- หน้าแรก
- ข้ามาจากตระกูลจักรพรรดิ!
- บทที่ 31 ความขัดแย้งระหว่างสองวัวกระทิง! วิชากระบี่ประกายดาว!
บทที่ 31 ความขัดแย้งระหว่างสองวัวกระทิง! วิชากระบี่ประกายดาว!
บทที่ 31 ความขัดแย้งระหว่างสองวัวกระทิง! วิชากระบี่ประกายดาว!
บทที่ 31 ความขัดแย้งระหว่างสองวัวกระทิง! วิชากระบี่ประกายดาว!
ซูหานขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นซูฉางชิงดูตื่นเต้น
ในความคิดของเขา พรสวรรค์ด้านขงจื๊อของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็เทียบได้กับการกลับชาติมาเกิดของจักรพรรดิวรรณกรรมแล้ว และควรมุ่งเน้นไปที่การศึกษาขงจื๊อเพียงอย่างเดียว
การเรียนควบคู่ไปกับการฝึกวิชากระบี่นั้นจึงมีค่าเท่ากับการละเลยหน้าที่อันควร!
"ศิษย์น้องฟังข้าให้ดี เจ้าจงตั้งใจเรียนให้ดี อย่าไปหลงระเริงกับสิ่งอื่น!"
ซูหานมองซูฉางชิงด้วยสีหน้าจริงจัง
ซูฉางชิงตกตะลึงกับคำพูดของเขา ซูฉางชิงยังไม่ได้พูดอะไรเลย พี่ชายเอ๋อหนิวที่เพิ่งมาถึงก็ไม่พอใจทันที
"เจ้าเป็นใครกัน? เจ้าหมายความว่ายังไงที่บอกว่า 'หลงระเริง'?"
พี่เอ๋อหนิวเหลือบมองซูหานอย่างเหลือบมอง “ฉางชิงกำลังเรียนวิชากระบี่อยู่ เจ้ามีปัญหาอะไรกัน?”
“แน่นอนสิ ข้ามีปัญหา!”
ซูหานยืนกราน “ฉางชิงมีอาจารย์คอยให้การศึกษา แต่กับวิชากระบี่เขามีอาจารย์คอยสอนหรือไม่?”
“นอกจากจะไม่ได้ศึกษาลัทธิขงจื๊ออย่างถูกต้อง เจ้ายังเสียเวลาไปกับการฝึกวิชากระบี่อีก สิ่งนี้มันไม่ต่างจากการเอาเกวียนไว้ข้างหน้าม้าเลย!”
พรสวรรค์ด้านลัทธิขงจื๊อของฉางชิงนั้นแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ซูหานเคยพบเคยเห็นมา ดังนั้นเขาจึงเกรงว่าอีกฝ่ายอาจเลือกหนทางที่ผิดได้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวเตือนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
“คนบ้าอะไรเอาเกวียนไว้ข้างหน้าม้า? ในความคิดของข้า ยังไงซะฉางชิงก็ควรเรียนวิชากระบี่!”
“ข้าเห็นเขาเรียนขงจื้อมาก็นานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวพลังธรรม!”
ในความเห็นของเขา พรสวรรค์ด้านกระบี่ของฉางชิงนั้นก็ทรงพลังไม่แพ้กัน มันเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวเลยทีเดียว
สร้างรอยประทับเต๋าของวิชากระบี่ระดับสวรรค์ได้ภายในสองวัน ถ้านี่ไม่ใช่อัจฉริยะกระบี่โดยกำเนิดแล้วเขาจะเป็นอะไรไปได้อีก?
ถึงอย่างนั้น เขากลับเลือกที่จะอ่านแต่หนังสือ จนเวลาก็ผ่านไปเป็นปีแล้วก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลอะไรสักอย่าง ดังนั้นในมุมมองของเขา นี่จึงเป็นการสิ้นเปลืองพรสวรรค์อย่างมหาศาล!
ถ้าเขาเป็นอาจารย์ของฉางชิง เขาคงให้ฉางชิงเลิกเรียนแล้วไปฝึกกระบี่แล้ว!
"ไร้สาระ!"
ซูหานหัวเราะอย่างโกรธจัดเมื่อได้ยินเช่นนี้ “เจ้าจะไปรู้อะไร! พรสวรรค์ขงจื๊อของฉางชิงนั้นหน้าโง่ๆ อย่างเจ้าจะเข้าใจอะไรได้?”
พลังธรรม? ถ้าอาจารย์ไม่ห้ามปรามไว้ พลังธรรมของน้องเล็กก็คงทะลักออกมาท่วมหัวเจ้าแล้ว!
พี่เอ๋อหนิวเองก็ดุดันไม่แพ้กัน เขาหัวเราะอย่างเย็นชา “ข้าไม่เข้าใจลัทธิขงจื๊อ? แล้วเจ้าเข้าใจกระบี่ไหมล่ะ?”
"เจ้าคิดว่าพรสวรรค์ด้านกระบี่ของฉางชิงจะด้อยกว่าพรสวรรค์ด้านลัทธิขงจื้องั้นเรอะ?”
ชูหานก้าวออกมาข้างหน้า "ใช่! หรือเจ้าจะเถียง?"
พี่เอ๋อหนิวเลิกคิ้วเบิกตากว้าง "เจ้าหนอนหนังสือปากมาก มาหาที่ประลองกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยไหม?”
ชูหานเยาะเย้ย "เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้าเรอะ?"
ทั้งคู่มีอายุใกล้เคียงกันและการฝึกตนก็อยู่ที่ระดับสี่ไม่ต่างกัน และด้วยภูมิหลังของทั้งคู่ พวกเขาจึงต่างไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่าย
บัดนี้ ด้วยคำพูดที่ขัดแย้งกันเพียงไม่กี่คำ เรื่องราจึงได้ลุกลามจากเรื่องส่วนตัวของฉางชิงไปสู่การโต้เถียงกันเรื่องหลักคำสอน
ซูฉางชิงที่อยู่ข้างๆ เป็นคนที่งุนงงหนักสุดในสมการนี้ จากบทสนทนาธรรมดาเปลี่ยนกลายมาเป็นการโต้เถียงกันได้อย่างไร?
การเรียนหนังสือหรือเรียนวิชากระบี่มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ?
ไม่มีเวลาคิดต่อ ซูฉางชิงรีบคว้าตัวซูหานและพี่เอ๋อหนิวไว้ ไม่ให้พวกเขาไปต่อยกัน
"พวกเราก็โตๆ กันหมดแล้ว จะมาทะเลาะกันเป็นเด็กไปทำไม?”
เขาหันไปหาซูหานต่อแล้วยิ้มอย่างขมขื่น
"ศิษย์พี่ ท่านเสียสติไปแล้วหรอ ท่านเป็นแค่ปราชญ์ไร้พลัง ท่านจะไปสู้กับพี่เอ๋อหนิวได้อย่างไร?”
พี่เอ๋อหนิวหัวเราะออกมาโดยทันที เขากอดอกมองซูหานอย่างโอ้อวด
“เฮอะ ฉางชิงพูดถูก ถ้าข้าต้องการ ข้าก็อัดเจ้าจนแหลกเป็นชิ้นๆ ได้ เจ้าหนอนหนังสือเอ้ย”
“ข้า...” เมื่อเห็นพี่เอ๋อหนิวทำสีหน้ากวนบาทา ซูหานก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
แต่เมื่อมีฉางชิงอยู่ข้างๆ เขา เขาจึงพูดอะไรไม่ออก และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดจนแทบตลั่ง
“พี่เอ๋อหนิว”
ซูฉางชิงมองพี่เอ๋อหนิวอย่างหมดหนทาง “เขาเป็นศิษย์พี่ของข้า โปรดอย่าได้ดูหมิ่นเขาเลย”
“ข้ากำลังคิดจะให้เขาลองแต่งบทกวีให้ท่านอยู่ ท่านจะได้เอามันไปอวดคนรัก ไม่ดีหรอ?”
ซูหานกัดฟันแน่น “แต่งบทกวีหรอ? ยังกับให้วัวกินดอกโบตั๋น คนอย่างเขาจะไปเข้าใจ?”
พี่เอ๋อหนิวเยาะเย้ย “ไม่มีใครสนใจบทกวีของเจ้าหรอก แค่บทกวีของฉางชิงสักสองสามบทก็เกินพอแล้ว”
ตลอดปีนี้ แม้ทั้งคู่จะยุ่ง แต่ฉางชิงก็ยังหาเวลาส่งบทกวีให้เขาสักสองสามบทอยู่ตลอด
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็นแล้ว เพราะชิงชิวบอกว่าพอแล้ว และบอกกับเขาให้รอฟังข่าวดีหลังจบการแข่งขันได้เลย
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ มาดูกันก่อนว่าวิชากระบี่ใหม่เป็นยังไง ถือซะว่ามันเป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้”
เมื่อเห็นสัญญาณของการโต้เถียงกันต่อไป ซูฉางชิงจึงรีบคว้ากระบี่ไม้มาคนละเล่มแล้วมุ่งตรงไปยังป่าด้านหลัง
พี่เอ๋อหนิวมองซูหานอย่างพึงพอใจ ขณะที่ซูหานกัดฟันเดินตามหลังมา
เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะดูว่าพี่เอ๋อหนิวจะทำให้น้องคนเล็กของเขาเข้าใจผิดได้อย่างไร!
...
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงป่าที่เงียบสงบและกว้างใหญ่
ซูฉางชิงอดใจรอไม่ไหวที่จะพูดว่า “พี่เอ๋อหนิว วิชากระบี่นี้มีเคล็ดโคจรปราณด้วยไหม?”
ก่อนหน้านี้ แม้แต่วิชากระบี่ที่ไม่มีเคล็ดโคจรปราณก็ยังทรงพลังจนน่าทึ่ง หากเป็นวิชากระบี่ที่สมบูรณ์แล้ว มันก็คงจะสามารถใช้ในการฝึกตนได้เลยใช่ไหม?
"ไม่มี"
พี่เอ๋อหนิวส่ายหน้าอย่างประหม่า "วิชากระบี่นี้ก็ถูกค้นพบในถ้ำนั้นเหมือนกัน แต่มีเพียงวิชากระบี่เท่านั้น ไม่มีเคล็ดโคจรปราณ”
ข้างๆ ซูหานเยาะเย้ยพลางส่งเสียงว่า "นี่เจ้าหลอกฉางชิงงั้นเรอะ?”
"นี่คือวิชากระบี่ที่เจ้าบอกว่าจะสอนฉางชิงหรอ?"
วิชากระบี่ที่ไม่มีเคล็ดโคจรปราณเนี่ยนะ?
ตลอดชีวิตของซูหาน เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน การฝึกของแบบนั้นไปก็ไม่ทำให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
"เจ้าไม่รู้อะไร เฝ้าดูเงียบๆ ไปเถอะ"
พี่เอ๋อหนิวตอบ จากนั้นก็มองไปที่ฉางชิงอย่างกระตือรือร้น
หลังจากได้รับตำราลับเล่มนี้ เขาได้ทำงานหนักมาตลอดหนึ่งปีก่อนจะมาพบฉางชิง
เพราะถ้าเขาไม่มีพื้นฐานเลย ต่อให้ฉางชิงจะคอยชี้นำเขา แต่เขาก็คงไม่สามารถเรียนรู้ได้
บัดนี้วิชากระบี่ของเขากำลังก่อตัวแล้ว และหากเขาได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ ความเร็วในการเรียนรู้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ซูหานผู้ถูกปฏิเสธกัดริมฝีปากอย่างลับๆ พลางเหลือบมองตำราลับอย่างเฉียบขาด
และเพียงแวบเดียว เขาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ
แม้จะไม่ได้ฝึกฝนวิชากระบี่ใดๆ แต่ทักษะการสังเกตของเขาก็ยังคงสมบูรณ์แบบ เขารับรู้ได้โดยทันทีถึงความพิเศษของตำราลับเล่มนี้
"อย่างน้อยก็เป็นระดับสวรรค์ขั้นต่ำ หากรวมเคล็ดโคจรปราณเข้าไปด้วย มันก็น่าจะไปถึงระดับสวรรค์ขั้นกลางได้อย่างแน่นอน")
"เอ๋อหนิวคนนี้นำตำราระดับสวรรค์ขั้นกลางที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้น้องเล็กเพื่ออะไร?”
ซูหานผู้เต็มไปด้วยความสงสัยมองไปยังน้องเล็กที่กำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ
“วิชากระบี่นี้แข็งแกร่งกว่าวิชากระบี่คลื่นคลั่งครั้งก่อนอีก!”
ซูฉางชิงเหลือบมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะอุทานอย่างตื่นเต้น
“วิชากระบี่นี้สามารถเรียกพลังแห่งดวงดาวออกมาได้ ไม่เพียงแต่รวมถึงการเคลื่อนไหวกระบี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประสานการเคลื่อนไหวเท้าด้วย”
“ความยากของมันสูงกว่าวิชาก่อนหน้านี้มาก”
เมื่อเทียบกับปีที่เขาเรียนมาซึ่งพลังของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ซูฉางชิงกลับชอบฝึกฝนวิชากระบี่มากกว่า
แม้จะไม่สมบูรณ์และขาดคำแนะนำจากอาจารย์ แต่ความรู้สึกเหมือนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ก็ยังชวนทำให้เขาต้องหลงใหล
“เป็นยังไงบ้าง? เจ้าฝึกฝนมันได้ไหม?” พี่เอ๋อหนิวถามอย่างกระตือรือร้น
ซูหานที่อยู่ข้างๆ เขารู้สึกงุนงง
“หมายความว่ายังไง? ฝึกฝนได้ไหม?”
เขาคาดหวังอะไรจากวิชากระบี่ที่ไม่มีเคล็ดโคจรปราณ?
"ไร้สาระ! ถ้าเขาฝึกฝนมันได้ ข้าจะยอมฉีกหนังสือทั้งหมดทิ้งเลย!"
"ถ้ากระบี่มีนฝึกฝนได้ง่ายขนาดนั้น ข้าจะอ่านหนังสือไปทำไม?"
ซูหานบ่นพลางส่ายหัว เดินหลบไปนั่งลงข้างๆ ไม่อยากมองหรือขัดใจตัวเอง
ขณะเดียวกัน ซูฉางชิงก็ไม่สนใจโลกภายนอก จดจ่ออยู่กับตำรากระบี่ในมืออย่างเต็มที่
มือของเขาโบกสะบัดไปมาในอากาศเป็นระยะ เสียงฝีเท้าเดินโซเซไปมา บางครั้งก็มองท้องฟ้า
ท่าทางการฝึกกระบี่ที่แปลกประหลาดนี้เกือบทำให้ซูหานหัวเราะพลางส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าแววตาของซูฉางชิงนั้นกำลังค่อยๆ เผยความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นมามากขึ้น
หลังจากอ่านตำราจบ เขาก็หลับตาลง ครุ่นคิดอยู่นาน ร่างของผู้ฝึกกระบี่ในจิตใจเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ แสงดาวระยิบระยับส่องประกายอย่างต่อเนื่อง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง พี่เอ๋อหนิวก็ยื่นกระบี่ไม้ที่ลับคมแล้วให้เขาโดยทันที
ซูฉางชิงรับกระบี่ยาวมา ราวกับซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน ก้าวขึ้นยืนในท่าเจ็ดดารา กระบี่ไม้ร่ายรำราวกับอสรพิษจอมเจ้าเล่ห์
หึ่งๆ!
ทันใดนั้น แสงดาวก็ส่องประกายบนกระบี่ไม้ วิชากระบี่ปลดปล่อยพลังดุจสายฝนที่เทกระหน่ำ
ฝีเท้าของซูฉางชิงนั้นดูลึกลับจนน่าเหลือเชื่อ ส่งเสริมวิชากระบี่ของเขาได้อย่างงดงาม และด้วยการเคลื่อนไหวกระบี่ที่ต่อเนื่องกัน ลมกระโชกแรงก็พัดเข้ามาในพื้นที่อย่างกะทันหัน
เมื่อแรงเหวี่ยงของกระบี่มาถึงจุดสูงสุด ซูฉางชิงก็เดินหน้าตามวิถีกระบี่พลางตะโกนเสียงดังว่า
"แสงดารา!"
วิ้ง!"
ยามพลบค่ำ เผยให้เห็นดวงดาวและพระจันทร์
แต่เมื่อซูฉางชิงออกการโจมตีครั้งสุดท้าย ดวงดาวหลายสิบดวงเปล่งแสงพร่างพราว ดึงดูดด้วยกระบี่ไม้
"บู้มมม!"
แสงดารานับสิบดวงตัดผ่านกัน ก่อนจะร่วงลงมาจากท้องฟ้าอย่างกะทันหัน
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทิศทางที่กระบี่ไม้ชี้ไปเห็นต้นไม้ใหญ่หนาเท่าขาหักออกจากกันกลางลำต้น
ขณะที่พี่เอ๋อหนิวยังคงตกใจอยู่ ซูหานก็กระโดดโหยงขึ้นจากพื้นโดยทันที
เขาขยี้ตา เหลือบมองท้องฟ้า แล้วมองไปที่ต้นไม้ที่หัก
จากนั้น เขาชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังซูฉางชิง ผู้ซึ่งกำลังอาบแสงดาวอยู่ พร้อมกับพูดตะกุกตะกักอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"นี่...เจ้าฝึกสำเร็จแล้วหรอ?"
*ก็ไวไปพี่