- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 119 บทเพลงลมตะวันออกโบกพัด
ตอนที่ 119 บทเพลงลมตะวันออกโบกพัด
ตอนที่ 119 บทเพลงลมตะวันออกโบกพัด
ตอนที่ 119 บทเพลงลมตะวันออกโบกพัด
“ใครกัน...ที่ดีดพิณบรรเลงบทลมตะวันออกโบกพัดอยู่น่ะ...”
อี้เฟิงนั่งดีดกีตาร์ ร้องฮัมเพลงคลาสสิกจากโลกเก่าในอดีตไปด้วย ภายนอกเหมือนกำลังคลายอารมณ์หงุดหงิด แต่ความจริงแล้วเขากำลังจำใจทำตามคำสั่งของระบบต่างหากล่ะ
ณ อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้าเหนือขุนเขา
รัศมีพลังพุ่งแหวกฟ้า สองร่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงตรงมายังภูเขาแห่งนี้
“ถ้าเกิดอะไรกับเจ้าหลี่เหรินห่าวขึ้นแม้แต่นิดเดียว ตระกูลหลี่ของข้าจะไม่ปล่อยพวกสำนักกระบี่ไว้แน่!”
หญิงสาวกล่าวเสียงเย็นปานน้ำแข็ง
ได้ยินเช่นนั้น สวี่โม่จู๋ ก็สีหน้าอึมครึม
เดิมทีเขาแค่นำศิษย์มาทำภารกิจเล็กๆ ในนี่ แต่ใครจะไปคิดว่า หลี่เหรินห่าวจะเจอเหตุประหลาดแบบนั้น
ยิ่งบังเอิญว่าช่วงนั้น หลี่เจียซินป้าของหลี่เหรินห่าวก็มาที่สำนักกระบี่พอดี เหตุการณ์จึงบานปลายขึ้นมา
แม้จะถูกต่อว่า สวี่โม่จู๋ก็ไม่กล้าตอบโต้เพราะตระกูลหลี่นั้นเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งหนานซา
“แปลกมาก”
หลี่เจียซินกวาดสายตามองรอบบริเวณ
“ข่าวจากหลานข้าว่าอสูรป่ากำลังอาละวาด แต่ที่เจอระหว่างทางมีแต่อสูรตัวเล็ก ตัวที่แข็งแกร่งสุดก็คือตะขาบนี่เอง แถมพอเห็นข้ากับเจ้า มันยังแกล้งตายอีก ฮึ เดี๋ยวข้าหอบมันกลับไปเป็นสมุนไพรชั้นเลิศก็แล้วกัน!”
“อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่กระทบหลี่เหรินห่าวมากนัก”
สวี่โม่จู๋ถอนใจหนัก แววตายังเต็มไปด้วยความกังวล
ถึงหลี่เหรินห่าวจะเป็นศิษย์ของเขา เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่ก็จริงแต่ก็เป็นคนของตระกูลหลี่ด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขาคงไม่มีทางรับผิดชอบไหว
“ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
ทั้งสองลอยตัวอยู่เหนือหุบเขา กวาดตามองความเคลื่อนไหวด้านล่าง
“หือ?”
“นั่นมัน...”
จู่ๆ หลี่เจียซินก็หยุดการเคลื่อนไหว ทำให้สวี่โม่จู๋ต้องชะงักตาม
เมื่อมองไปตามสายตานาง เขาก็ถึงกับตกใจจนพูดติดอ่าง
“นั่น...นั่นมัน...ซากศพของอสูรกว่าสิบราชากับอสูรอีกนับร้อย?”
“ใช่...”
หลี่เจียซินพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน
นี่มันฝีมือระดับไหนกันแน่?
แค่กลุ่มอสูรระดับนี้ หากรวมกำลังกัน ต่อให้นางในฐานะจักรพรรดิยุทธ์ก็อาจจะต้านไม่ไหวด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ เหล่าอสูรนั้นขึ้นชื่อเรื่องความสามัคคี แล้วใครกันที่กล้าฆ่าพวกมันจนเรียบเช่นนี้?
คิดจะเปิดศึกกับทั้งเผ่าอสูรงั้นหรือ?
นางเชื่อว่าตัวเองมีพลังพอจะสังหารอสูรมากมายขนาดนี้ได้ก็จริง
แต่นางไม่มีใจที่จะกล้าทำเช่นนั้น
“มิน่าล่ะ ถึงไม่เห็นพวกอสูรเลยในภูเขานี้ ที่แท้...ตายหมดแล้วนี่เอง”
สวี่โม่จู๋พูดเสียงเบา สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“แต่ว่า...ฝีมือเช่นนี้เป็นของใครกันแน่?”
“น่าจะเป็นเขา”
หลี่เจียซินจ้องมองไปยังชายคนหนึ่ง ที่นั่งท่ามกลางซากศพอสูรมากมาย
“เขา?”
สวี่โม่จู๋ขมวดคิ้ว
“แต่ข้าไม่รู้สึกถึงพลังอะไรเลยจากเขา...ดูเหมือนจะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดานี่นา?”
“พูดเช่นนั้นไม่ได้”
หลี่เจียซินส่ายหน้า
“ถ้าเป็นคนธรรมดา เจอซากศพอสูรแบบนี้คงกลัวจนวิ่งหนีไปแล้ว แต่เขากลับนั่งเล่นดนตรีกลางวงศพ ดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ข้าเดาว่าเขาต้องใช้เคล็ดวิชาเฉพาะทำให้เรามองไม่เห็นระดับพลังที่แท้จริงของเขา”
“ก็อาจจะจริง”
สวี่โม่จู๋พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ถ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาจริง ก็คงเป็นเรื่องเหนือสามัญสำนึกไปแล้ว
“น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์คนหนึ่ง ไปทักทายเสียหน่อย แล้วค่อยสอบถามให้แน่ใจเถอะ”
พูดจบ ร่างหลี่เจียซินพุ่งไปทันที
สวี่โม่จู๋รีบตามไป
“ติง! ขอแสดงความยินดี ผู้ใช้ได้ฝึกฝนดนตรีถึงขั้นออกเทพ!”
เสียงระบบดังขึ้นในหัวอี้เฟิง
แต่เขาไม่ได้ตื่นเต้นนักเพราะเขารู้ดีว่าระบบยังมีอีกหลายขั้นกว่าจะถึงระดับทัดเทียมเทพเจ้าที่ระบบต้องการ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ว่าทักษะทั้งสี่ ดนตรี หมากรุก วรรณกรรม จิตรกรรม ต้องฝึกให้ถึงขั้น
เริ่มรู้ทาง → มีความสามารถ → เชี่ยวชาญ → ออกเทพ → ไร้ผู้เทียบ → กลับคืนสู่ธรรมชาติ → ทัดเทียมเทพเจ้า
กว่าจะฝึกถึงขั้นสุดท้าย คาดว่าใช้เวลาอย่างต่ำหลายเดือนแน่นอน
โชคดีที่เขามีพื้นฐานดีเพราะเคยเล่นกีตาร์บ่อยในโลกเก่า จึงสามารถฝึกดนตรีให้ถึงขั้นออกเทพได้ในเวลาไม่นาน นี่นับว่าช่วยย่นเวลาไปได้มาก
“ซ้อมต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน…”
“ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
อี้เฟิงพักหายใจแป๊บเดียว แล้วก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรีบปั่นภารกิจให้จบ ก่อนที่ระบบห่วยๆ จะยึดสำนักของเขาคืน
ที่สำคัญตอนนี้เขาก็เบื่อจะตายอยู่แล้ว
แต่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น...
หลี่เจียซินที่กำลังพุ่งเข้าใกล้กลับสั่นสะท้านทั้งตัว
นางหยุดชะงักกลางอากาศทันที
“เสียงนี่มัน...อะไรน่ะ?”
หลี่เจียซินพึมพำ
ด้านข้าง สวี่โม่จู๋เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เสียงจากพิณหรือ?”
“เงียบ!”
หลี่เจียซินแว้ดกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
สวี่โม่จู๋ถึงกับหน้าเสีย
ถึงเขาจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์เหมือนกัน แต่ถูกตวาดไม่ให้เกียรติเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธ พอจะโต้กลับ
ก็เห็นหลี่เจียซินกำลังหลับตาฟังเพลงอย่างเคร่งเครียด ดวงตาสั่นไหว มือแนบอก แววตาประหนึ่งถูกสะกดไว้ด้วยเสียงดนตรี
เขายิ่งรู้สึกประหลาดใจขึ้นอีก
ก่อนที่หลี่เจียซินจะกล่าวเสียงเบา
“ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินเจ้า แต่เจ้าลองหลับตา ตั้งใจฟังเพลงนี้ แล้วเจ้าจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงเป็นเช่นนี้”
สวี่โม่จู๋ขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจนัก
แต่เขาก็ทำตาม
และทันทีที่เขาหลับตา ใจจดจ่อกับเสียงเพลง
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและตกตะลึง
“นี่มัน…”