- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 51 คิดจะล้างบางให้สิ้นซากอีกหรือ
ตอนที่ 51 คิดจะล้างบางให้สิ้นซากอีกหรือ
ตอนที่ 51 คิดจะล้างบางให้สิ้นซากอีกหรือ
ตอนที่ 51 คิดจะล้างบางให้สิ้นซากอีกหรือ
“สุดยอดสมบัติสองชิ้นนั้น…”
คำถามของหนิงเสวียนอู่ทำให้ใบหน้าของเย่าอวิ๋นเอ๋อร์ซีดเผือดลงกว่าเดิม นางตอบอึกๆ อักๆ ว่า “สมบัติสองชิ้นนั้น ได้ถูก…ถูก…”
“ถูกอะไร?”
หนิงเสวียนอู่ขมวดคิ้วเข้ม เสียงทุ้มแหบของเขากดดันถามกลับมา
เมื่อรู้ว่าปิดบังไม่ได้ เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก็เหลือบตามองหนิงเสวียนอู่และแม้จะเดาได้อยู่แล้วว่าท่าทางของเขาจะต้องโกรธจัด นางก็สูดหายใจลึก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า “หวังว่าอาจารย์จะไม่โกรธ สมบัติชิ้นหนึ่งหินสั่นสะเทือนฟ้าของท่านถูกคนเลวนั่นเอาไปถมบันไดแล้วเจ้าค่ะ…”
“อะไรนะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงเสวียนอู่ก็ระเบิดโทสะลุกพรวดขึ้นมา พลังอันกร้าวแกร่งแผ่กระจายไปทั่วร่าง เขาจ้องเย่าอวิ๋นเอ๋อร์พลางเค้นคำออกมาทีละคำว่า “เจ้าว่าหินสั่นสะเทือนฟ้า สมบัติคู่สำนักของข้า ถูกเขาเอาไปถมบันไดงั้นรึ?”
เมื่อเห็นอาจารย์โกรธถึงเพียงนั้น เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้สึกหนักใจยิ่งนัก แต่ความจริงก็คือความจริง นางจึงได้แต่กัดฟันตอบอย่างฝืนใจว่า “เจ้าค่ะอาจารย์…ไม่เพียงแต่หินสั่นสะเทือนฟ้าถูกเอาไปถมบันได แม้แต่ผ้าคลุมวายุพิโรธก็…”
ได้ยินถึงตรงนี้ ประสาทของทุกคนในที่นั้นก็เหมือนถูกสะกิดขึ้นมาทันที
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เย่าอวิ๋นเอ๋อร์
ร่างของหนิงเสวียนอู่ถึงกับสั่นเทา ดวงตาหดแคบลงดั่งเข็ม
“ผ้าคลุมวายุพิโรธก็ถูกเขาเอาไปใช้เช็ดฝุ่นแล้วเจ้าค่ะ…” เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก้มหน้าลง พูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงเบาราวกับไร้เรี่ยวแรง
คำพูดของนางจบลง หนิงเสวียนอู่ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
ใบหน้าสลับสีไปมาราวกับเมฆฝน กล้ามเนื้อกระตุกไม่หยุด
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว…เกินไปแล้วจริงๆ…”
ความโกรธแค้นที่เก็บไว้ในใจ ระเบิดออกมาราวภูเขาไฟในตัวของหนิงเสวียนอู่ในชั่วพริบตา
“ปัง”
“ปัง”
“ปัง”
เสียงพลังที่ระเบิดดังลั่นรอบตัวเขา เกิดเป็นเสียงกระแทกอากาศดังต่อเนื่องไม่ขาด ของมากมายกลายเป็นผุยผงในพริบตา
“ลูกศิษย์คนหนึ่งกระดูกยังไม่เหลือ…”
“อีกคนโดนเอากระดูกไปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง…”
“หินสั่นสะเทือนฟ้าเอาไปถมบันได ผ้าคลุมวายุพิโรธใช้เช็ดฝุ่น…”
“โหด…โหด…โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”
เพียงพริบตาเดียว แม้แต่หนิงเสวียนอู่ผู้มีพลังระดับนี้ก็ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธ พลางพึมพำถึงความโหดเหี้ยมของคนผู้นั้นด้วยเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความแค้น
“หากลูกศิษย์ข้าทำผิดอย่างไร เจ้าจะลงโทษจนพิการ ข้ายังอาจให้อภัยได้…แต่เหตุใดจึงทำลายร่างพวกเขาเสียสิ้น แล้วยังเหยียดหยามถึงเพียงนี้?”
“สมบัติคู่สำนักของข้าสองชิ้นกลับถูกเขาหยามเกียรติถึงเพียงนี้ เหมือนเอาหน้าสำนักเสวียนอู่ไปถูพื้น!”
“หากยังทนได้ แล้วอะไรที่ทนไม่ได้อีก!”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ผู้คนทั้งสำนักเสวียนอู่ต่างก็มีประกายโกรธแค้นวาบขึ้นในดวงตา พากันฮึดฮัดอย่างพร้อมเพรียงราวกับอยากจะลงเขาไปฉีกเนื้อคนนั้นเดี๋ยวนั้น
“อาจารย์เจ้าคะ คนผู้นั้นยังเลวร้ายกว่านี้อีก”
ตอนนั้นเอง เย่าอวิ๋นเอ๋อร์ก็พูดอย่างเคียดแค้นว่า “หากไม่ใช่ที่ข้าไหวตัวทัน ปลอมตัวและแอบอำพรางไปก่อนล่วงหน้า ไม่ให้เขารู้ว่าข้าเป็นคนของสำนักเสวียนอู่ ข้าคงไม่รอดเงื้อมมือเขาเช่นกัน…”
“อะไรนะ?”
“ยังคิดจะล้างบางให้สิ้นซากอีกงั้นหรือ?”
เพลิงโทสะของหนิงเสวียนอู่ก็พุ่งทะยานขึ้นอีกขั้น
“ส่งคำสั่งลงไป สำนักเสวียนอู่ทั้งปวง จงตามข้าลงเขาไป ข้าจะล้างแค้นด้วยมือตนเอง ฆ่าคนเลวนั่นให้สิ้นซาก แก้แค้นให้กับอู๋เฉินกับอู๋เฟิงและนำสมบัติของสำนักทั้งสองคืนกลับมา!” หนิงเสวียนอู่โบกมือสั่งการอย่างเด็ดขาด
“รับคำสั่ง!”
เสียงตอบรับดังสนั่นทั่วทั้งโถงใหญ่
ทั้งสำนักเสวียนอู่ ถูกโทสะครอบงำมาแต่แรกอยู่แล้ว ยามนี้คำสั่งของหนิงเสวียนอู่ยิ่งจุดไฟแค้นให้พุ่งสูงขึ้นทุกขณะ…