- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 64 เก็บความแค้นไว้ในใจ
ตอนที่ 64 เก็บความแค้นไว้ในใจ
ตอนที่ 64 เก็บความแค้นไว้ในใจ
ตอนที่ 64 เก็บความแค้นไว้ในใจ
งานประชุมกวีประจำปี ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำฉุนซี เมืองผิงเจียง
ที่แห่งนี้...
รวบรวมเหล่าหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์จากทั่วเมืองผิงเจียงไว้ด้วยกัน
ที่แห่งนี้ มิได้ตัดสินจากพลังฝึกตน มิได้วัดจากฐานะวงศ์ตระกูล หากแต่ใช้บทกวีและวรรณศิลป์วัดกัน
แน่นอนว่า ถึงจะเป็นกิจกรรมของสามัญชนก็ใช่ว่าจะห้ามผู้ฝึกตนเข้าร่วม แต่หากขาดซึ่งรากฐานทางวรรณศิลป์ล่ะก็ ถึงจะฝึกตนได้สูงเพียงใดก็ย่อมถูกดูแคลนอยู่ดี
จิตวิญญาณของนักปราชญ์ก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้รับบัตรเชิญ อี้เฟิงก็เดินทางมายังงานประชุมกวีแห่งนี้
ภายในงาน มีผู้คนมากมายโชว์บทกวีและวรรณศิลป์ของตนอย่างภาคภูมิ แต่กลับไม่มีสิ่งใดกระตุ้นความสนใจของอี้เฟิงได้เลยแม้แต่น้อย
เขาเติบโตท่ามกลางอารยธรรมกว่ห้าพันปีของแดนเหยียนหวง ผ่านบทกวีอมตะนับไม่ถ้วนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น บทกลอนที่ดูหรูหราสละสลวยแต่ไร้ซึ่งแก่นสารพวกนี้ หาใช่อะไรที่ดึงดูดเขาได้ไม่
แค่บทกวีถังสามร้อยบทที่เขาท่องได้จากนิยายสมัยเด็กก็เพียงพอจะบดขยี้คนทั้งงานนี้ได้แล้ว
แต่ทว่า...
ท่ามกลางฝูงชนหนาแน่น กลับมีสองสายตาจับจ้องมาที่เขาตลอดเวลา
คนหนึ่งคือเย่าอวิ๋นเอ๋อร์
อีกคนคือเหมาอวิ๋นเอ๋อร์
ในที่สุด เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก็สูดหายใจเข้าลึก แล้วก้าวเดินตรงไปยังอี้เฟิง
“อ๊ะ!”
เมื่อเข้าใกล้อี้เฟิง นางก็แกล้งลื่นล้ม
ทว่าอี้เฟิงกลับไม่แม้แต่จะมองนางสักแวบเดียว เดินผ่านไปดื้อๆ ปล่อยให้เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ล้มหน้าคะมำอยู่คนเดียว
“คุณหนู เป็นอะไรไหม?”
“คุณหนู เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
ทันใดนั้น กลุ่มนักปราชญ์มากมายก็แห่กันเข้ามา พยายามจะประคองเย่าอวิ๋นเอ๋อร์ขึ้นมาพร้อมส่งเสียงถามด้วยความอ่อนโยน
“ถอยไป!”
ใบหน้าของเย่าอวิ๋นเอ๋อร์มืดครึ้มลงทันที
มนุษย์สามัญที่ไร้ค่าเหล่านี้ ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะสัมผัสตัวนาง
แต่เขาทำไมถึงมองไม่เห็นนางเลยล่ะ?
หรือว่านางจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้จริงๆ?
ดวงตาของเย่าอวิ๋นเอ๋อร์เริ่มฉายแวววิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านอี้เฟิง”
ขณะเดียวกัน เหมาอวิ๋นเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาอย่างเหมาะเจาะ ใบหน้าแดงเรื่อ เอ่ยทักด้วยความนอบน้อม
“เป็นเจ้านี่เอง...”
อี้เฟิงจำเหมาอวิ๋นเอ๋อร์ได้แน่นอน แต่ใบหน้ากลับไม่ได้แสดงความยินดีแต่อย่างใด
เมื่อเห็นนาง เขาก็อดนึกถึงบิดาของนาง เหมาหลินไม่ได้ คนที่เคยดูถูกเขาอย่างไร้เยื่อใยในวันนั้น เขาไม่มีวันลืม
ดังนั้น เขาจึงเพียงแค่ตอบกลับเบาๆ ก่อนเดินผ่านไปโดยไม่สนใจอีก
ในชั่วขณะ เหมาอวิ๋นเอ๋อร์ได้แต่มองตามเขาเงียบๆ ใจเต็มไปด้วยความหดหู่
“เจ้าก็แค่สามัญชนไร้ค่า คิดจะดึงดูดความสนใจของท่านอี้เฟิงงั้นหรือ น่าขันนัก”
ทันใดนั้น เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาหานาง พร้อมกล่าวอย่างเย็นชา
“เจ้าเป็นใครกัน?” เหมาอวิ๋นเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ความรู้สึกอันตรายแผ่กระจายจากหญิงสาวตรงหน้า โดยเฉพาะรูปร่างเย้ายวนราวกับงูน้ำของอีกฝ่าย ทำให้นางรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างที่สุด
“ข้า?”
เย่าอวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะเยาะออกมา
“ข้าคือคนที่เจ้าจะไม่มีวันเทียบถึง ต่อให้เจ้าคิดจะแตะต้องท่านอี้เฟิง เจ้าก็ยังไม่คู่ควร!”
กล่าวจบ นางก็เบนสายตาไปมองแผ่นหลังของอี้เฟิง แล้วเดินตามเขาไปอย่างไร้ความลังเล
เหมาอวิ๋นเอ๋อร์กัดฟันแน่น ถึงหญิงสาวคนนี้จะดูน่าหวั่นเกรง แต่ถ้ามองดูตัวเองดีๆ นางก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยสักนิด
ไม่ยอมแพ้หรอก
นางก็ก้าวตามอี้เฟิงไปเช่นกัน
...
“อี้เฟิง”
ขณะกำลังเดินชมบทกวีของเหล่านักปราชญ์ อี้เฟิงก็ได้ยินเสียงหนึ่งเรียกชื่อเขาขึ้นมา
เขาหันกลับไปมอง ใบหน้าทันใดนั้นก็ปรากฏอารมณ์ซับซ้อน
คนที่เรียกเขาคือเผิงอิง
“ไม่คิดเลย...ว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่”
เผิงอิงเอ่ยเสียงเย็น สีหน้าและท่าทีไม่เหมือนเมื่อก่อนแม้แต่น้อย ราวกับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ใช่ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าที่นี่อีก”
อี้เฟิงตอบด้วยสีหน้าอึมครึม
เขาไม่ใช่คนไร้หัวใจ แต่ก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์
วันที่เผิงอิงเลือกจะตัดใจเดินจากไป แม้จะทำให้เขาเสียใจ แต่เขาก็เด็ดขาดพอจะลบนางออกจากใจในทันที
กับผู้หญิงคนนี้ เขาไม่มีแม้แต่ความรู้สึกหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“อี้เฟิง ข้าสืบมาเรียบร้อยแล้ว อย่าคิดว่าแค่เขียนหนังสือเล่มหนึ่งแล้วมีลั่วหลานเสวี่ยจากสำนักชิงซานคอยหนุนหลัง เจ้าจะมีดีอะไรนักหนา เจ้าต้องไม่ลืมว่า เจ้า...ก็แค่สามัญชนคนหนึ่ง” เผิงอิงพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “แม้ข้าจะถูกขับออกจากสำนักชิงซานแล้ว แต่พี่อู๋เจี่ยก็ส่งจดหมายมาหา ข้าอีกไม่นานจะได้กลับเข้าไปใหม่แน่”
“ในสายตาข้า เจ้ายังไงก็แค่สามัญชน แค่เศษเดน”
ถ้อยคำของเผิงอิงเยียบเย็นนัก
นางยังคงเก็บความแค้นในใจต่อเรื่องในวันนั้น ยิ่งถูกขับออกจากสำนักชิงซานก็ยิ่งไม่อาจยอมรับได้...