- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 9 ฮึ่ก! มีดสับผักอะไรจะน่ากลัวปานนี้!
ตอนที่ 9 ฮึ่ก! มีดสับผักอะไรจะน่ากลัวปานนี้!
ตอนที่ 9 ฮึ่ก! มีดสับผักอะไรจะน่ากลัวปานนี้!
ตอนที่ 9 ฮึ่ก! มีดสับผักอะไรจะน่ากลัวปานนี้!
สายตาของทั้งสองดูเหมือนจะจ้องมองจงชิงจนแทบทะลุ
จงชิงรู้สึกไม่ค่อยชินกับสายตาแบบนั้น แต่ก็ยังยิ้มซื่อ ๆ “มีแขกมาหรือขอรับ สวัสดีทั้งสองท่านนะขอรับ”
“สวัสดี ๆ!”
ถึงจะดูอะไรไม่ออกจากจงชิงในทันที แต่ยังไงเสีย นี่ก็เป็นศิษย์ของท่านอาวุโสผู้ลึกลับ ทั้งสองจึงไม่กล้าละเลย รีบลุกขึ้นโค้งคารวะ
“งั้นพวกท่านนั่งรอก่อนนะขอรับ ข้าขอไปช่วยอาจารย์ทำงานก่อน” จงชิงพยักหน้า ก่อนจะเดินก้มหน้ามุ่งหน้าไปยังหลังเรือน
หลังจากจงชิงไปแล้ว บรรพชนชิงซานกับหลัวหลานเสวี่ยก็สบตากัน
“ท่านอาจารย์ เด็กคนนั้นท่านดูออกไหม? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนจับสังเกตอะไรไม่ได้เลย?” หลัวหลานเสวี่ยเอ่ยเสียงเบา
บรรพชนชิงซานขมวดคิ้ว ส่ายหน้าพลางตอบ “ข้าตาก็ไม่ค่อยดีนัก มองยังไงก็ไม่เห็นความพิเศษอะไรเลย สายลมยังไม่สะท้อนพลัง ใจข้ากลับรู้สึกว่าเส้นชีพจรของเขาปิดตาย ไร้พรสวรรค์อย่างสิ้นเชิง!”
“แล้วทำไม...” หลัวหลานเสวี่ยสับสน “ทำไมท่านอาวุโสถึงรับคนแบบนี้เป็นศิษย์ได้ล่ะเจ้าคะ?”
“ชู่ว!”
บรรพชนชิงซานถลึงตาใส่นาง “อย่าพูดจาหยาบคายแบบนั้น!”
“ท่านอาจารย์กล่าวถูกเจ้าค่ะ” หลัวหลานเสวี่ยรีบปิดปากรู้ตัวว่าเผลอพูดเกินไป “โปรดชี้แนะลูกศิษย์ด้วย”
“ข้าจะไปชี้แนะอะไรเจ้าได้” บรรพชนชิงซานถอนใจเจือขมขื่น “แต่สิ่งที่ข้ามั่นใจได้คือ เด็กคนนี้ต้องมีบางอย่างที่เรามองไม่เห็นแน่ ๆ เพราะศิษย์ของท่านอาวุโส จะธรรมดาไปได้อย่างไรล่ะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษสายตาเราต่ำตื้นเอง”
“ต้องขออภัยที่ให้รอนานนะ” ขณะนั้น อี้เฟิงก็เดินออกมายิ้มแห้ง ๆ “คงต้องรบกวนพวกเจ้านั่งรออีกหน่อย ข้าขอไปทำกับข้าวก่อนล่ะ”
พูดจบ อี้เฟิงก็เดินออกจากโรงฝึก ไปซื้อผักจากแผงผักไม่ไกล แล้วกลับเข้าครัว
“ศิษย์เอ๋ย เราจะมานั่งเฉย ๆ แบบนี้ก็ใช่เรื่อง ให้ท่านอาวุโสทำอยู่คนเดียวก็ไม่ดีนัก เราไปช่วยกันเถอะ” บรรพชนชิงซานพูดขึ้น
หลัวหลานเสวี่ยพยักหน้าตามไป
ด้านหลังโถงเป็นลานเล็ก ๆ ปลูกดอกไม้ใบหญ้าเรียงราย ที่กลางลานมีเสาหุ่นฝึกไม้ไม่กี่ต้น
บรรยากาศสงบ เสียงนกขับขาน หอมกลิ่นบุปผา
“ช่างสุขสงบอะไรเช่นนี้…”
บรรพชนชิงซานยืนกลางลานแล้วถอนหายใจ “ศิษย์เอ๋ย ภูเขาหลังสำนักชิงซานเราดูเหมือนจะคลุมหมอกศักดิ์สิทธิ์ก็จริง แต่เทียบกับที่นี่แล้ว ที่นั่นกลับดูจืดชืดไปเลย”
กล่าวพลาง ทั้งสองเดินเข้าสู่ครัว
ครัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่สะอาดสะอ้าน พอเข้าไปก็เห็นอี้เฟิงนั่งยอง ๆ บนเก้าอี้เตี้ย กำลังเด็ดถั่วอยู่
“ศิษย์เอ๋ย จิตใจของท่านอาวุโสช่างน่านับถือเสียจริง” บรรพชนชิงซานเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง “ท่านอาวุโสลงมือทำเองทุกอย่าง หากเรามีความสงบใจอย่างท่านได้สักเสี้ยว การบำเพ็ญของเราคงไม่ติดขัดถึงเพียงนี้”
หลัวหลานเสวี่ยพยักหน้า พอได้เห็นอี้เฟิงนั่งเด็ดถั่วอย่างเงียบ ๆ นางก็พลันเข้าใจอะไรบางอย่าง รู้สึกว่าจิตใจของตนสูงขึ้นกว่าเดิม
“อาจารย์อี้ ให้พวกเราช่วยเถอะ” บรรพชนชิงซานยิ้มเอ่ย
“จะดีหรือ?” อี้เฟิงเงยหน้าขึ้นยิ้ม
“ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก” บรรพชนชิงซานรีบโบกมือให้หลัวหลานเสวี่ย
หลัวหลานเสวี่ยรีบหยิบพริกจากข้างเตาไปล้างน้ำทันที
เมื่อหลัวหลานเสวี่ยเริ่มขยับมือแล้ว บรรพชนชิงซานก็มองเสื้อผ้าของตัวเองพลางคิดว่าแล้วจะทำอะไรดี เขาเป็นถึงบรรพชนของชิงซานไม่เคยเข้าครัวสักครั้ง แต่จะยืนดูเฉย ๆ ก็ไม่เหมาะ ยิ่งคิดก็ยิ่งอึดอัด สุดท้ายก็พูดขึ้นว่า “ท่านอาวุโส ข้าขอช่วยหั่นผักละกัน!”
“ได้สิ” อี้เฟิงยิ้ม ไม่ใช่คนเรื่องมากกลับรู้สึกดีเสียอีก “มีดอยู่ตรงข้างตู้กับข้าวนะ ฝากด้วยล่ะ”
“ได้เลย!”
บรรพชนชิงซานยิ้มกว้าง เดินไปหามีดที่ข้างตู้กับข้าว
ทันใดนั้นก็ชะงัก
“ฮึ่ก!”
เขายืนตัวแข็งในที่เดิม สูดลมหายใจเสียงดัง
สายตาจับจ้องไปยังมีดเล่มหนึ่งที่เสียบไว้ข้างตู้กับข้าว
มีดเล่มนั้นดูธรรมดา ทว่าหากมองให้ดีจะเห็นแสงบาง ๆ แวบผ่านและหากมองนานไปอาจจะหลงใหลจนเสียสติ
น่ากลัวที่สุดคือในแสงนั้นแฝงไว้ด้วยพลังแห่งเต้าหรือกฎฟ้าดินระดับสูง แต่ก่อนเขาไม่เคยสัมผัสได้เลย กระทั่งได้ทะลวงถึงระดับราชายุทธ์จึงพอสัมผัสได้ราง ๆ
ของที่แฝงพลังแห่งฟ้าดินได้ นั่นมันระดับไหนกัน?
ระดับศักดิ์สิทธิ์?
ระดับเซียน?
หรือระดับจักรพรรดิในตำนาน?
บรรพชนชิงซานไม่กล้าคิดต่อ รู้สึกเหมือนจะเสียสติไปจริง ๆ
ที่รับไม่ได้ที่สุดคือของระดับนี้กลับเป็นมีดสับผักในครัวของอี้เฟิง?
“ใช่แล้ว มีดที่อยู่ตรงหน้านั่นแหละ ใช้เลย ขอบใจมากนะ” อี้เฟิงเห็นเขานิ่งไปเลยเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อะ เอ่อ ได้ขอรับ”
บรรพชนชิงซานพยักหน้ารัว ๆ อย่างไก่จิกข้าวโพด มือไม้สั่นระริก เอื้อมไปหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมา
พอได้จับดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่ในมือกลับรู้สึกหนักเหมือนยกภูเขา
เขารู้สึกเลยว่าถ้าเขาถือมีดนี้ไว้ ต่อให้เจอกับผู้ใช้พลังระดับกึ่งจักรพรรดิ เขาเองก็อาจสู้ได้ถึงสองกระบวนท่าเลยทีเดียว