุกพลัง (3)

เซฮุน

เขาซึ่งเป็นผู้ปกครองของทั้งโดเกบิน้ำแข็งและด็อคซินี กำลังเดินเข้ามาหามูยอง

มูยองหันหน้าไปพูดกับเซฮุนที่ดูกำลังร้อนใจ

“มีอะไรเหรอ?”

"โอม โปรดแสดงความชัดเจนระหว่างมนุษย์กับโดเกบิด้วย"

ด้านหลังเขามีด็อคซินีอื่นอีก ทั้งสองคุกเข่าและขอร้อง

"บอกฉันมาว่ามีปัญหาอะไร"

"เหล่าโดเกบิไม่เข้าใจว่าทำไมพวกมนุษย์ที่มีจำนวนแค่ไม่กี่สิบคนถึงได้อาศัยอยู่ตรงใจกลางของอาณาเขต แต่พวกเราจำนวนหลายหมื่นกลับได้อยู่ที่ชายเขตรอบนอก? "

มันเหมือนกับเขากำลังพูดว่าตำแหน่งของเจ้าของและแขกนั้นได้กลับกัน

อย่างไรก็ตาม มูยองส่ายหน้า

คนที่สร้างดันเจี้ยนและอาคารทั้งหมดตรงกลางอาณาเขต คือมนุษย์

จะให้ไล่คนเหล่านี้ที่รวมตัวกันได้หลังจากหลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหงของไฮเดกเกอร์มาเหรอ?

มันดูไม่มีเหตุผล ถึงเขาจะสามารถแก้ปัญหาตอนนี้ได้ แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้นไปสักครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าเขาจะสามารถหยุดมันได้ในครั้งต่อไป

มูยองไม่คิดจะทอดทิ้งใครไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือโดเกบิ

'ถ้าฉันสร้างความสามัคคี ลอร์ดพ้อยท์ก็จะเพิ่มขึ้น'

เหนือสิ่งอื่นใด มูยองจำได้ว่าลอร์ดพ้อยท์ของเขาจะเพิ่มขึ้น

มันบอกว่าเมื่อมนุษย์และโดเกบิอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี เขาจะได้รับลอร์ดพ้อยท์ 10 จุด ซึ่งเป็นอะไรที่ยากหากจะบรรลุ

นั่นหมายความว่าถ้าเขาพัฒนามันต่อไป หรือรวบรวมหลายๆเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกัน เขาจะสามารถได้รับมากยิ่งขึ้น

ไม่มีประวัติศาสตร์หน้าไหนเคยเขียนว่าเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาทั้งหลายได้อาศัยรวมอยู่ในอาณาเขตเดียวกัน

และมูยองคิดว่ามันคงไม่เลว หากมนุษย์และโดเกบิจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นจากอาณาเขตแห่งนี้

อาจเป็นเพราะอาศัยอยู่ในป่าแห่งความตายเป็นเวลากว่า 40 ปี?

เขาแทบไม่มีอคติใดๆเหมือนกับมนุษย์คนอื่น

"พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนพวกนาย และในอาณาเขตของฉัน ฉันจะไม่ปล่อยให้มีการปล้นชิงใดๆเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกับเผ่าพันธ์ไหน"

มูยองจึงเรียกการกระทำดังกล่าวว่า 'การปล้นชิง'

มันเป็นกฎข้อแรกที่เขาตั้งขึ้นในฐานะลอร์ด

"แล้วท่านจะบอกว่า พวกเราทำได้แค่แค่อดทนเหรอ?"

เซฮุนเองก็ไม่อยากแย่งชิงมันด้วยกำลัง

เขาต้องการวิธีที่ทำให้เกิดสันติ ซึ่งมูยองย่อมกระทำสิ่งเหล่านี้อย่างมีเหตุผล

ดูเหมือนความไม่พอใจในหมู่โดเกบิจะถึงขีดจำกัดของพวกเขาแล้ว

มันคงไม่ฉลาดนัก หากจะปล่อยทิ้งไปเช่นนี้

มูยองกล่าว

"ฉันจะอนุญาตให้มีการประลอง และต้องเป็นการประลองที่เกิดจากความสมัครใจเท่านั้น เมื่อพวกนายทำข้อตกลงกันแล้ว แต่ละฝ่ายจะเดิมพันด้วยสิ่งที่ตนเองต้องการ และต้องได้การรับยินยอมจากฉันก่อนถึงจะเริ่ม'ประลอง'ได้ ผู้ชนะจะได้รับ ในขณะที่ผู้แพ้จะต้องสูญเสีย "

ที่นี่คืออันเดอร์เวิล์ด

เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะได้มาซึ่งข้อตกลงอย่างแท้จริงโดยใช้เพียงคำพูดเท่านั้น

นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งมีชีวิตรอด

หลายครั้งก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้กำลังเพื่อระงับข้อพิพาท

ยังไงก็ตามมูยองวางแผนว่าจะเพิ่มกฎขึ้น เพื่อให้พวกเขาตระหนักว่าทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของอาณาเขต

เนื่องจากมูยองไม่มีประสบการณ์ใดในการเป็นผู้นำของคนที่ยังมีชีวิต การกระทำของเขาอาจดูหยาบกระด้างไปบ้าง และนี่คือเหตุผลที่เขาต้องการหาประสบการณ์

มูยองตัดสินใจว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาก่อน

"พวกเราจะปฏิบัติตามความรอบรู้ของโอม"

เซฮุนก้มศีรษะอย่างลึกซึ้งราวกับว่าเขาชอบวิธีการนี้

โดเกบิบางคนรวมทั้งเขา มีสายเลือดของนักรบไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

ไม่มีทางที่พวกเขาจะไม่ชอบความศักดิ์สิทธิ์ของการประลอง

"มันจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้หนึ่งเดือนเมื่ออาณาเขตแห่งนี้มีความปลอดภัยแล้ว"

มูยองเน้นย้ำประเด็นนี้อย่างเข้มงวด

ด้วยเวลาหนึ่งเดือนนี้ เขาสามารถทำให้ความไม่พอใจของโดเกบิลดลงได้ และยังทำให้มนุษย์มีเวลาเพิ่มความแข็งแกร่งได้อีก

แน่นอนว่ามีช่องว่างระหว่างโดเกบิกับมนุษย์

ช่วงเวลาดังกล่าวจะใช้เพื่อปิดช่องว่างเหล่านั้น

'บาลตันดูจะเหมาะสมที่สุด'

บาลตันเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถเติบโตได้

เขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเป็นการต่อสู้แบบป้องกัน

มีหลายวิธีที่คุณสามารถตีความหมายของ "การต่อสู้แบบป้องกัน"

การประลองครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องปกป้อง และมันก็เป็นไปได้สำหรับเขาที่จะเติบโตขึ้นในการทำเช่นนั้น

ด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อยของมูยอง มันจะกลายเป็นการต่อสู้ที่เท่าเทียม

มูยองส่งบาลตันเข้าไปในดันเจี้ยนของเมอร์ดูดัน

เมื่อมูยองอธิบายสถานการณ์ดังกล่าว เขาตอบกลับมาว่า "หากเพื่อพวกชาวบ้าน ผมจะทำ" จากนัั้นก็เข้าไปในดันเจี้ยนโดยปราศจากความลังเล

ดูเหมือนบาลตันจะเข้าใจดีว่า หากพวกเขาแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ มนุษย์จะไร้จุดยืนทันทีในฐานะที่เป็นชนกลุ่มน้อย และโดเกบิเป็นชนกลุ่มใหญ่

และอีกหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป ก่อนที่วูฮีจะกลับมา

“วูฮีฮี่ วูฮีมีข่าวลับมาบอกกก”

เธอกระพือปีกของเธอ ขณะที่บินว่อนไปรอบๆมูยอง

ดูเหมือนว่าเธอจะมีความสุขมาก

"มันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบ?"

"ใช่ เจ้าอ้วนที่ตามฉันไปรอบๆกำลังสร้างรัง"

“งืมม...”

เธอมีประโยชน์มากกว่าที่เขาคิด

กับความสามารถที่จะหาวิธีเอาชนะการทดสอบ และสถานที่ตั้งของมัน

"เรื่องสำคัญคือ ตามกฎแล้วฉันสามารถบอกนายได้แค่ 1 อย่าง โซโลมอนกล่าวว่าถ้าเราฝ่าฝืนสัญญานี้ เขาจะไม่ให้บ้านแก่พวกเรา ดังนั้นฉันสามารถบอกนายได้แค่อย่างเดียว "

" ฮะ อย่างเดียว"

"นายอยากรู้เกี่ยวกับอะไร? วูฮีเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง โครงสร้างของการทดสอบ ,ประเภท ,รายการของรางวัล หรือแม้แต่วิธีการในการเอาชนะมอนสเตอร์ที่เฝ้าประตู!"

ดูเหมือนว่าสี่อย่างที่วูฮีกล่าวนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการทดสอบนี้

และเธอตัดสินว่าการเลือกหนึ่งในสี่สิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาได้ประโยชน์มากที่สุด

ในทางกลับกัน เมื่อพิจารณาว่าเธอไม่ได้พูดถึงตำแหน่งที่ตั้งของการทดสอบ จึงสรุปได้ว่านั่นไม่ใช่ปัญหา

‘การทดสอบทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น’

มูยองตัดสินใจ

ข้อจำกัดและเป้าหมายมีไว้เพื่อการไล่ล่าเท่านั้น

ทุกครั้งที่มูยองผ่านการทดสอบ เขาจะแข็งแกร่งมากขึ้น

การทดสอบเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถก้าวรุดไปข้างหน้าด้วยอัตราที่รวดเร็ว

กุญแจสู่การปลุกพลัง เขาเชื่อว่ามันก็อยู่ในการทดสอบด้วย

"ฉันเลือกข้อสุดท้าย"

"นายเลือกได้ดี!"

จากนั้น วูฮีก็อธิบายสั้นๆเกี่ยวกับวิธีการกำจัดมอนสเตอร์ที่เฝ้าประตู

มูยองพยักหน้าหลังฟังคำอธิบายของเธอ

"นำทางฉันไปยังตำแหน่งของทดสอบ"

"เชื่อมือวูฮีแล้วตามมาได้เลย"

เมื่อวูฮียื่นริมฝีปากของเธอออกมา มูยองก็ยกมือกั้นเธอไว้

มันเป็นถ้ำยาวลงไปที่ใต้ดิน

ขณะที่เขาค่อยๆเดินลงมา ห้องทดสอบด้านล่างก็ปรากฎให้เห็น

มองตรงไปจะเจอประตูสูง 3 เมตร, มูยองพยักหน้า

“ถึงแล้ว”

"จากนี้ไป วูฮีไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะวูฮียังอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ถ้าเกิดวูฮีสนับสนุนใครเป็นการส่วนตัว ซาโลมอนคงเสกสายฟ้าผ่าหัววูฮีตายแน่ๆ "

วูฮีก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกเสียใจ

อย่างไรก็ตามมูยองไม่ได้สนใจ

เขาได้รับข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับทดสอบรวมทั้งตำแหน่งของมันแล้ว มันคงจะเป็นการย่ามใจในโชคของตัวเองมากเกินไปหากยังถามอะไรเพิ่มอีก

การดำรงอยู่ของวูฮีมีความคล้ายคลึงกับกุญแจหลัก

อย่างไรก็ตามกุญแจหลักสามารถเปิดประตูได้เท่านั้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับตัวเอง

"ระวังตัวด้วย การทดสอบนี้คงสามารถช่วยให้ที่รักหาสิ่งที่ต้องการได้"

“โอเค”

มูยองค่อยๆเดินไปที่กล่องแห่งการทดสอบ

สภาพแวดล้อมโดยรอบของเขาเปลี่ยนเป็นมืดมิดในทันที และข้อความที่สร้างจากแสงก็ปรากฏขึ้น

<ยินดีต้อนรับสู่สังเวียนใต้ดิน>

<สังเวียนใต้ดินประกอบด้วยชั้นทั้งห้า และคุณสามารถก้าวไปสู่ระดับล่างได้ทุกการชนะสิบครั้ง>

<โดยการเดิมพันสกุลเงินที่ใช้ในสังเวียน 'ออนซ์' คุณสามารถซื้อไอเทมต่างๆและตั๋วที่หายากได้>

ด้วยการต้อนรับที่เป็นมิตรนี้ สิ่งรอบตัวของเขาก็ได้เปลี่ยนไป

มันยังคงมืดอยู่ แต่ก็สว่างพอที่จะมองเห็นสื่งรอบๆ

"สมาชิกใหม่นี้? ครั้งนี้เป็นก็อปลินเหรอ? "

"แซ่ดดดๆ"

"กรรร, กรรร."

ภายในห้องเล็กๆคราคร่ำไปด้วยมอนสเตอร์หลากหลายชนิด

ก็อปลิน โทรลล์ ปีศาจที่ถูกตีตรา ... และแม้แต่มนุษย์

มูยองลดสายตาลง

'โซ่'

บางส่วนของข้อเท้าเขาถูกล่ามด้วยโซ่

ต่างจากรูปลักษณ์ มันค่อนข้างหนักจนยากจะเคลื่อนที่ได้

อย่างไรตาม มีบางอย่างแปลกไป

มอนสเตอร์เหล่านี้ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน แต่กลับไม่มีความวุ่นวาย

มันจะเป็นเรื่องปกติหากพวกมันพยายามที่จะฆ่าหรือกินกันเอง

มันไม่น่าจะเป็นเพียงเพราะโซ่

"หยุดเลียริมฝีปากของแกซะ เจ้าขยะ ไม่ว่ายังไงเร็วๆนี้พวกเราก็จะได้สนุกกันแล้ว"

ปีศาจที่ถูกตีตราด้วยเลข "3" บนหน้าผากพูดหยอกล้อ

ปีกที่รุ่งริ่งและเล็บสีดำพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นปีศาจ

ในเวลาเดียวกันมูยองก็ได้ตระหนักว่า

ความสงบสุขอันแปลกประหลาดเกิดจากปีศาจตนนี้

'มันเป็นทาสปีศาจ ปีศาจของผู้ครองที่นั่งลำดับสาม วาสซาโก '

ปีศาจที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนเทพปีศาจ

พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวหลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ในอีก 10 ปี

เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นปีศาจเร็วขนาดนี้ แต่ถ้ามันเป็นทาสปีศาจ มันก็ไม่สำคัญเท่าไหร่

ปีศาจที่ร่วงหล่นหลังจากกระทำบาปยิ่งใหญ่

ไม่มีใครจะสนใจว่ามันจะตายหรือไม่

ตราเลข 3 เป็นสัญลักษณ์ของเทพปีศาจวาสซาโก ดูเหมือนว่าเดิมที่มันเป็นปีศาจที่ทำงานให้เขา

แน่นอนว่ามีปีศาจมากกว่าสิบล้านตัวที่ทำงานให้กับวาสซาโก

มันหมายความว่านั่นเป็นเพียงหนึ่งในจำนวนมากมาย

เขาขจัดความคิดที่ไร้ประโยชน์ และขยับเท้าที่ทำให้เกิดเสียงขูดขีดบนพื้น

“ทำไมถึงมีมนุษย์ที่นี่?”

เขาเข้าไปหาชายคนหนึ่งและถาม

และชายคนที่เต็มไปด้วยความกลัวก็ตัวสั่น

"นะ นั่นเพราะฉันพบกล่องแห่งการทดสอบในขณะที่สำรวจ"

ใบหน้าของเขาเป็นใบหน้าของคนที่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอยู่ที่นี่

อย่างไรก็ตามมูยองสามารถเข้าใจได้หลังจากฟังคำพูดของเขา

ว่าไม่ได้มีเพียงทางเดียวในการเข้าสู่การทดสอบนี้

"ยังไงก็เถอะเนื้อฉันไม่อร่อยหรอก คนที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกอย่างฉันไม่มีอะไรให้กินหรอก "

"ผมไม่ได้อยากกินของคุณ"

"ถะ ถูกไหม?"

ชายผู้นี้ถอนหายใจราวกับว่าโล่งอก

หลังจากผ่านไปสักพัก เหมือนเขาเริ่มคันปากอยากพูด จนเริ่มพึมพัมกับตัวเอง

"ฉันคิดว่าฉันจะตายในกลุ่มของมอนสเตอร์นี้ซะแล้ว ทุกคนอยากกินฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะปีศาจนั่น ฉันคงจะตายไปแล้ว เห้อ"

หืม เขาผ่อนคลายได้แล้วหรือ?

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนต้องหวาดกลัวอย่างมาก แต่สำหรับคนผู้นี้กลับลดการป้องกันลงในทันที นอกจากนี้ยังเดินเข้ามาใกล้กับมูยองไม่ต่างอะไรกับมิตรสหายอย่างคาดไม่ถึง

มูยองถามบางสิ่งที่เขาอยากรู้

"คุณมาที่นี่คนเดียวเหรอ?"

“ไม่ รวมฉัน มี 7 คนที่เข้ามา ... เหมือนที่คุณเห็น พวกเราดูเหมือนจะถูกแยกออกไป”

อาจมีมนุษย์มากกว่านี้ก็ได้

อย่างไรก็ตามมูยองไม่เคยได้ยินชื่อสังเวียนใต้ดิน

หมายความว่ามันไม่ได้เป็นที่รู้จักกันดี และถ้าไม่ใช่เพราะวูฮีเขาอาจจะเดินผ่านมันไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

แกร้งงง!

แถบเหล็กที่ปิดกั้นห้องไว้เปิดขึ้นอย่างช้าๆ

ในเวลาเดียวกัน ทาสปีศาจก็กล่าวขึ้น

"พวกขยะทั้งหลาย สู้กันให้หนักเอาให้ตายกันไปข้างนึง ถึงมันจะไร้ประโยชน์ แต่ตายที่นี่ก็ยังดีกว่าถูกเซอร์เบอร์รัสกิน"

<การต่อสู้ครั้งแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว>

<ครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตรอด>

<จำนวนทั้งหมด 800>

<1000 ออนซ์ จะถูกมอบให้แก่ผู้รอดชีวิต>

แอ๊ดดด

เคร้งงง!

ประตูถูกเปิดออก

ครี๊กกกกกซ์!

ตรึมม!

สิ่งแรกที่เขาเห็นคือโอเกอร์

มันยืนอยู่ตรงกลางพร้อมแกว่งกระบองขนาดใหญ่ในมือไปรอบๆ

ดูเหมือนเป็นการท้าทายที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม โอเกอร์ก็ยืนอยู่ได้ไม่นานนัก

มอนสเตอร์นับไม่ถ้วนต่างไหลหลั่งเข้ามาจนกลายเป็นความวุ่นวาย

"จงปรากฎ สายลมกระโชกเอ๋ย จงปราดเปรียวขึ้น เร็วขึ้นอีก "

ฟู่วววววววววว!

สายลมรุนแรงพัดไปข้างๆมูยอง

แขกผู้มาเยือนเหวี่ยงสายลมพัดพาออร์คปลิวขึ้นไปในอากาศ

เมื่อมูยองหันศีรษะไปมอง เขาก็เห็นชายคนนึงกำลังถือไม้เท้ายิ้มอย่างเขิลอาย

"มาร่วมมือกันเถอะ แม้ว่าพวกเราจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ฉันเชื่อว่าเราคิดแบบเดียวกัน "

"คุณเป็นพ่อมดภาษาวิญญาณเหรอ[1]? "

ผู้ที่สามารถสร้างภาษา และเรียกใช้งานมันไม่ต่างจากชุดคำสั่ง

พ่อมดภาษาวิญญาณ

"อืม อะไรแบบนั้นแหละ แล้วคุณชื่ออะไรเหรอ? ชื่อของฉันคือบัค "

“มูยอง”

"ฮ่าๆๆ ชื่อของคุณฟังดูแปลกนะ ถึงแม้ว่าชื่อของฉันจะไม่ต่างกันก็เถอะ "

บัคแผดเสียงหัวเราะ

เขามองดูเหมือนคนอยู่ในวัยสามสิบกลางๆ

‘บัค?’

มูยองเอียงศีรษะ

เขารู้สึกคุ้นๆ แต่ในความทรงจำของมูยองไม่มีใครที่มีชื่อเสียงใช้ชื่อนี้เลย

"ยังไงก็ตาม ดูเหมือนว่าเราสามารถพักได้? ไม่คิดว่ามันจะจบลงด้วยการที่พวกเวรนั่นต่อสู้กันเอง"

การต่อสู้ระหว่างมอนสเตอร์นั้นรุนแรงมาก

และเช่นเดียวกับที่บัคกล่าว ดูเหมือนพวกเขาจะอยู่รอดแม้เพียงแค่ยืนเฉยๆ

ไม่จำเป็นต้องแสดงถึงการมีตัวตนใดๆ

บัคถอนหายใจออก

"ฉันไม่เห็นเพื่อนของฉันเลย เวรเอ้ย นี่พวกเขาอยู่ที่ไหนกันเนี้ย... ? "

ชริ้งง

มูยองชักดาบแห่งความโกรธเกรี้ยวออกจากฝัก

ถึงการเป็นผู้ชมมันจะดี แต่เขาจะไม่ได้รับอะไรเลยจากการแค่รับชม

เพื่อให้เข้าใจและเกิดการเรียนรู้ในการทดสอบ การต่อสู้ครั้งแรกถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อมูยองพุ่งเข้าสู่ความอลม่านตรงหน้า บัคก็กุมขมับทันที

"โอ้ ฉันจะทำยังไงดี ถ้าเกิดเขาเผชิญหน้ากับปีศาจจะต้องถึงคราวซวยแน่ๆ "

ยังไงทาสปีศาจก็ยังคงเป็นปีศาจ และปีศาจนั้นแข็งแกร่งกว่ามอสเตอร์เป็นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ทาสปีศาจไม่ได้เหมือนปีศาจทั่วไป

มูยองไม่สนใจในขณะที่เขาควงดาบแห่งความโกรธเกรี้ยว

แม้ว่าโดเกบิตรงหน้าจะค่อนข้างผิดปกติ แต่ยังไงมันก็ยังเป็นโดเกบิ

ในมุมมองของบัค มูยองดูผลีผลามเกินไป

แต่แล้ว บัคก็ต้องจับไม้เท้าของเขาแน่น ก่อนที่จะเบิกตากว้าง

'ว๊อทเดอะฟัค นี่มันโดเกบิจริงๆหรือ? '

เป็นความกังวลอย่างไร้เหตุผล

นี่ไม่จำเป็นให้เขาต้องกังวล

ฉัวะ!

เลือดสาดกระเซ็นอยู่บนใบมีดที่กำลังเต้นรำ

นี่ต่างไปจากสิ่งที่บัคคาดคิด มูยองเหมือนกับปลาในสายธารกำลังแหวกว่ายไปทั่วสมรภูมิ

[1] 언령 - มาจากคำภาษาญี่ปุ่น 'Kotodama' ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าพลังลึกลับที่สิงสถิตอยู่ในคำพูด

จบบทที่ [KotB] บทที่ 73: การปลุกพลัง (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว