เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.67 - หาเทียบเคียงสุนัข

DND.67 - หาเทียบเคียงสุนัข

DND.67 - หาเทียบเคียงสุนัข


ไม่กี่วันหลังซือหยูจากไป แม่ชีอันงดงามราวกับเทพธิดาจิ้งจอกกวาดใบไม้อยู่ในลานวัดเมืองฉิงซาน บ้านเกิดของซือหยูและเจียงซื่อฉิง

นางมองทุ่งหญ้าอันคุ้นเคยอย่างสงบพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

“พี่ซือหยู...ขอเดินทางปลอดภัยนะ”

นางกวาดลานวัดต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ

หลายวันผ่านพ้นไปตามปกติ มีสตรีมากหน้าหลายตาเข้ามายังที่พักของแม่ชี สตรีเหล่านั้นคือคนที่องค์ชายสามส่งมาปกป้องเจียงซื่อฉิงจากผู้ที่หลงกับความงดงามของนาง

ความงดงามเปรียบดั่งคำสาป...แม้ในที่ของแม่ชี

ในวังหลวง องค์ชายสามกำลังจัดแจงเรื่องบัลลังก์ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเบาใจ เขาถอนหายใจยาว

“ซือหยู...ความโชคดีที่สุดในชีวิตข้าคือการได้พบเจ้า เจ้าให้แคว้นนี้แก่ข้า”

“โปรดเดินทางปลอดภัย...สหายหนึ่งเดียวแห่งข้า”

องค์ชายสามหัวเราะ แม้จะมีแคว้นทั้งแคว้นในมือแต่กลับรู้สึกเดียวดายอย่างยากจะเอ่ย

...

ห่างไกลจากแคว้นเฟิงหลิน

ฟึ่บ--

ฉิวชางเจี้ยนชี้ไปยังกลางอากาศ เกิดระลอกพลังงานตรงพื้นที่รกร้างข้างหน้า หลุมทมิฬจากกลางอากาศปรากฏขึ้นเป็นรูปของประตู

“เข้ามา”

ฉิวชางเจี้ยนเดินเข้าไป

ซือหยูและเซี่ยจิงหยูเดินผ่านประตู ตาพวกเขาเป็นประกาย

เขาเจอกับภาพหมู่มวลปักษาขับร้องบทเพลงและทุ่งบุพผาล้อมรอบ

คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหลงใหลในสวนของตน พวกเขาต่างเป็นชาวสวนอ่อนเยาว์

เพียงแต่ว่าแต่ละคนมีพลังระดับหกขึ้นไป!

พลังเช่นนี้ในโลกมนุษย์นับว่าเป็นอสูร

แต่ที่นี่พวกเขาเป็นเพียงชาวไร่!

ที่ขอบฟ้าห่างไกลมีเกาะอันโอ่อ่าลอยอยู่กลางอากาศ

พื้นที่ราบหลายชั้นบนเกาะอำนวยความสะดวกแก่การเดินทาง

เกาะลอยแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยหมอก งดงามเกินกว่าจะเทียบกับขอบเขตของโลกมนุษย์

นั่นคือวิหารสวรรค์อย่างมิต้องสงสัย...และที่ที่พวกเขาอยู่แห่งนี้จะต้องเป็นวิหารมนุษย์

“โอ้...ศิษย์น้องฉิวพาศิษย์สวรรค์กลับมาสองคนงั้นรึ? ไม่เลว...รีบกลับไปรวมตัวกับศิษย์สวรรค์คนอื่นกันเถอะ”

ฟึ่บ--

เขาคือคนคุ้มกันที่อยู่รอบๆ

พลังของเขาน่ากลัวมาก...เขามิได้อ่อนแอกว่าศิษย์อสูรฉิวแน่นอน

ระดับเก้าอีกคนงั้นรึ? สมกับเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์!

พลังระดับเก้าในโลกมนุษย์นับว่าไร้เทียมทาน...แต่ในวิหารพวกเขาเป็นเพียงผู้คุ้มกันลับ!

“เอ๋อ...ถึงวันยืนยามแล้วเหรอ ศิษย์พี่ชาง”

ฉิวชางเจี้ยนมีสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่ชาง เขาหัวเราะอย่างอบอุ่นก่อนจะจริงจัง

“ศิษย์พี่ชาง นำทางพวกเขาไปโถงศิษย์สวรรค์ ข้าจะไปรายงานท่านอาจารย์...สถาการณ์เร่งด่วนนัก”

ศิษย์พี่ชางพยักหน้าและไม่ถามอะไรต่อ เขาเรียกอีกคนมายืนยามแทนและพาซือหยูกับเซี่ยจิงหยูไปยังวิหารสวรรค์

“ศิษย์พี่ชาง หน้าที่พาคนเข้าสู่วิหารมิใช่หน้าที่หลักของศิษย์พี่ฉิวหรอกหรือ?”

ซือหยูสับสน ดูเหมือนฉิวชางเจี้ยนจะมีภารกิจอื่นต้องทำและกังวลที่จะรายงานกับอาจารย์

ศิษย์พี่ชางเป็นคนสบายๆ ดูจากรอยยิ้มของเขา

“ใช่ เขามีภารกิจในเมืองหลวง พาพวกเจ้ากลับมาระหว่างทางด้วยนับเป็นของแถม”

ระหว่างทางงั้นรึ? ซือหยูและเซี่ยจิงหยูมองหน้ากัน หากฉิวชางเจี้ยนมิได้มายังเมืองหลวง ซือหยูคงต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า

ฉิวชางเจี้ยนสีหน้าหม่นหมองเป็นกังวล ซือหยูมิอาจจินตนาการได้ว่าเรื่องที่เกินมันฉุกเฉินเพียงใด ผู้มีพลังระดับเก้าจึงกังวลเช่นนี้...แต่เขาก็ไม่กล้าถาม

ไม่นานพวกเขาก็ถึงโถงศิษย์สวรรค์

มีคนหนุ่มสามคนในโถงอันว่างเปล่า

เซี่ยจิงหยูหยุดนิ้งไปชั่วครู่

“ศิษย์พี่ชาง คนพวกนี้เหมือนกับเราที่เป็นศิษย์สวรรค์คนใหม่ใช่หรือไม่? ทำไมข้าไม่พบพวกเขาในงานประชุมศักดิ์สิทธิ์?”

ศิษย์พี่ชางกระพริบตา

“ศิษย์น้องฉิวมิได้บอกเจ้ารึ?์ งานประชุมศักดิ์สิทธิ์จัดขึ้นพันธมิตรเก้าแคว้น”

พันธมิตรเก้าแคว้น? ทั้งซือหยูและเซี่ยจิงหยูตัวแข็งทื่อ พวกเขาแทบจะจำไม่ได้ว่าแคว้นเฟิงหลินเป็นพันธมิตรกับแคว้นทั้งแปดโดยรอบ

เซี่ยจิงหยูรู้ดีกว่าซือหยูที่มิใช่คนจากโลกนี้ เขาเข้าใจหลังจากที่เซี่ยจิงหยูอธิบายเพิ่มเติม

พันธิมิตรเก้าแคว้นนั้นต่อสู้กับแคว้นเฟิงหวง ในทางอำนาจ...แคว้นเฟิงหวงนั้นมีพื้นที่มากกว่าพันธิมิตรเก้าแคว้นรวมกันเสียอีก!

ดังนั้นพันธิมิตรเก้าแคว้นจึงเกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านแคว้นเฟิงหวงอันยิ่งใหญ่

ซือหยูใจสั่นเมื่อจินตนาการถึงโลกที่มีสิบแคว้นนี้

พื้นที่ของแคว้นเฟิงหลินเทียบเท่าแผ่นดินจีนในอดีต หากเก้าแคว้นรวมกันมันจะไม่เท่าจีนแผ่นดินใหญ่รึ?

และถ้าเพิ่มเฟิงหวงเข้าไป เฟิงหวงที่ใหญ่กว่าเก้าแคว้นรวมกัน….

ทวีปเฉินยี่นี้ใหญ่เท่าใดกัน?

ดยุคเซี่ยนหยูเคยบอกว่าแคว้นเฟิงหวงถูกปกครองจากหุบเขาเฟิงหวงและตัวตนของหุบเขาเฟิงหวงนับเป็นสิ่งต้องห้าม...เขายังบอกอีกว่าอำนาจของมันมหาศาลนัก

ในตอนนี้...การได้พบเซี่ยนเอ๋ออีกครั้งนั้นยากเกินกว่าที่ซือหยูจะจินตนาการได้!

หลังจากนิ่งงันอยู่นาน ซือหยูก็ฟื้นตัวกลับและฟังคำอธิบายจากศิษย์พี่ชางต่อไป

วิหารจะดำเนินงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละแคว้นพันธิมิตรทั้งเก้าทุกปี

ผู้รับใช้ทั้งเก้าในวิหารนั้นทำหน้าที่ดูแลแต่ละแคว้น เช่นผู้รับใช้เพลิงที่ดูแลงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ในแคว้นเฟิงหลิน

วิหารศักดิ์สิทธิ์จะปกป้องพันธิมิตรเก้าแคว้นจากผู้รุกรานแลกกับตัวอัจฉริยะจากทั้งเก้าแคว้น...และนำมาเป็นศิษย์วิหาร

ดังนั้นที่โถงศิษย์สวรรค์แห่งนี้จะมีอัจฉริยะจากแคว้นอื่นที่มีสิทธิ์เข้าสู่วิหารสวรรค์เช่นกัน

นอกจากอัจฉริยะสวรรค์เหล่านี้ ยังมีอีกกลุ่มคนที่สามารถเข้าไปยังวิหารสวรรค์

นั่นคือกลุ่มคนที่อยู่ในวิหารมนุษย์ที่ได้ฎีกาสวรรค์...แต่นับว่าหายาก

ตัวตนของซือหยูและเซี่ยจิงหยูได้เรียกความสนใจกับหลายต่อหลายคน

หรือจะพูดให้ชัดก็คือ...ความงามของเซี่ยจิงหยูได้เรียกร้องความสนใจจากหลายต่อหลายคน

ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตน สตรีนับว่าเป็นส่วนน้อย...สตรีที่งดงามยิ่งหายาก เซี่ยจิงหยูนับว่าเป็นบุพผาแดงท่ามกลางใบไม้เขียว ความงดงามของนางยากผู้ใดเทียบ

สามคนที่อยู่ในโถง หนึ่งคนเย็นชา อีกคนเชื่องช้าเฉยเมย และอีกคนกำลังก้าวเข้ามา

เขาเป็นหนุ่มรูปงานอายุ 16 ปี เขาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มและประสานมือให้ซือหยูและเซี่ยจิงหยู

“ข้าเฟิงห่าวจากแคว้นหลูหลี่ อยากจะดูว่าพวกเจ้ามาจากที่ใดกัน? เราจะต้องอยู่ด้วยอันในอนาคต...ข้าหวังว่าเราจะเกื้อกูลต่อกัน”

เขาจับจ้องไปยังเซี่ยจิงหยูตอนที่พูดว่า ‘เรา’

เซี่ยจิงหยูไม่ตอบ นางถอยหลังครึ่งก้าวและมองซือหยู

“แคว้นเฟิงหลิน ซือหยู นางคือสหายข้า เซี่ยจิงหยู ขอฝากตัวด้วย”

ซือหยูตอบอย่างสุขุม

เฟิงห่าวขมวดคิ้ว สาวน้อยดูเหมือนจะชื่นชมซือหยูไม่น้อย...หรือพวกเขาจะเป็นคู่รัก?

ความงดงามเช่นนี้นับว่าสูญเปล่าหากเทียบกับซือหยู เฟิงห่าวขยะแขยงซือหยูเล็กน้อย

เฟิงห่าวมีพลังระดับหกขั้นสูง ซือหยูมีพลังระดับห้าขั้นสูง ใครก็บอกได้ว่าเฟิงห่าวมีอนาคตอันสดใสยิ่งกว่า

แต่ใจร้อนไปก็ไม่ได้อะไร เฟิงห่าวอดทนรอ หากเวลาผ่านไปเซี่ยจิงหยูจะต้องเห็นความต่างระหว่างเขากับซือหยูแน่นอน

“ถ้ามาครบแล้ว...ตามข้ามา เราจะรับพวกเจ้าเข้าที่พัก”

ชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมดำก้าวมาข้างหน้า เขาสีหน้าเย็นชาเข้มงวด แกร่งยิ่งกว่าฉิวชางเจี้ยนและศิษย์พี่ชาง

ศิษย์พี่ชางมองอย่างนับถือ

“ศิษย์น้องซือ ศิษย์น้องเซี่ย พวกเจ้าจะต้องทำตามศิษย์พี่จ้าว กฎแห่งวิหารสวรรค์นั้นเข้มงวดและห้ามฝ่าฝืน เขาคือผู้ติดตามคนแรกของราชันย์สวรรค์และรับหน้าที่จัดการวิหารสวรรค์ จงจำไว้ว่าห้ามโต้แย้งเขา”

เขาเตือนอย่างอ่อนโยน

ซือหยูและเซี่ยจิงหยูมองอย่างนับถือ ผู้ติดตามคนแรกของราชันย์ศักดิ์สิทธิ์! พลังของเขาช่างยากเกินประมาณ

ทุกคนตามศิษย์พี่จ้าวออกจากโถงศิษย์สวรรค์ไปยังส่วนที่พัก มีทั้งหมดสี่ห้องและมีลานฝึกของตัวเอง มีพืชหายากหลายชนิดที่มีพลังวิญญาณเข้มข้น เป็นการดีอย่างยิ่งที่จะบ่มเพาะพลัง

“นี่คือที่พักของพวกเจ้าทั้งห้า เรามีเพียงสี่ห้อง คนที่เกินหนึ่งคนจะต้องแบ่งห้องร่วมกับหนึ่งคน...แล้วแต่พวกเจ้าจะตัดสินใจ”

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ--

ซือหยู เฟิงห่าว และคนอื่นรวดเร็วและยึดห้องของตัวเอง

เซี่ยจิงหยูเขินอายมิกล้าแข่งขันชิงห้อง นางจึงเป็นคนที่เหลือ

เฟิงห่าวยิ้ม

“แม่นางเซี่ย หากไม่ถือ เราแบ่งห้องร่วมกันได้ ในห้องมีสองส่วน พอสำหรับเราทั้งคู่”

เซี่ยจิงหยูเลิกคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความขยะแขยง นางจะแบ่งห้องร่วมกับบุรุษแปลกหน้าได้อย่างไร?

“จิงหยู เจ้าอยากได้ฝั่งซ้ายหรือขวา?”

ซือหยูตรวจสอบห้องของตน เขายืนถามความเห็นนางที่ประตู

เซี่ยจิงหยูยิ้มออกและรีบเข้าห้องซือหยู นางบินราวกับผีเสื้อ

“ข้าขอฝั่งขวา”

นางมิลังเลที่จะอยู่ร่วมหอกับซือหยูเพราะซือหยูทำให้นางรู้สึกสงบใจอยู่เสมอ นางมิได้กังวลว่าซือหยูจะคิดร้ายแม้แต่น้อย

เฟิงห่าวหน้าถอดสี

เซี่ยจิงหยูขยะแขยงเขาแต่กลับยอมรับซือหยูอย่างรวดเร็ว

ความพร้อมยอมรับซือหยูของนางทำให้เฟิงห่าวไม่พอใจ ซือหยูดีกว่าเขาที่ใดกัน? นางมิได้เข้าใจหรือว่าในเส้นทางนี้พลังคือทุกสิ่ง? แม้นางจะเจอซือหยูมาก่อน...นางก็มิควรจะปฏิเสธเฟิงห่าวเช่นนี้

“ดีล่ะ ตอนนี้พวกเราจะไปเอาอาหารและน้ำ มีเวลารับอาหารชัดเจน ใครที่ช้าจะมิได้สิ่งใด”

ศิษย์พี่จ้าวเดินนำอย่างเย็นชา

ไม่นานพวกเขาก็ถึงโถงกว้าง จานอาหารด้านในโถงมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แม้ได้กลิ่นก็ดูเหมือนจะเพิ่มพลังของพวกเขาได้

“ทุกจานในวิหารสวรรค์ปรุงจากสมบัติสวรรค์และโลก เป็นผลดีต่อการบ่มเพาะพลัง...หากพวกเจ้ามีโอกาส”

ศิษย์พี่จ้าวเดินจากไป ทิ้งทั้งห้าคนเอาไว้ในโถง

หากมีโอกาสงั้นรึ? ตอนที่กินจะต้องใช้โอกาสอะไรกัน?

ไม่นานเมื่อได้อาหาร ซือหยูก็ตกตะลึง

ซือหยูได้แครอทดอง เซี่ยจิงหยูได้ขนมปังแห้งกรัง และเฟิงห่าวได้เพียงของเหลือ

อาหารนี่แย่กว่าปกติมาก แย่กว่าที่ครอบครัวบนโลกมนุษย์กินกันเสียอีก ราวกับอาหารของขอทาน

ที่ไม่น่าเชื่อกว่านั้นก็คือสุนัขที่นั่งอยู่ตรงประตู จานอาหารของมันมีอาหารที่ทำจากวัตถุดิบชั้นยอด

อาหารของพวกเขานั้นคือสิ่งที่วิหารสวรรค์เจียดมาให้ แต่พวกเขากลับให้อาหารชั้นยอดกับสุนัข...นี่มัน….

เฟิงห่าวไม่พอใจ

“เกินไปแล้ว! เราเป็นผู้ติดตามที่มาใหม่ แต่อาหารพวกเราแย่ยิ่งกว่าสุนัข!”

“เจ้าจะตะโกนเพื่อสิ่งใด? หากเจ้าอยากได้ดีกว่านี้ก็ไปเอามาสิ!”

ศิษย์พี่ที่เดินเคี้ยวขนมเดินผ่านมาพร้อมกับตะโกนใส่อย่างไม่พอใจ

อาหารที่ทำจากสมบัติวัตถุดิบพิเศษนั้นมีจำกัดสิบเอ็ดจานต่อวัน

สิบจานถูกบริการให้กับศิษย์สวรรค์ที่แกร่งที่สุดสิบคน...และอีกจานเป็นของสุนัข

ความหมายแจ่มชัด...หากอยากได้อาหารที่ดี...จงเป็นหนึ่งในสิบ มิเช่นนั้นจะได้กินแย่ยิ่งกว่าสุนัข

ความอัปยศเช่นนี้ใช้ได้ดีในการจูงใจผู้คน

พวกเขา...ผู้ชนะไร้เทียมทานในแคว้น และตอนนี้ยังเป็นคนในวิหารสวรรค์...จะยอมรับการกินอยู่ที่แย่ยิ่งกว่าสุนัขได้อย่างไร?

ในวิหารสวรรค์นี้การสังหารหรือทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บนับว่าต้องห้าม แต่กฎนี้มิได้ครอบคลุมสิ่งที่มิใช่มนุษย์

ชัดเจนแล้วว่า หากอยากจะกินดีกว่าสุนัขก็มีแค่ทางเดียว....คือการใช้หมัดของตัวเอง!

ศิษย์สวรรค์สิบอันดับแรกออกไปทางโถงแทบจะหมดแล้ว เหลือเพียงสองคนที่กำลังหยิบจานของตน อาหารของลำดับที่เก้ามีพลังมากกว่าและดีกว่าลำดับที่สิบ

ซือหยูประมานไว้ว่าถ้าหากที่กินอาหารเหล่านั้นสิบครั้งจะทำให้เขาบรรลุพลังระดับหก!

เหนือจินตนาการกว่าตอนที่อยู่ในแคว้นที่การกินสามารถทำให้เลื่อนระดับพลังได้...มีเพียงวิหารเท่านั้นที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้

เฟิงห่าวแววตาหม่นหมอง เขาก้าวยาวไปข้าวหน้าและยิ้ม

“ศิษย์น้องเซี่ย รอสักครู่ ให้ศิษย์พี่ไปเอาอาหารมาให้เจ้า!”

เซี่ยจิงหยูขมวดคิ้ว นางไม่มีโอกาสจะได้ปฏิเสธด้วยซ้ำก่อนที่เฟิงห่าวจะก้าวออกไป

ศิษย์สวรรค์ลำดับสิบนั้นเป็นสาวน้อยวัยเยาว์ท่าทางสงบเสงี่ยม นางมีพลังระดับหกขั้นกลางเช่นเดียวกับเฟิงห่าว

นางเพิ่งจะกลับจากบ้านเกิดและต้องเฝ้ายามกลางคืนสองวัน

Banshee

ติชมให้กำลังใจ กดไลค์แฟนเพจมาคุยกันได้เลยจ้าาา

จบบทที่ DND.67 - หาเทียบเคียงสุนัข

คัดลอกลิงก์แล้ว