- หน้าแรก
- สกิลสุดโกงของจอมโจร [กิน] ทะลวงยุทธภพ
- บทที่ 2 - นักแสดง
บทที่ 2 - นักแสดง
บทที่ 2 - นักแสดง
บทที่ 2 - นักแสดง
☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉
จางจิ้งเข้าใจความหมาย
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของหัวหน้าค่าย ข้าจางย่อมต้องปฏิบัติตาม”
“เช่นนั้นก็ดี” จางชินยิ้มพลางพยักหน้า
“ในเมื่อแจ้งข่าวให้หัวหน้าจางทราบแล้ว น้องชายก็ขอตัวลาก่อน ยังมีอีกหลายค่ายที่ยังไม่ได้แจ้งข่าว”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่รั้งน้องจางแล้ว”
“ชาของน้องชายข้าเตรียมเสร็จแล้วหรือยัง?” จางจิ้งตะโกนออกไปข้างนอก
ไม่นานก็มีลูกน้องวิ่งเข้ามา ยื่นถุงใบหนึ่งให้จางชิน
จางชินโยนถุงในมือข้างเดียว รู้สึกหนักอึ้ง อย่างน้อยก็มีเงินอยู่สิบกว่าตำลึง
เงินในโลกนี้เป็นของมีค่า ชาวบ้านธรรมดาทำงานหลายเดือนก็ยังหาเงินได้ไม่กี่ตำลึง
เงินที่ให้จางชินนี้ถือว่าไม่น้อยแล้ว
จางชินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ประสานมือคารวะจางจิ้งแล้วพูดว่า
“เช่นนั้นก็ขอบคุณหัวหน้าจางมาก น้องชายขอตัวก่อน ข่าวนี้ค่อนข้างด่วน ข้าต้องรีบไปแจ้งข่าวต่อ เกรงว่าเจ้าพวกนั้นจะหนีไปได้”
พูดตามตรง จางจิ้งไม่เห็นว่าจางชินจะรีบร้อนอะไรเลย แค่นั่งดื่มชาอยู่ที่นี่ก็เสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว
หลังจากที่ลูกน้องส่งจางชินไปแล้ว จางจิ้งก็กลับเข้ามาในห้องโถง
คนที่หนีไปไม่กี่คนนี้ จางจิ้งคาดว่าคงไม่เป็นอะไรมากนัก อย่างมากก็เป็นแค่คนคุ้มกันไม่กี่คน
แต่จางจิ้งก็ไม่ได้ละเลย ยังคงสั่งการลงไป ให้ลูกน้องส่วนใหญ่พรุ่งนี้ขึ้นเขาไปค้นหา
ถือว่าเป็นการทำตามหน้าที่
ถ้าหาเจอได้ก็ดีที่สุด ตอนนี้จางจิ้งยังไม่มีแผนการว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ในเมื่อหากินอยู่ในวงการนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจในบริเวณใกล้เคียงย่อมไม่ผิด
ดูท่าทางของจางชินแล้ว สบาย ๆ ไม่รีบร้อนอะไร ถึงแม้จะหาไม่เจอก็คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จางจิ้งก็กลับเข้าห้องไปคนเดียว
คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้น จางจิ้งตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกซ้อม
ตอนที่เพิ่งค้นพบว่าโลกนี้มีวิทยายุทธ์ จางจิ้งใช้เวลาปรับตัวอยู่หลายวัน แล้วจึงเริ่มฝึกดาบตามความทรงจำในหัว
จนถึงตอนนี้ก็นับว่ามีความสำเร็จอยู่บ้าง
โลกที่ไม่คุ้นเคยใบนี้ ตอนนี้จางจิ้งพึ่งพาได้เพียงตัวเองเท่านั้น
เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้อย่างรวดเร็ว
หากโจรใต้บังคับบัญชาพบว่าหัวหน้าตอนนี้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ เกรงว่าพวกเขาจะก่อกบฏในทันที แต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมา
หรืออาจจะหนีไปคนละทิศคนละทาง ไปเข้ากับกลุ่มอื่นในบริเวณใกล้เคียง
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ในวงการที่ต้องเสี่ยงชีวิตนี้ แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ตั้งแต่ที่จางจิ้งเข้าใจสัจธรรมข้อนี้แล้ว ทุก ๆ เช้าเขาก็จะลุกขึ้นมาฝึกดาบ ถึงแม้ตอนนี้จะมีความสามารถอยู่บ้างแล้วก็ไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่น้อย
หลังจากกินอาหารเช้า จางจิ้งสั่งให้โจรใต้บังคับบัญชา ยกเว้นคนที่จำเป็นต้องอยู่เฝ้า ที่เหลือให้แบ่งกลุ่มละหกคน แยกย้ายกันไปลาดตระเวนบนภูเขา
จางจิ้งเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ช่วงเวลาที่ข้ามมิติมานี้ เขารู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยลงจากเขาเลย
ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะใช้โอกาสนี้ออกไปเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง
ภูเขานางแอ่นไม่เล็ก คนไม่กี่สิบคนลงไปก็เหมือนหยดน้ำไม่กี่หยดที่ตกลงไปในแม่น้ำ หายไปอย่างรวดเร็ว
จางจิ้งสะพายดาบยาวไว้ข้างหลัง สวมชุดสีเทา ไม่ได้ให้ลูกน้องติดตามไปด้วย เพราะด้วยฝีมือของเขา ลูกน้องที่เป็นโจรธรรมดาไม่มีวิทยายุทธ์ไม่กี่คนก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
ในหัวยังคงนึกถึงความทรงจำที่กระจัดกระจายของคนเดิมอยู่เป็นระยะ ๆ
สิ่งที่คนเดิมจำได้มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นชีวิตบนภูเขานางแอ่น
ส่วนเรื่องชาติกำเนิดก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก หรืออาจจะเรียกได้ว่าธรรมดามาก
ก่อนที่จะมาเป็นโจร เขาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่เด็กก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ชอบฝึกยุทธ์ ชอบแต่ชนไก่เล่นสุนัข เป็นคุณชายเจ้าสำราญคนหนึ่ง แต่เพราะที่บ้านมีอิทธิพลอยู่บ้าง ชีวิตจึงสุขสบายมาก
น่าเสียดายที่ต่อมาถูกกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งหมายตาในทรัพย์สมบัติของบ้าน วันหนึ่งจึงถูกฆ่าล้างตระกูล คนเดิมตอนนั้นไม่ได้อยู่ที่บ้าน จึงรอดชีวิตมาได้
หลังจากที่เห็นโศกนาฏกรรมของครอบครัว ก็เสียใจกับการกระทำของตนเองในอดีตเป็นอย่างมาก ตัดสินใจที่จะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่
ต่อมาเขาได้พบคัมภีร์เพลงดาบวายุคลั่งในซากปรักหักพังของศาลบรรพชนของบ้าน แล้วจึงเริ่มฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น
น่าเสียดายที่พรสวรรค์ธรรมดา ฝึกอยู่หลายปีก็ไม่ก้าวหน้าเท่าไหร่
แต่ก็เพียงพอที่จะจัดการกับโจรพวกนั้นได้
หลังจากที่อดทนฝึกฝนอยู่หลายปี ในที่สุดก็แก้แค้นให้ครอบครัวได้สำเร็จ
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมในบ้านมีคัมภีร์ยุทธ์ แต่กลับไม่มีใครฝึกฝน เรื่องนี้พูดตามตรง จางจิ้งตอนนี้คิดดูก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ถ้าตอนนั้นในบ้านมีคนฝึกยุทธ์ โศกนาฏกรรมของตระกูลจางก็คงไม่เกิดขึ้น
สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรจางจิ้งไม่รู้ ได้แต่คาดเดาตามเนื้อเรื่องที่ซ้ำซากจำเจ
อาจจะเป็นเพราะผู้ใหญ่ในตระกูลซ่อนคัมภีร์ดาบไว้อย่างมิดชิด
คนรุ่นหลังจึงไม่พบ
อาจจะเป็นเพราะถูกเผาจนเป็นซากปรักหักพัง จางจิ้งจึงพบได้
หลังจากนั้นก็ง่ายแล้ว จางจิ้งอาศัยวิทยายุทธ์ของตน รวบรวมชาวบ้านและโจรจรจัดมาตั้งตัวเป็นใหญ่บนภูเขานางแอ่นแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน
เดินเล่นอยู่บนเขาครึ่งวัน ไม่เจออะไรเลย จางจิ้งจึงหมดความตั้งใจที่จะค้นหา ในใจคาดว่าลูกน้องพวกนั้นก็คงจะค้นหาอยู่ไม่นานก็หาที่หลบแล้ว
ด้วยความขี้เกียจของพวกเขา จางจิ้งมองออกนานแล้ว
“ฟุ่บ”
ดาบยาวหลุดจากมือ พุ่งตรงไปยังกระต่ายป่าตัวหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า
จางจิ้งเดินเข้าไปดึงดาบขึ้นมา กระต่ายป่าบนพื้นยังคงกระตุกอยู่เล็กน้อย
เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาชั่งดู รู้สึกว่าน่าจะหนักประมาณสามชั่งกว่า เพียงพอสำหรับมื้อกลางวันนี้แล้ว
จางจิ้งกลางวันนี้ก็ไม่คิดจะกลับแล้ว ตั้งใจจะหาถ้ำสักแห่งย่างกระต่ายตัวนี้กิน
บนภูเขาก็มีแต่รอยแยกและถ้ำมากมาย ถ้าจะซ่อนคนสักสองสามคนก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
ดังนั้นจางจิ้งเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
โค่นต้นไม้แห้งต้นหนึ่งมาทำฟืน
เพียงไม่กี่ครั้งก็ลอกหนังกกระต่ายป่าออกมาได้ ดมดูแล้วก็ค่อนข้างคาว
ควันที่ปากถ้ำลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว นำกระต่ายป่าไปย่างบนไฟ ย่างจนน้ำมันหยดติ๋ง ๆ จางจิ้งดมดูแล้วก็หยิบเกลือออกมาจากอกเสื้อโรยลงไป
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว
“แกรก” ในถ้ำพลันมีเสียงดังขึ้น
จางจิ้งลุกขึ้นยืนทันที ชักดาบออกจากหลังแล้วถือไว้ในมือ
ก้าวเท้าเบา ๆ เดินเข้าไปข้างใน ในถ้ำเงียบสงัด
“ใครอยู่ในนั้น ออกมา” จางจิ้งตะโกนเสียงเบา
อากาศเหมือนหยุดนิ่งไปสองสามวินาที แล้วจึงมีเสียงเหมือนผู้หญิงดังขึ้น
“คุณ คุณชายอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้”
พูดจบก็มีคนเดินออกมาจากข้างในอย่างขลาดกลัว
หน้าตาสะอาดสะอ้าน สวมชุดผู้ชาย แต่จากรูปร่างยังพอมองออกว่าเป็นผู้หญิง
“เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?” จางจิ้งจ้องมองนางเขม็ง
คนผู้นั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่กล้ามองจางจิ้ง
“บ่าวแซ่จ้าว เดิมทีติดตามขบวนสินค้าของท่านลุงไปเที่ยวชมโลกกว้างที่แคว้นเจิ้ง ไม่คาดคิดว่าเมื่อวันก่อนจะพบกับกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่ง เห็นคนก็ฆ่า แม้แต่ท่านลุงก็โชคร้ายเสียชีวิต”
“โชคดีที่บ่าวปลอมตัวเป็นชาย ประกอบกับคนคุ้มกันของบ้านสู้ตายจึงช่วยให้บ่าวรอดชีวิตมาได้”
พูดไปพูดมานัยน์ตาทั้งสองข้างของหญิงสาวแซ่จ้าวก็เริ่มมีน้ำตาคลอ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
จางจิ้งได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่เคร่งขรึมก็ผ่อนคลายลง ดูเหมือนจะลดความระแวดระวังลงไปบ้าง
หญิงสาวเงยหน้ามองจางจิ้งแวบหนึ่ง เช็ดน้ำตา ใบหน้าแดงก่ำ
“ทำให้คุณชายหัวเราะเยาะแล้ว”
จางจิ้งเกาหัว รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจผิดคุณหนูไปแล้ว ข้ายังนึกว่าเป็นโจรบนเขานี้เสียอีก ที่จริงแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องบาดหมางกับโจรพวกนั้น พวกมันต้องการจะปล้นเงินเดินทางของข้า ข้าจึงสู้กับพวกมัน แต่พวกมันมีคนมากกว่า ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงหาโอกาสหนีขึ้นเขามา เกรงว่าตอนนี้พวกมันยังคงตามหาข้าอยู่”
“คุณชายช่างมีวรยุทธ์สูงส่ง สามารถหนีรอดจากโจรมากมายขนาดนั้นได้” คุณหนูจ้าวพูดพลางมองจางจิ้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉☉
[จบแล้ว]