- หน้าแรก
- ตัวร้ายคลั่งฉันจนแทบบ้า
- บทที่ 10 โหยหาแสงอาทิตย์
บทที่ 10 โหยหาแสงอาทิตย์
บทที่ 10 โหยหาแสงอาทิตย์
เป่ยนั่วอดไม่ได้ที่จะโน้มศีรษะลงและประทับจูบลงบนกลีบปากของหร่วนถังอีกครั้ง
เขาราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งการเสพติด ทว่าความร้อนระอุในกายก็ยังไม่อาจคลายลงได้
หร่วนถังที่กำลังหลับใหลดูราวกับรับรู้ถึงบางอย่าง ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครางในลำคอแผ่วเบาด้วยความไม่พอใจ เขาเหยียดมือออกพยายามผลักไสคนที่อยู่ข้างกายให้ห่าง
เป่ยนั่วจับมือข้างนั้นไว้ได้ทันควันด้วยสายตาที่เฉียบคม ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาแผดเผาลงบนมือ จนปลายนิ้วเรียวขาวบางนั้นงอเข้าเล็กน้อยคล้ายตกใจ
โดยปกติแล้ว เป่ยนั่วย่อมไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้เป็นแน่ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขายังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่งของชนชั้นสูง
เขาปฏิเสธผู้คนจากทั่วสารทิศ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและเย็นชา
ทว่านับตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หร่วนถังก็แตกต่างจากคนอื่นไปสำหรับเขาแล้ว
เป่ยนั่วปลอบตัวเอง พึมพำแผ่วเบา เสียงซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ด้วยความปรารถนาที่ต้องการครอบครองอันล้ำลึก "เขาเป็นของฉัน"
ดังนั้น เธอจะทำอะไรก็ได้
นัยน์ตาสีแดงฉานดูลึกล้ำอย่างยิ่งยวดและหน้ากากแห่งความสง่างามก็ได้ถูกกระชากทิ้งไปนานแล้ว
เป่ยนั่วปิดเปลือกตาลงเพื่อซ่อนความมืดมิดในดวงตา เขาประคองข้างแก้มของหรวนถังไว้ โน้มศีรษะลงประทับจูบ
หร่วนถังขมวดคิ้วในยามนิทรา หายใจติดขัดเล็กน้อย เขารู้สึกราวกับถูกพันธนาการด้วยบางสิ่งบางอย่าง จนไม่อาจขยับกายได้
ในที่สุด เขาก็สุดจะทนและฝืนเปิดเปลือกตาขึ้น
สิ่งที่เห็นคือแพขนตาที่ทอดตรงลงมาดุจขนนกกาและดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่ง
หรว่นถังตะลึงงันไปชั่วขณะ คิดจะอ้าปากเอ่ยคำ แต่ริมฝีปากกลับอุ่นผ่าว
เขามองดูเป่ยนั่วลุกขึ้นยืนช้าๆอย่างสง่างาม ราวกับว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดเป็นเพียงเรื่องราวธรรมดาสามัญเท่านั้น
ดวงตากลมโตของหร่วนถังยังคงเบลอเล็กน้อย เขาแตะริมฝีปากตนเอง เอียงศีรษะพลางเอ่ยว่า
"ในปากผมไม่มีขนมหวานนะ"
เขานึกออกว่าเป่ยนั่วชอบรสหวาน
แต่ในปากของเขาไม่มีน้ำตาลเลยสักนิด แล้วทําไหมถึงกัดริมฝีปากของเขาเล่า?
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเป่ยนั่วก็เปลี่ยนไป เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้นิ้วมือเรียวซีดเซียวเกี่ยวปลายคางของหร่วนถังขึ้น ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววอำนาจแฝงอยู่
"เธอนี้โง่จริงๆ"
ริมฝีปากบางของเขาแนบชิดติดกับใบหูอันอ่อนไหวของหร่วนถัง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย ด้วยน้ำเสียงที่เร้าอารมณ์จนไม่สามารถบรรยายได้ "ฉันจูบเธอไง ไม่รู้ตัวเลยเหรอ?"
นี่ไม่ใช่เกมกัดปากเสียหน่อย
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น หร่วนถังก็ตอบสนอง เขายกมือขึ้นปิดปาก ใบหูแดงก่ำและหดตัวเข้าหากัน
นิ้วเท้าของเขาขยับโดยไม่ตั้งใจ ราวกับกำลังประหม่าและไม่รู้จะทำอย่างไร
เมื่อครั้งที่เขายังฟังนิทานเต่าเฒ่าบนภูเขา เต่าเฒ่าเคยบอกว่าหลังการสมรสของมนุษย์ เจ้าบ่าวจะต้องจูบเจ้าสาวและทำสิ่งอื่นๆ
เหตุใดเป่ยนั่วถึงจูบเขา? หรือว่าเขาต้องการแต่งงานกับเขา?
ปฏิกิริยาของหร่วนถังทำให้เป่ยนั่วพึงพอใจ เป่ยนั่วกอดหร่วนถังไว้ในอ้อมแขนด้วยมือทั้งสองข้าง ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวเสียจนหร่วนถังตัวสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
มีรอยจางๆสีแดงอ่อนประดับอยู่บนลำคอของเขา ราวกับช่อดอกไม้เล็กๆ
ศีรษะของหร่วนถังมึนงงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ถูกกัดแต่เขายังคงมีความรู้สึกไม่สบายตัวนั้นทุกครั้งที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
เขาเริ่มแปลกไปแล้ว
เป่ยนั่วจ้องมองหร่วนถังที่เชื่อฟังและว่าง่าย รู้สึกถึงอารมณ์แปลกประหลาดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ในห้วงลึกของหัวใจ
เห็นได้ชัดว่าเขามายังที่ของหร่วนถังเพราะฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดแต่เขากลับได้รับความอบอุ่นและความหอมหวานเล็กน้อยจากการสัมผัสอันเรียบง่ายนี้ จนอดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินและถลำลึก
ความอบอุ่นนั้นมีเพียงน้อยนิด อาจจะเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยว ทว่ามันช่างหาได้ยากยิ่งในชีวิตอันยาวนานหลายพันปีในฐานะแวมไพร์ของเขา
เขาคือแวมไพร์ที่ถูกบังคับให้แปรสภาพระหว่างสงครามศักดิ์สิทธิ์ หลังสงครามสิ้นสุด เขาสูญเสียครอบครัวและสหายทั้งหมด ก่อนจะถูกขังในโลงศพที่มืดมิดและคับแคบ ร่างกายของเขานั้นเย็นเยียบอยู่เสมอ
เมื่อเวลาผ่านไปนาน ความทรงจำในอดีตก็เริ่มเลือนรางไปจากห้วงสำนึกของเขา
อุณหภูมิร่างกายของหร่วนถัง ผิวสีโลหิต รอยยิ้มที่อ่อนโยนและนอบน้อมและ...ความดีงามที่เขามอบให้แก่ตนเอง
เขาชอบทุกสิ่งทุกอย่างนั้น
เป่ยนั่วคิดในใจ อย่างที่คาดไว้ เขาเองก็ยังคงโหยหาแสงอาทิตย์อยู่ดี
เขาจ้องมองไปยังหร่วนถัง ช่องว่างเล็กๆราวกับถูกงัดเปิดออกที่ใดสักแห่งในหัวใจของเขา จากนั้นน้ำหวานดุจน้ำตาลก็ถูกเทรินเข้าไปในนั้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู เป่ยนั่วสะกดความต้องการครอบครองในดวงตาและอารมณ์ที่ซับซ้อนไว้เล็กน้อย เขาห่มผ้าห่มให้หร่วนถัง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ไปนอนซะ"
หร่วนถังจ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างกระหายใคร่รู้และเมื่อเป่ยนั่วหันหลังกลับไป เขาก็หลับตาลงอย่างแน่นหนาเพื่อซ่อนความรู้สึกนั้น พลางแสร้งทำเป็น "ผมเชื่อฟังแล้ว"
เป่ยนั่วอดกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่ได้ ก่อนจะก้าวเดินออกจากประตูและเมื่อได้เห็นพ่อบ้าน สีหน้าของเขาก็กลับกลายเป็นเย็นชาอีกครั้ง
"ยาถอนฤทธิ์ เอามาที่นี่แล้วหรือยัง?"
หลังจากที่เขาได้รับยามาจากหรวนอี้ เขาก็สั่งให้คนดูแลบ้านรวบรวมกลิ่นหอมในห้อง จากนั้นจึงนำไปทำยาถอนฤทธิ์ที่เหมาะสม
หลังจากออกคำสั่งทั้งหมดนี้ เขาก็ปล่อยให้ตัวเองมุ่งหน้าไปยังห้องของหร่วนถัง
แม้เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้แต่ก็จะไม่ทำร้ายหร่วนถังอย่างเด็ดขาด
พ่อบ้านนำกระบอกฉีดยาเรียวยาวมาถวายด้วยความเคารพ เป่ยนั่วดมมันเบาๆและฉีดมันเข้าสู่เส้นโลหิตของตนเอง เขาละสายตาลงและสะกดความรู้สึกซับซ้อนในดวงตาเอาไว้ "แกพบอะไรบ้างไหม?"
เป็นที่แน่ชัดว่าก่อนหน้านี้พละกำลังของเขาไม่อาจควบคุมได้แต่หลังจากสูดดมสิ่งนี้ ความเจ็บปวดของเขาก็บรรเทาลงไปมาก
พ่อบ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ดูเหมือนว่าจะมีสารประกอบพิเศษอยู่ในกลิ่นหอมนั้น ซึ่งสามารถยับยั้งร่างกายของท่านจากการควบคุมตนเองไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"
"อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบว่าสารประกอบนั้นคืออะไรกันแน่"
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่มีการผลิตน้ำหอมระเหย จะมีสิ่งแปลกปลอมอื่นๆปะปนอยู่เสมอ แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ การจะสืบหาให้พบภายในระยะเวลาอันสั้นนั้นยากเย็นยิ่งนัก
"ท่านลอร์ด แม้ยานี้จะกระตุ้นความปรารถนาของผู้คนได้มากแต่มันก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านโค้งคำนับ "เหตุใดท่านไม่ลองใช้ยานี้ในช่วงเวลานี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเป่ยนั่วได้ยินดังนั้น กํามือของเขาก็บีบแน่นขึ้น จนบีบกระบอกฉีดยานั้นจนแหลกละเอียด
เขาหันศีรษะไปด้านข้าง ใบหน้ายังคงสงบ ทว่าใบหูของเขากลับแดงก่ำเล็กน้อย
โดยไม่คาดคิด เขากลับรู้สึกยินดีเล็กน้อย