- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 80 รางวัลจากระบบ
ตอนที่ 80 รางวัลจากระบบ
ตอนที่ 80 รางวัลจากระบบ
ตอนที่ 80 รางวัลจากระบบ
หลังจากนั้นต่อหน้าต่อตาเจ้าอ๋าวชิ่ง...
มีโครงกระดูกขาวโพลนตัวหนึ่งเดินออกมาพร้อมเสียงกร๊อบแกร๊บ
“ซี้ดดด!”
เจ้าอ๋าวชิ่งสูดลมหายใจด้วยความตกใจ
ถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้ว่ามันมีพลังยุทธ์อะไร แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ
ยิ่งไปกว่านั้นมันไม่มีแม้แต่ไอสัญญาณชีวิต ชัด ๆ ว่าเป็นแค่ซากศพ
แต่ศพทำไมถึงขยับได้? ทำไมถึงน่ากลัวขนาดนี้?
มันคิดไม่ออก
เลยพุ่งไปซุกอยู่ข้างขาอี้เฟิงในทันที
“ตกลงมันเรื่องอะไรของเจ้าอีก?”
อี้เฟิงมองหมาแล้วเหลือบไปด้านหลัง...
“เวรเอ๊ย!”
ทันทีที่เห็นโครงกระดูก อี้เฟิงก็ผงะ แต่ก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะวิ่งพรวดไปถีบเจ้ากะโหลกยับยู่ยี่
“ไอ้ตัวประหลาดเอ๊ย! ตกใจหมด!”
เขาด่ากราดใส่มัน ทั้งหงุดหงิด ทั้งเบื่อหน่าย
และก็ไม่ลืมด่าระบบในใจไปด้วยเพราะนี่คือเรื่องที่เขาหงุดหงิดที่สุดตั้งแต่ได้ระบบมา
ระบบบ้าบออะไรไม่รู้
ช่วยหาเงินก็ไม่ได้
ช่วยฝึกวิชาก็ไม่ได้
รางวัลที่ให้มาก็โคตรไม่มีประโยชน์
เจ้าโครงกระดูกนี่แหละรางวัลแรกที่ได้มาตอนเพิ่งผสานระบบ
มันไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลอยไปลอยมาเหมือนวิญญาณหลงทาง
สุดท้ายเขาก็จับมันไปขังในห้องเก็บของ แล้วก็ลืมไปเลยว่ามันยังอยู่
ใครจะคิดว่าวันนี้มันโผล่ออกมาเอง
“อะแบ๊ะแอ๊บ!”
โดนถีบกระเด็น โครงกระดูกกลิ้งหัวหลุดไปชนมุมห้อง
แล้วก็ค่อย ๆ คลำหาหัวมาใส่คืนด้วยความทุลักทุเล
“เวรเอ๊ย...ใส่กลับด้านอีก”
อี้เฟิงสาปใส่
“อะแบ๊ะแอ๊บ…”
เจ้ากะโหลกยังคงหมุนหัวอย่างงุ่มง่าม กว่าจะตั้งให้ตรงได้ก็เสียเวลาไปพอสมควร
“ชีวิตข้าจะไม่มีความสงบอีกแล้วแน่ ๆ…”
อี้เฟิงส่ายหัวอย่างเซ็งสุดขีด
คว้าเอาผ้าคลุมดำแถวนั้นปาใส่มัน
“เอาไปใส่ซะ จะได้ไม่ทำให้ใครตกใจ!”
“อะแบ๊ะแอ๊บ!”
เจ้ากะโหลกรับไปใส่จนมิด ตัวมันเล็กจนถูกคลุมหมดทั้งร่าง
จากนั้นมันก็เดินตุปัดตุเป๋อยู่ในลาน โดยไม่มีใครรู้ว่ามันทำอะไรอยู่
ด้านเจ้าอ๋าวชิ่งที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ตาค้างปากอ้าจนแทบล้ม
โดยเฉพาะตอนเห็นอี้เฟิงซัดเจ้ากะโหลกจนหัวหลุด แต่มันก็ไม่กล้าโต้กลับแม้แต่น้อย
นั่นยิ่งทำให้มันเคารพอี้เฟิงมากขึ้นไปอีก
“นายท่าน…ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก!”
อี้เฟิงยืดเส้นยืดสายบิดตัว
“เฮ้อ...อากาศดีแบบนี้ เดี๋ยวข้าไปนั่งหน้าประตูตากแดดดีกว่า”
พูดจบ เขาก็แบกเก้าอี้ไปตั้งที่ขั้นบันไดหน้าประตูโรงฝึก
นั่งเอนหลังสบาย ๆ ฟังเสียงตลาดครึกครื้นจากผู้คนและพ่อค้าแม่ขาย
ความสงบแบบนี้ช่างน่ารื่นรมย์
ทว่าบนหลังคาอาคารไม่ไกลนัก
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ชายในชุดคลุมพริ้ว ดวงตาเย็นยะเยือก
บนหลังของเขาห้อยลูกคิดเรือนหนึ่ง
เขาคือหลี่ม่อเช่อ
“ม่านเงามืดทั้งแปดทิศ สิบหกเส้นพลัง ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เหลือแค่ครึ่งก้านธูปทุกอย่างก็จะพร้อม!”
เขาเงยหน้ามองฟ้า
ดวงตาแฝงรังสีมืดมิด ปิดลงอย่างเยือกเย็น
บนฟ้าเมฆลมปั่นป่วน
คลื่นพลังแปลกประหลาดเริ่มแผ่ขยาย
เมื่อกระแสลมเคลื่อนไหว ดวงตาเขาก็พลันลืมขึ้น
“ถึงเวลาแล้ว เปิด!”
สิ้นเสียงนั้น
ม่านหมอกลึกลับก็พุ่งไปคลุมทั้งโรงฝึก
พลังค่ายกลแผ่ซ่านเงียบ ๆ
กลืนความเคลื่อนไหวของโรงฝึกให้เข้าสู่ความเงียบสงัด
“หึ...ในม่านนี้ เว้นแต่เจ้าจะเป็นเซียน ไม่อย่างนั้น...ก็หนีไม่พ้นเป็นของเล่นของข้า!”
หลี่ม่อเช่อหัวเราะเบา ๆ
แต่ในใจก็รู้ดีช่วงเวลาพิเศษนี้มีแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่นิด
พลันสะบัดแขน เสื้อคลุมปลิวไหว
ลูกคิดที่อยู่หลังเขาก็พุ่งขึ้นฟ้า
“แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก”
เสียงลูกคิดกระแทกกันดังลั่น
ลูกคิดเงินนับพันร่วงกระจาย
แล้วหลอมรวมกลายเป็น...
ดาบยักษ์ใสขนาดพันจั้ง
มันตกลงมาโดยตรงเป้าหมายคือหว่างคิ้วของอี้เฟิงผู้กำลังนั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลาย
“ฉัวะ!!”
ทันใดนั้น...
ทั้งเมืองผิงเจียงก็ปกคลุมด้วยลมพายุ
เมฆดำครอบคลุมฟากฟ้า
เสียงกรีดร้องของลมหอนราวกับโลกกำลังสั่นสะเทือน
“แม้พลังนี้จะเป็นแค่สุดยอดท่าไม้ตายของข้าระดับจ้าวยุทธ์แต่ในม่านนี้ เจ้าแม้เป็นจักรพรรดิยุทธ์...ก็ไม่มีทางรอด!”