- หน้าแรก
- ตัวร้ายคลั่งฉันจนแทบบ้า
- บทที่ 7 คําสาบานขององค์ชายแวมไพร์
บทที่ 7 คําสาบานขององค์ชายแวมไพร์
บทที่ 7 คําสาบานขององค์ชายแวมไพร์
ช่วงชิงความโปรดปราน?
หร่วนถังยังไม่ทันเข้าใจความหมายของคำนี้ดีนักแต่ระบบก็รีบอธิบายให้ฟังทันที
【ลองคิดดูสิ ถ้านายอยู่ข้างกายเป่ยนั่วเพียงคนเดียว เขาก็จะกอดแค่นาย เล่าเรื่องให้นายฟังคนเดียว แต่ถ้ามีอีกคนเข้ามาอยู่ข้างเขา เป่ยนั่วก็จะหันไปกอดคนอื่น แล้วเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังแทน!】
【เขาจะหันไปใส่ใจคนอื่น แล้วนายก็จะไม่ใช่ขนมหวานเพียงชิ้นเดียวของเขาอีกต่อไป!】
พูดมาถึงตรงนี้ ระบบก็เสริมเสียงอ้อมแอ้มราวกับพยายามปิดบัง 【แถมยังไม่เป็นผลดีกับภารกิจของเราด้วย】
พอได้ยินเช่นนั้น หร่วนถังก็เผลอนึกภาพเป่ยนั่วกอดคนอื่นขึ้นมาในหัว ความรู้สึกอึดอัดกดทับในอกก็ถาโถมเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
เขาได้แต่บีบปลายนิ้วของตัวเองด้วยความน้อยใจ ไม่รู้จะทำยังไงดี
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เป่ยนั่วก็เดินลงมาจากชั้นบนเสียก่อน
วันนี้เขาสวมเสื้อโค้ทยาวสีดำ ผิวซีดขาวไม่เหมือนมนุษย์ ดวงตาสีแดงเข้มราวอัญมณีทับทิมเรืองรอง ใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นจนแทบไม่เหมือนคนจริงๆ
อากัปกิริยาของเขาเต็มไปด้วยความเงียบขรึมลึกลับ แฝงกลิ่นอายสูงศักดิ์ของชนชั้นสูง เขาเป็นอสูรแห่งรัตติกาลที่สง่างามและน่าหวาดหวั่น พร้อมจะปลิดหัวใจของใครก็ตามที่สบตาเขา
หร่วนถังมองออกทันทีว่าเด็กหนุ่มที่ชื่อหร่วนอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น สายตาสะดุดอยู่กับความงามและอำนาจของเป่ยนั่วจนปิดบังความหลงใหลไม่มิด
เป่ยนั่วนั่งลงข้างกายของหร่วนถัง มองไปยังหร่วนอี้และพ่อหร่วน ก่อนจะหัวเราะเบาๆสายตาแฝงแววเย้ยหยัน
“นี่ก็เป็นลูกของบ้านนายอีกคนเหรอ?”
เด็กหนุ่มตรงหน้าให้ความรู้สึกอ่อนโยนและบริสุทธิ์ ดวงตาใสกระจ่าง พอได้ยินคำถามของเป่ยนั่วก็รีบส่งยิ้มเอียงอายประจบออกมา
เป่ยนั่วเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาไม่ค่อยพอใจนัก
“ใช่ครับ เป็นลูกแท้ๆของบ้านเรา ถ้าท่านองค์ชายชอบ ก็รับไว้ด้วยได้เลยครับ!”
พ่อหร่วนรีบตอบแทน พลางเหลือบมองหร่วนถังที่นั่งนิ่งเป็นท่อนไม้ไม่พูดอะไรสักคำในใจแอบสบถ—มันนี้ทึ่มจริงๆ!
เป่ยนั่วเพียงยกมุมปาก ดวงตาแดงเข้มฉายแววลึกซึ้ง ถึงแม้จะไม่ค่อยมีความอดทนแต่เขาก็ตอบรับเสียงเรียบ
“ให้เขาอยู่ที่นี่สักคืน ถ้าอยู่ได้...ก็ค่อยว่ากัน”
พ่อหร่วนถึงกับยินดีสุดขีด ตบหลังหร่วนอี้ดังปั้ก “เร็วสิ ไปขอบคุณองค์ชาย!”
หร่วนอี้ยิ้มเขินอาย พลางเอ่ยเสียงเบา “ผมจะรับใช้องค์ชายอย่างสุดหัวใจ”
เป่ยนั่วกดความเย็นชาในใจ สั่งกับข้ารับใช้เสียงเรียบ
“พาเขาไปที่ห้อง”
พ่อหร่วนส่งสัญญาณด้วยสายตาให้ลูกชาย ก่อนจะจากไป
เมื่อหร่วนอี้ถูกพาขึ้นไปแล้ว เป่ยนั่วจึงหันกลับมา เห็นหร่วนถังขดตัวอยู่บนโซฟา ดวงตาแดงก่ำคล้ายกระต่ายน้อยที่น้อยใจจนน่าสงสาร
ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาแตะเบาๆเช็ดน้ำตาที่หางตาของหร่วนถัง เสียงที่เอ่ยออกมานุ่มลงกว่าทุกครั้ง
“เป็นอะไรไป”
หร่วนถังไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่ตีวนในอกยังไงดี ได้แต่ดึงชายเสื้อแน่น ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายจึงพูดออกมาเสียงอู้อี้
“ผมไม่ชอบเลย...”
เขาให้ความอบอุ่นกับเป่ยนั่วแล้วแต่ตอนนี้กลับมีขนมหวานชิ้นใหม่มาแทนที่!
“คุณมันคนใจร้าย”
เขาเอียงหน้าหลบ ไม่ยอมสบตาเป่ยนั่ว
ที่จริง เป่ยนั่วเพียงอยากทดสอบตระกูลหร่วน จึงยอมรับหร่วนอี้ไว้ชั่วคราวเพราะได้รับข่าวมาว่าตระกูลนี้มีความเกี่ยวพันกับนักล่าโลหิต แต่พอเห็นท่าทีของหร่วนถัง เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยเข้าแล้ว
เขาเองถึงกับรู้สึกสับสนใจเต้นแรง ไม่ควรเลยที่จะใส่ใจความรู้สึกของทาสเลือดแต่เมล็ดเล็กๆของความอ่อนไหวกลับแทงใจเขาอย่างเงียบเชียบ
ในที่สุดเขาก็โน้มตัวลง แตะจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายผมของหร่วนถัง
“เป็นความผิดของฉันเอง... ที่ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของนาย”
สัมผัสนั้นเบาราวกับสายลม หร่วนถังแทบไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
เขาขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าจับมือของเป่ยนั่วไว้ แม้ยังน้อยใจแต่เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น หัวใจของเขาก็อบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าคุณเป่ยพูดแบบนั้น ผมก็จะไม่โกรธแล้ว”
คำพูดจริงจังของเด็กน้อยทำเอาเป่ยนั่วหัวเราะออกมา เขาก้มลง ดวงตาสีเลือดทับทิมมองลึกเข้าไปในดวงตาของหร่วนถัง ความเย็นชาที่มักปิดกั้นไว้กลับละลายลง เหลือเพียงความอ่อนโยน
“เด็กดี”
เขายกมือขึ้น ลูบแก้มขาวซีดของหร่วนถังอย่างตั้งใจ หร่วนถังเองก็ปล่อยให้สัมผัสนั้นแตะต้องอย่างว่าง่าย ก่อนจะพูดเสียงเบา
“ผมยอมเป็นขนมหวานของคุณไปตลอดชีวิต อยู่ข้างๆคุณตลอดไป”
หัวใจของเป่ยนั่วสั่นสะท้าน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ เอ่ยเสียงราบเรียบ
“อย่างนั้นเหรอ”
เขามองว่ามันก็แค่คำล้อเล่น สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเกลียดชังแวมไพร์เสมอ ถึงเขาจะดื่มเลือดของหร่วนถังเป็นชีวิตแต่จะให้เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่เคยโกรธเคืองนั้นยากเกินไป อีกทั้งบ้านหลังนี้ก็เงียบงันจนมีเพียงเขากับหร่วนถัง ความโดดเดี่ยวเช่นนี้วันหนึ่งต้องกัดกินหัวใจของเด็กคนนี้จนทนไม่ไหว
ท้ายที่สุด หร่วนถังก็จะทิ้งเขาไปอยู่ดี
แต่หร่วนถังกลับพูดด้วยความมุ่งมั่น
“ผมเป็นของคุณเพียงคนเดียวและคุณก็ต้องเป็นของผมเพียงคนเดียวเหมือนกัน ห้ามมีใครอีก...นะครับ”
แม้ระบบจะเตือนว่าคำพูดนี้อาจทำให้เป่ยนั่วไม่พอใจแต่หร่วนถังก็โพล่งออกมาอย่างซื่อๆเขาไม่อยากให้เป่ยนั่วมีใครอีกเพราะเพียงแค่นึกภาพขึ้นมา ก็รู้สึกเจ็บแน่นในอก
เป่ยนั่วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอันใสซื่อของเขา สายตานั้นไร้อารมณ์ อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
คำพูดนี้...อาจเป็นการล่วงเกินต่อศักดิ์ศรีขององค์ชายแวมไพร์ก็เป็นได้
เพราะเหยื่อตัวเล็กคนหนึ่ง กล้าจะเผยความหวงแหนใส่ผู้ล่า มันช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี
แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดที่จะครอบครองขนมหวานน้อยเพียงชิ้นเดียวนี้ไว้ในที่ลับห่างไกลจากสายตาของคนอื่น มันก็ทำให้เขาอดที่จะยิ้มไม่ได้
เขาเอ่ยเสียงต่ำในที่สุด
“ฉันสัญญา”
เขาเพียงต้องการเลือดของหร่วนถังเท่านั้น ต่อให้มีใครอื่น เขาก็ไม่แม้แต่จะเหลียวแล แม้วันหนึ่งหร่วนถังจะแก่ชรา จนเขาเองอาจดับสิ้นเพราะพลังเหือดแห้งไปแล้วก็ตาม
นี่คือข้อตกลงที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
เป่ยนั่วโน้มหน้าลง ประสานหน้าผากเข้ากับหร่วนถัง
“ฉันขอสาบานในนามแห่งองค์ชายแวมไพร์ ข้างกายฉัน...จะมีเพียงหร่วนถังคนเดียวตลอดไป”
แก้มของหร่วนถังขึ้นสีแดงจัด หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกมึนงงแต่ความสุขก็เอ่อล้นในอก
ทว่าที่มุมบันได หร่วนอี้กำหมัดแน่น จ้องมองเงาหลังของทั้งสองคนด้วยแววตาอาฆาตเกลียดชัง...