- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 160 พลิกขาวเป็นดำ
ตอนที่ 160 พลิกขาวเป็นดำ
ตอนที่ 160 พลิกขาวเป็นดำ
ตอนที่ 160 พลิกขาวเป็นดำ
“อ๋าวจง ข้าไม่รู้เลยว่าเจ้าหน้าด้านพอจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ยังไง!”
อ๋าวปี้ฟางเอ่ยด้วยใบหน้าอึมครึม “ชิ่งเฉิงได้รับการสืบทอดจากสายตะวันแดงของข้า นางรู้ดีว่าหากสูญเสียร่างบริสุทธิ์ก่อนทะลวงระดับจ้าวอสูรจะเท่ากับพังพินาศทุกสิ่ง นางไม่มีวันทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นแน่!”
“อีกทั้ง ไม่ว่าจะพลัง ความงามหรือพรสวรรค์ นางล้วนเป็นหนึ่งในรุ่นเยาว์ ไม่มีชายใดในเผ่าที่นางชายตามอง แล้วจะไปหลงรักเศษสวะอย่างลูกเจ้าได้ยังไง?”
“หึ นั่นก็พูดเกินไปแล้วมั้ง”
“แม้ว่าพลังกับพรสวรรค์ของลูกข้าจะธรรมดา แต่หน้าตาน่ะ ได้รับมาจากข้าทั้งดุ้น หล่อเหลาสุดๆ”
อ๋าวจงพูดหน้าตาเฉย “เผื่อว่าอ๋าวชิ่งเฉิงของพวกเจ้าเผลอหลงใหลในความหล่อระดับทวยเทพของลูกข้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!”
“เจ้า...เจ้า...เจ้า...”
อ๋าวปี้ฟางตัวสั่นด้วยความโกรธ ชี้นิ้วใส่อ๋าวจงแล้วพูดด้วยเสียงเย็น “พูดแบบนี้ แปลว่าเจ้าจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ ใช่หรือไม่?”
“มิฉะนั้นจะให้ข้าทำไง? ถึงข้าจะไม่ชอบสายตะวันแดงของพวกเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ยังไงพวกเจ้าก็เป็นเสาหลักของเผ่าหมาป่าอสูรกลืนฟ้า จะให้ข้าจับเรื่องนี้ไม่ปล่อยจนเผ่าวุ่นวายก็คงไม่เหมาะกระมัง?”
อ๋าวจงถอนหายใจอย่างโอหัง โบกมือพลางพูด “แม้ว่าเจ้าลูกข้าจะเสียเปรียบในเรื่องนี้ แต่เพื่อความสามัคคีของเผ่า ข้าก็จะไม่ติดใจเอาความก็แล้วกัน!”
“เจ้า...”
“แค่ก!”
อ๋าวปี้ฟางทนไม่ไหวอีกต่อไป อกแน่น กระอักเลือดขึ้นมาทันที
“ดีมาก...ดีมาก...สิ่งที่เจ้าทำกับสายตะวันแดงในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้!”
เขากลืนเลือดกลับไปอย่างทรมาน ดวงตาเย็นเฉียบจ้องอ๋าวจงด้วยแววเคียดแค้น
แม้อยากลงมือทันที แต่ถ้าทำแบบนั้น จะถูกมองว่าเป็นการล่วงเกินจักรพรรดิอสูร ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายราชวงศ์ใช้โจมตีกลับได้
เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของฝ่ายเขาเลย
สุดท้ายจึงต้องกล้ำกลืนความโกรธไว้ แล้วพาคนของตนจากไปด้วยใบหน้าไม่พอใจอย่างรุนแรง
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เห็นพวกอ๋าวปี้ฟางจากไปอย่างหางตก อ๋าวจงก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกชายที่ข้าดูถูกมาตลอด กลับทำเรื่องที่ทำให้ข้าอ๋าวจงยังต้องยกย่อง!”
“เล่นงานอ๋าวชิ่งเฉิงได้...โคตรมัน!”
“ทีนี้แหละ แผนลวงของสายตะวันแดงแตกกระจายพังพินาศหมด! ลูกข้า ขุนพลของราชวงศ์ข้าแท้ๆ!”
หัวเราะสะใจพลางก้าวกลับสู่วิหารกลืนสวรรค์
ยังไม่ทันเดินได้กี่ก้าว ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งพาหญิงสาวหมาป่าร่างเย้ายวนสองคนเดินตรงมา คือบุตรคนที่สองของเขา อ๋าวเถี่ย
เห็นภาพนั้น ใบหน้าของอ๋าวจงก็เปลี่ยนเป็นมืดมนในทันที
“เสด็จพ่อ!”
อ๋าวเถี่ยรีบทำความเคารพอย่างเร่งรีบเมื่อเห็นบิดา
“หึ!”
“ไร้ประโยชน์!”
อ๋าวจงมองหญิงสาวสองคนนั้นแวบเดียวก็เอ่ยดุดัน
ได้ยินเช่นนั้น อ๋าวเถี่ยหน้าเสียทันที แววตาไม่พอใจพลางพูดเสียงเบา “เสด็จพ่อ เหตุใดตรัสเช่นนี้? ลูกแม้สู้ไม่ได้ถึงขั้นอ๋าวชิ่งเฉิง แต่ก็ถือเป็นคนที่เก่งที่สุดในบรรดาลูกชายของท่านมิใช่หรือ?”
“เก่งที่สุด? เจ้ากล้าพูดเช่นนั้น?”
อ๋าวจงพูดอย่างไม่ไว้หน้า “เจ้ากลับไปเรียนจากน้องชายเจ้าซะ!”
“น้องชายข้า?”
“อ๋าวชิ่ง?”
อ๋าวเถี่ยทำหน้างง พูดอย่างไม่เข้าใจ “เสด็จพ่อ ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดที่ควรเรียนรู้จากเขาเลย ไม่ว่าจะพลัง พรสวรรค์หรือกลยุทธ์ ข้าล้วนทิ้งเขาไกลลิบ เขาเป็นแค่ขยะที่โดนขับออกจากตระกูล จะเทียบกับข้าได้ยังไง?”
“หุบปาก!”
พลังของอ๋าวจงระเบิดออกมาตามอารมณ์ ตบหน้าอ๋าวเถี่ยฉาดใหญ่ “หากน้องเจ้าเป็นเศษสวะ เจ้าก็ไม่แม้แต่จะเทียบกับเศษสวะด้วยซ้ำ หากอยากเปรียบเทียบกับเขา เจ้าต้องเอาชิ่งเฉิงให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่มัวหมกมุ่นอยู่กับหญิงหมาป่าไร้ค่าแบบนี้!”
โดนตบกลางคำพูด อ๋าวเถี่ยสีหน้าเจ็บใจอย่างยิ่ง กำลังจะเถียงกลับ ก็พอดีได้ยินสิ่งที่อ๋าวจงพูดเมื่อครู่
ร่างกายของเขาสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความตะลึง
“เสด็จพ่อ...ท่านหมายความว่า...อ๋าวชิ่งจัดการกับอ๋าวชิ่งเฉิงแล้วจริงๆ?”
“เป็นไปได้ยังไง?”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง?”
ข่าวนี้ทำเอาอ๋าวเถี่ยยืนตะลึงงันอยู่ที่เดิม ดวงตาแทบจะถลนออกจากเบ้า