เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ข้าจะอยู่ห่างๆ นางเมื่อพบกัน

บทที่ 37 ข้าจะอยู่ห่างๆ นางเมื่อพบกัน

บทที่ 37 ข้าจะอยู่ห่างๆ นางเมื่อพบกัน


บทที่ 37 ข้าจะอยู่ห่างๆ นางเมื่อพบกัน

เนื่องจากหมอหลินไม่มีสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับการรักษา หลี่มู่หยางจึงต้องไปหาซื้อเอง

หลังจากส่งหมอหลินกลับไปแล้ว หลี่มู่หยางก้มลงมองถุงเงินของตน

คราวนี้ หลี่เยว่ฉานได้นำทองคำยี่สิบตำลึงมาจากบ้าน

จำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับคนทั่วไป แม้แต่ตระกูลหลี่เองก็นับว่าเป็นทรัพย์สินก้อนโต

หากเป็นหลี่มู่หยางคนเก่า เขาคงไม่มีทางแตะต้องเงินจำนวนมากขนาดนี้ได้

แต่ดูเหมือนว่าพ่อของเจ้าของรางนี้ หลี่ต้ามู่จะไม่ได้แข็งกระด้างอย่างที่พูดไว้ และที่ยอมส่งเงินมาให้มากมายเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะกังวลใจอย่างมากต่อลูกชายที่มาบำเพ็ญเพียรในนิกายหลอมมาร

หลังจากส่งหมอหลินและฝูงชนที่มามุงดูออกไปแล้ว ด้านนอกบ้านของหลี่มู่หยางก็เหลือเพียงกวนเสี่ยวชุนกับผู้คุมงานหวัง

ผู้คุมงานหวังที่วิ่งมาทั้งทางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากก่อนจะถอนหายใจ “เสี่ยวหลี่ ไม่ต้องกังวลไป ตราบใดที่เจ้ามีเงิน การหาสมุนไพรในเมืองหยุนเซียวก็ไม่ใช่ปัญหา”

“เงินขนาดนี้ เจ้าซื้อโสมห้าร้อยปีได้สบายๆ การรักษาน้องสาวเจ้าคงไม่มีปัญหาแน่นอน”

ผู้คุมงานหวังกล่าวปลอบใจหลี่มู่หยางก่อนจะขอตัวกลับไป

ไม่ว่าอย่างไร ผู้คุมงานก็ได้แสดงความหวังดีออกมาอย่างจริงใจ

บุญคุณเช่นนี้ ควรจดจำไว้ให้ดี

ที่หน้าประตูบ้าน ขณะที่หลี่มู่หยางกำลังจะคุยกับกวนเสี่ยวชุน ก็มีแขกคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้านหลังเล็กบนภูเขา

“มู่หยาง น้องสาวเจ้าหายดีหรือยัง?”

หญิงสาวในชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนปรากฏตัวในสายตาของหลี่มู่หยาง

สีหน้าของนางดูเป็นกังวลเล็กน้อย นิ้วมือประสานกันแน่นอย่างประหม่า และในมือยังถือกล่องไม้เล็กๆ กล่องหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นยาที่นางกล่าวถึง

นางดูเหมือนจะเป็นห่วงความปลอดภัยของหลี่เยว่ฉานจริงๆ

แต่หลี่มู่หยางเพียงเหลือบตามองนางโดยไม่ใส่ใจ ว่าความห่วงใยของสตรีผู้นี้เป็นของจริงมากน้อยแค่ไหน

ก่อนอื่น เขากล่าวขอบคุณนาง เพราะสุดท้ายแล้วเป็นหนิงหว่านเอ๋อร์ที่แบกน้องสาวเขากลับมา หลังจากที่หลี่เยว่ฉานหมดสติ

จากนั้น หลี่มู่หยางจึงบอกสั้นๆ เกี่ยวกับอาการของน้องสาวตนให้หนิงหว่านเอ๋อร์ฟัง

หลังจากได้ยินเรื่องราว หนิงหว่านเอ๋อร์ก็แสดงความเป็นห่วงออกมา

“แต่พวกเราไม่มีญาติหรือเพื่อนในนิกายหลอมมารเลย แล้วจะไปหาสมุนไพรจากที่ไหนได้…”

หลี่มู่หยางพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “เยว่ฉานได้นำเงินติดตัวมาที่นิกายพอสมควร ข้ายังมีเวลา ข้าจะรีบไปซื้อสมุนไพรที่เมืองหยุนเซียวให้เร็วที่สุด”

“ข้าขอรบกวนแม่นางหนิงดูแลเยว่ฉานแทนข้าก่อนได้หรือไม่?”

น้ำเสียงและสีหน้าของหลี่มู่หยางเป็นไปตามธรรมชาติ ราวกับว่าหนิงหว่านเอ๋อร์เป็นเพียงสหายคนหนึ่ง

ท่าทีเช่นนี้ทำให้หนิงหว่านเอ๋อร์กระพริบตาเล็กน้อย

คุณชายโง่เขลาตระกูลหลี่… ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจริงๆ

หรือว่า หลังจากใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมาสามเดือน เขาจะเติบโตขึ้นแล้ว?

หนิงหว่านเอ๋อร์แปลกใจที่เห็นหลี่มู่หยางสงบนิ่งต่อหน้านางเป็นครั้งแรก

นางเคยคิดว่าสิ่งที่หลี่เยว่ฉานพูดเป็นแค่เรื่องโกหก ว่าพี่ชายของนางไม่สนใจตนอีกต่อไป… ตอนแรกนางยังคิดว่านั่นเป็นเพียงกลยุทธ์ ‘เล่นตัว’

นางได้เห็นความเฉลียวฉลาดของเด็กสาวตระกูลหลี่มาหลายครั้ง

แต่ตอนนี้ นางเข้าใจแล้วว่า หลี่เยว่ฉานไม่ได้โกหก คุณชายโง่เขลาตระกูลหลี่ เปลี่ยนไปจริงๆ

ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของนางในเสี้ยววินาที แต่หนิงหว่านเอ๋อร์ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ปล่อยให้เยว่ฉานอยู่กับข้าเถอะ มู่หยาง เจ้ารีบไปเมืองเถอะ ท่าเรือเรือเหาะจะปิดตอนยามกุน (21.00-22.00 น.) ถ้าเจ้าไปตอนนี้ก็ยังทัน”

เมื่อเห็นว่าหนิงหว่านเอ๋อร์ยินดีดูแลหลี่เยว่ฉาน หลี่มู่หยางก็รู้สึกเบาใจ

เดิมที เขาตั้งใจจะขอให้กวนเสี่ยวชุนช่วยดูแลแทน

ชายหนุ่มจากชายแดนผู้ซื่อตรงคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา และเป็นคนที่ไว้ใจได้

แต่เมื่อหนิงหว่านเอ๋อร์เสนอตัว เขาก็ให้กวนเสี่ยวชุนพาเขาไปที่ท่าเรือเหาะทันที

หลี่มู่หยางไม่เคยไปเมืองหยุนเซียวมาก่อน ดังนั้นการมีคนนำทางย่อมสะดวกกว่า

กวนเสี่ยวชุน หนุ่มผู้มุ่งมั่นจากชายแดน เป็นผู้ฝึกเพาะปลูกจิตวิญญาณอย่างขยันขันแข็ง ผลผลิตข้าวจิตวิญญาณของเขาถือว่าดีที่สุดในบรรดาชาวเพาะปลูกในนิกายนอก

บางครั้ง หากโชคดี เขาสามารถปลูกข้าวจิตวิญญาณเกรดกลางได้

ด้วยผลกำไรจากการเพาะปลูก กวนเสี่ยวชุนสามารถซื้อไอเท็มเสริมพลังการบำเพ็ญเพียรในตลาดของนิกายนอก และยังสะสมของหายากไว้เพื่อนำไปขายในเมืองหยุนเซียวในช่วงที่นิกายเปิดรับศิษย์ใหม่

ทำให้ความก้าวหน้าด้านการบำเพ็ญเพียรของเขานำหน้าศิษย์นิกายนอกคนอื่นไปหลายก้าว

เด็กหนุ่มคนนี้มีหัวคิดด้านเศรษฐศาสตร์ดี ขยัน และมีความรู้รอบตัว

การมีเขานำทาง ทำให้หลี่มู่หยางประหยัดแรงไปได้มาก

หลังจากลงจากภูเขา สองคนก็ตรงไปยังท่าเรือเหาะทันที

ยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือเหาะขนาดมหึมา หลี่มู่หยางและกวนเสี่ยวชุนสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นจากยอดเขา

เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กระจายตัวทั่วท้องฟ้า กวนเสี่ยวชุนพูดขึ้น

“ในเมืองหยุนเซียวมีร้านขายยามากมาย ข้าเคยไปขายของที่นั่นเมื่อปีที่แล้วและปีนี้ เลยพอมีข้อมูลอยู่บ้าง...”

กวนเสี่ยวชุนอธิบายอย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับธุรกิจสมุนไพรในเมืองหยุนเซียวให้หลี่มู่หยางฟัง เล่าว่าพ่อค้าคนไหนโลภมาก ใครใจดี หรือร้านไหนชอบขายสมุนไพรปลอม...

เขาเล่าทุกอย่างออกมาโดยไม่ปิดบัง

หลี่มู่หยางฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าเคร่งขรึม

กวนเสี่ยวชุนพูดอยู่ยี่สิบนาทีเต็ม ก่อนจะบอกข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้

เด็กหนุ่มคนนี้มีความรู้ดีจริงๆ ให้รายละเอียดครบถ้วน

แต่เมื่อพูดเรื่องร้านขายยาเสร็จ สองคนก็ตกอยู่ในความเงียบ

หลี่มู่หยางยืนสงบอยู่บนดาดฟ้า มองก้อนเมฆลอยผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ช่วงที่หลี่เยว่ฉานผู้บาดเจ็บสาหัสถูกพามาหาเขา จนถึงการจัดการทุกอย่าง และตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปเมืองหยุนเซียวเพื่อซื้อสมุนไพร สีหน้าของหลี่มู่หยางก็เย็นชา ไม่มีอารมณ์แสดงออกใดๆ

เหมือนกับว่าเขาไม่แยแสต่อความเป็นความตายของน้องสาวเลยแม้แต่น้อย

กวนเสี่ยวชุนเห็นดังนั้นก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

บนเรือเหาะเต็มไปด้วยเสียงจอแจของศิษย์นิกายนอกที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหยุนเซียว

พวกเขาทั้งหมดต่างหลงระเริงอยู่ในความหรูหราและความสนุกสนานของเมืองใหญ่นั้น ใช้เวลาสามวันสุดท้ายไปกับการเฉลิมฉลอง

ในนิกายมารแห่งนี้ เรื่องของศิษย์สายตรงที่ฆ่าคนกลางถนนจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่าสิบคน ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใดๆ แม้แต่น้อย ไม่มีใครสนใจ และไม่มีใครใส่ใจ

แม้แต่ศิษย์นิกายนอกที่รู้เรื่องนี้ ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ—ช่างโชคร้ายเสียจริง

นี่คือหนทางของพวกมาร

แต่...

หลี่มู่หยางที่เป็นผู้ข้ามภพมาที่นี่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน

เขาหันไปมองกวนเสี่ยวชุนที่อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถาม

“ศิษย์พี่ฉินไห่อี ที่เจ้าเคยพูดถึง... เจ้าเล่าเรื่องของนางให้ข้าฟังเพิ่มหน่อยได้หรือไม่?”

“ข้าต้องจำชื่อนางไว้ จะได้อยู่ให้ห่างเมื่อพบเจอ”

หลี่มู่หยางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

กวนเสี่ยวชุนที่รู้สึกอึดอัดกับความเงียบมาตลอดก็โล่งใจขึ้นทันทีเมื่อเห็นหลี่มู่หยางยอมพูด

เขาหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว

“อ๋อ ศิษย์พี่ฉินไห่อีเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโส นางมีพรสวรรค์สูงมาก สถานะของนางยังเหนือกว่าศิษย์นิกายในหลายคนเสียอีก...”

กวนเสี่ยวชุนบอกข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้แก่หลี่มู่หยางอย่างละเอียด

เขาไม่ได้กังวลว่าหลี่มู่หยางจะคิดล้างแค้นฉินไห่อีหลังจากรู้เรื่องราว

เพราะศิษย์รับใช้นิกายนอกในระดับหลอมปราณ คิดจะไปล้างแค้นศิษย์สายตรง?

ถ้าคำพูดนี้แพร่ออกไปคงกลายเป็นเรื่องตลกที่สุดในนิกายหลอมมารแน่

หลี่มู่หยางฟังเรื่องราวของกวนเสี่ยวชุนด้วยสีหน้าสงบ ยอมรับความเป็นจริงอันโหดร้ายที่คนในครอบครัวของตนถูกทำร้าย

เขาดูเย็นชาไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของนิกายมาร

เมื่อกวนเสี่ยวชุนพูดจบ หลี่มู่หยางก็ค่อยๆ พยักหน้า

“ชื่อของนางคือฉินไห่อี บ้านเกิดอยู่ที่เมืองเทียนเจียว เป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสฉีรุ่ยแห่งนิกายหลอมมาร ว่ากันว่าเคยสร้างแกนทองคำได้ตั้งแต่อายุสิบเก้า...”

“เข้าใจแล้ว”

หลี่มู่หยางสรุปข้อมูลเกี่ยวกับศิษย์พี่หญิงฉินอย่างแม่นยำก่อนจะพยักหน้า

“ขอบใจมาก เสี่ยวชุน ข้าจะอยู่ให้ห่างจากนางหากมีโอกาศได้พบเจอ”

จบบทที่ บทที่ 37 ข้าจะอยู่ห่างๆ นางเมื่อพบกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว