- หน้าแรก
- มหาสงครามจักรกล หมัดผ่าสวรรค์
- บทที่ 1 [หลี่อี้]
บทที่ 1 [หลี่อี้]
บทที่ 1 [หลี่อี้]
บทที่ 1 [หลี่อี้]
ปี 2198
สหพันธ์พิทักษ์ดารา
ฐานที่ 11 ดาวอังคาร
…
“ผู้สมัครหลี่อี้ บอกเหตุผลที่คุณอยากเป็นนักขับจักรกลมาสิ”
“เพราะว่ามันทำเงินได้เยอะครับ และยังได้เป็นผู้ใช้วิวัฒน์ด้วย”
หลินกั๋วเทาเคาะโต๊ะเบาๆ สายตาหนึ่งมองประวัติฉบับละเอียดที่เอไอส่งมา อีกสายตาหนึ่งก็พิจารณาเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหมดจดตรงหน้า
ผลการประเมินห้ารอบแรกยอดเยี่ยม สภาพร่างกายผ่านเกณฑ์ ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย
แถมยังมาจากชนชั้นทมิฬ รายได้ต่ำ นั่นก็หมายความว่ามีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเอง
โดยรวมแล้วถือว่าเป็นต้นกล้าที่ดี
เพียงแต่…
ระดับความเข้ากันได้กับจักรกลต่ำมาก
นั่นหมายความว่าเขาไม่สามารถขับจักรกลส่วนใหญ่ได้ ทำได้แค่ขับจักรกลเฉพาะกลุ่มหรือจักรกลหายากเท่านั้น
พูดอีกอย่างคือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทรัพยากรในการฝึกฝนจะสูญเปล่า
แต่การจะปฏิเสธใครสักคนด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ก็ไม่ใช่สไตล์ของหลินกั๋วเทา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากว่า
“ผลการประเมินโดยรวมของคุณในฐานที่ 31 ถือว่าไม่เลว แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสุดยอด แถมระดับความเข้ากันได้ที่ต่ำก็ทำให้คุณค่าของคุณลดลงไปอีก”
“เราไม่ใช่การกุศล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้มนุษยธรรม”
“ตอนนี้ผมจะให้โอกาสคุณชี้แจงเหตุผล ถ้าคุณพูดจนผมประทับใจได้ ผมจะเก็บโควต้าขึ้นยานไว้ให้คุณหนึ่งที่”
กรรมการสัมภาษณ์หลายคนที่นั่งข้างๆ หลินกั๋วเทาแม้จะประหลาดใจว่าทำไมไม่ปฏิเสธไปตรงๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะตำแหน่งของหลินกั๋วเทานั้นชัดเจนอยู่แล้ว
หลี่อี้กล่าวว่า
“ทักษะการต่อสู้ของผมแข็งแกร่งมาก ขอแค่มีจักรกลให้ขับ ผมสามารถทำให้จักรกลมีพลังเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว”
“เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว?”
กรรมการสัมภาษณ์คนหนึ่งเผลอหัวเราะออกมา “การเสริมพลังให้จักรกลด้วยทักษะการต่อสู้ การเพิ่มพลังได้หนึ่งเท่าตัวนั่นมันระดับแนวหน้าแล้วนะ คุณแน่ใจเหรอว่ามีฝีมือขนาดนั้น?”
“ผมแสดงให้ดูได้ครับ”
หลี่อี้ตอบอย่างใจเย็น
กรรมการอีกคนพลิกดูประวัติฉบับละเอียดบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้ว
“ในประวัติของคุณไม่เคยมีบันทึกการใช้บริการลานประลองหรือสำนักยุทธ์เลย แล้วไปเรียนทักษะการต่อสู้มาจากไหน? รู้ไหมว่าการหลอกลวงกรรมการสัมภาษณ์ หากพฤติการณ์รุนแรง จะถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต!”
เมื่อพูดถึงคำท้ายๆ เสียงของเขาก็ดังกึกก้องขึ้นเรื่อยๆ
จนน้ำในแก้วบนโต๊ะสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
นี่คือทักษะข่มขวัญชนิดหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ มันกลับไม่มีผลต่อหลี่อี้เลย
เห็นว่าหลี่อี้ยิ้มเล็กน้อย
“ตอนนี้โลกเสมือนจริงมันพัฒนาไปไกลขนาดนี้แล้ว ผมจะเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์พวกนี้มันก็สมเหตุสมผลไม่ใช่เหรอครับ? อีกอย่าง จะจริงหรือหลอก รอผมแสดงให้ดูแล้วพวกอาจารย์ค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนี่ครับ ใช่ไหม?”
กรรมการที่ใช้ทักษะข่มขวัญมองหลี่อี้อย่างลึกซึ้งแล้วเอ่ยชมเบาๆ
“ความต้านทานทางจิตใจไม่เลว ในสายตาผมคุณค่าในการประเมินของคุณสูงขึ้นแล้ว แต่ยังไม่พอ แล้วทักษะการต่อสู้ของคุณล่ะ เตรียมจะแสดงให้ดูยังไง?”
หลินกั๋วเทาในตอนนั้นยิ้มจางๆ
“โหลวเฉิง ในเมื่อคุณประเมินค่าผู้สมัครคนนี้สูงขึ้นแล้ว งั้นก็ให้คุณไปลองฝีมือกับเขาสักสองกระบวนท่าเป็นไง?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่แทบจะไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธของหลินกั๋วเทา โหลวเฉิงก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงทันที
“ก็ได้ครับ ยังไงก็ยังพอมีเวลาก่อนจะหมดเวลาสัมภาษณ์”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่งด้านซ้าย สะบัดเสื้อนอกหนังแท้สีดำสนิทออกอย่างไม่ไยดี ร่างทั้งร่างของเขาดูราวกับหมีป่ายืนตระหง่านอยู่หน้าหลี่อี้ ก้มหน้ามองหลี่อี้ที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบสองเซนติเมตร
นี่คือชายร่างสูงใหญ่กำยำสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าเซนติเมตร ใบหน้าบึกบึนไม่ค่อยยิ้มแย้มแววตาคมกริบ
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นของเหล็กและเลือด ทำให้คนไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
ขณะที่เขาเดินเข้ามาอย่างช้าๆ หลี่อี้ก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันเล็กน้อย
โหลวเฉิงถอดถุงมือ พับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นฝ่ามือหยาบกร้านราวกับแผ่นเหล็กขัดเงา แล้วหยุดยืนห่างจากหลี่อี้ห้าเมตร
จากนั้นโหลวเฉิงก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างทระนงว่า
“ผมคือนักสู้กระเรียนเหล็กขั้นสี่ โหลวเฉิง เห็นแก่ความกล้าของคุณ ผมให้โอกาสคุณเปลี่ยนใจแล้วเดินจากไปตอนนี้ได้”
“ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวหมัดมวยมันไม่มีตา ผมรับประกันไม่ได้นะว่าจะไม่เผลอพลั้งมือฆ่าคุณตาย”
หลี่อี้ไม่พูดอะไร ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โหลวเฉิง
กรรมการสองคนที่อยู่ด้านขวาสนุกกับการจิบชาและสบตากันพลางกระซิบกระซาบหัวเราะคิกคัก
“พี่ใหญ่หลินถึงกับให้โหลวเฉิงที่เป็นนักสู้ระดับแนวหน้าตัวจริงลงมือเองเลยเหรอ นี่กะจะสั่งสอนเจ้าเด็กไม่เจียมตัวที่อวดดีคนนี้ให้หลาบจำเลยสินะ?”
“ก็พี่ใหญ่หลินไม่ปฏิเสธคนที่มีระดับความเข้ากันได้ต่ำคนนี้ก็ดีถมไปแล้ว เขายังกล้าพูดพล่อยๆ ว่าจะเพิ่มพลังให้จักรกลได้หนึ่งเท่าตัวอีก?”
“จริงด้วย การเพิ่มพลังหนึ่งเท่าตัวนั่นนักขับจักรกลกี่คนก็ยังทำไม่ได้เลย เขาเป็นแค่ชนชั้นทมิฬธรรมดาๆ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสจักรกล จะมาทำได้ง่ายๆ ได้ยังไง?”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ หลินกั๋วเทาก็เคาะโต๊ะ สายตาไร้อารมณ์กวาดไปมอง กรรมการสองคนนั้นก็เงียบเสียงลงทันที
ในเวลาเดียวกัน
ในชั่วพริบตาที่ความสนใจของเหล่ากรรมการวอกแวกไปเล็กน้อย
หลี่อี้ก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน พุ่งเข้าประชิดโหลวเฉิง
หมัดแรกที่ปล่อยออกไปนั้นเร็วเสียจนแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
จากนั้น
ปัง!!!
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของกรรมการหลายคน
โหลวเฉิง นักสู้ระดับแนวหน้าร่างกายลอยละลิ่วเหมือนถุงผ้าขาดๆ กระแทกเข้ากับเสาโต๊ะเหล็กอย่างจัง เสานั้นสั่นสะเทือนรุนแรงราวกับส้อมเสียง
เมื่อครู่พวกเขายังเมินเฉยต่อหลี่อี้ แต่บัดนี้สายตากลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมถึงได้ดุเดือดขนาดนี้?
พลันสายตาก็เห็นเด็กหนุ่มร่างผอมบางเอียงคอเล็กน้อย ดูราวกับจะสงสัยว่าทำไมชายฉกรรจ์อย่างโหลวเฉิงถึงได้หมดสภาพเร็วเพียงนี้
“ขอโทษครับ ผมนึกว่าฝีมือของอาจารย์โหลวจะหลบหมัดนี้ได้สบายๆ ซะอีก ผมไม่ได้ใช้แรงเยอะขนาดนั้นจริงๆ นะครับ”
หลี่อี้เองก็รู้ตัวว่าทำให้พวกเขาทั้งหมดเสียหน้าอย่างแรง จึงรีบกล่าวขอโทษ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ กรรมการคนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก รู้สึกเหมือนโดนลูกหลงไปด้วย
แล้วก็หันไปมองโหลวเฉิงพร้อมกัน
หรือว่าโหลวเฉิงจะเป็นของปลอม?
โหลวเฉิงสังเกตเห็นสายตาของคนอื่นๆ อยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่ปอด ไอออกมาติดต่อกันหลายครั้ง
หลินกั๋วเทามองหลี่อี้อย่างพินิจพิเคราะห์อยู่หลายครั้ง
“หลี่อี้สินะ ทักษะการต่อสู้ยอดเยี่ยมจริงๆ การแสดงเมื่อครู่พิสูจน์คำพูดของคุณได้แล้ว ไม่เลว”
“ถ้าอย่างนั้น ผมได้รับคัดเลือกแล้วหรือยังครับ?”
หลี่อี้ถาม
“ใช่ คุณได้รับคัดเลือกแล้ว อีกสามวันอย่าลืมมารายงานตัวขึ้นยาน รายละเอียดและข้อกำหนดต่างๆ จะถูกส่งไปยังช่องทางการสื่อสารส่วนตัวของคุณ อย่าลืมตรวจสอบด้วยล่ะ”
หลินกั๋วเทาเผยรอยยิ้ม
“อ้อ จริงสิ หลังจากขึ้นยานแล้ว นักขับจักรกลฝึกหัดทุกคนยังมีการประลองยุทธ์อีกหนึ่งรอบ ช่วงสองสามวันนี้คุณเตรียมตัวให้ดีๆ ล่ะ ถึงตอนนั้นพยายามคว้าอันดับดีๆ มาให้ได้ ถ้าอันดับสูงพอ คุณอาจจะมีโอกาสได้เลือกจักรกลเทวะ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก สู้ๆ ล่ะ”
จักรกลเทวะ?
หลี่อี้กลั้นหายใจ
เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้สัมผัสกับจักรกลเทวะเร็วขนาดนี้
ดูท่าครั้งนี้ที่ตั้งใจเตรียมตัวสำหรับการทดสอบหลายรอบของกองเรือห้วงอวกาศลึกนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว!
มีเพียงการขับจักรกลเทวะเท่านั้น ถึงจะทำให้มนุษย์สามารถทะลวงขีดจำกัดภายใต้รังสีแห่งเทวะ ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวิวัฒนาการได้
…
หลังจากหลี่อี้จากไป โหลวเฉิงก็ฟื้นจากสภาพแกล้งตายแล้วลุกขึ้นยืน
แม้ว่าเรื่องนี้หลินกั๋วเทาจะตัดสินไปแล้วว่าเป็นเพราะทักษะการต่อสู้ของหลี่อี้ที่ยอดเยี่ยม
แต่กรรมการคนอื่นๆ ก็ยังคงสงสัยใคร่รู้ ต่างพากันพูดหยอกล้อ
“โหลวเฉิง ใบรับรองนักสู้กระเรียนเหล็กขั้นสี่ของนาย ไม่ใช่ว่าไปติดสินบนกรรมการมาหรอกนะ”
“ตดเถอะ! แน่จริงก็มาเดี่ยวกันสิ!”
“พอแล้วน่า ฝีมือของหลี่อี้เป็นของจริง พวกนายไม่จำเป็นต้องสงสัย”
หลินกั๋วเทากล่าวอย่างเรียบเฉย
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่หลิน หลังจากขึ้นยานแล้ว ตำแหน่งของหลี่อี้จะจัดสรรยังไงครับ? แล้วคำแนะนำเราควรจะเขียนว่ายังไงดี?”
กรรมการที่พูดคนนี้ มีความนัยแฝงว่าอยากจะชิงสิทธิ์ในการแนะนำตัวหลี่อี้
อย่างไรก็ตาม นั่นก็คือนักขับจักรกลฝึกหัดที่มีทักษะการต่อสู้ระดับแนวหน้าหรือสูงกว่านั้นจริงๆ ต่อให้ระดับความเข้ากันได้จะต่ำไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา
ถ้ามีศักยภาพที่จะเป็นนักขับจักรกลระดับเอซได้ ต่อให้ประเภทของจักรกลที่เข้ากันได้จะน้อย ก็ยังมีค่าพอที่จะลอง
กลับกัน นักขับจักรกลกากๆ ที่ไม่มีศักยภาพ ถึงระดับความเข้ากันได้จะสูงแล้วยังไงล่ะ?
“หลังจากขึ้นยานแล้ว ต้องผ่านการฝึกฝนหลายรอบถึงจะเริ่มจัดสรรตำแหน่ง ส่วนคำแนะนำจะส่งผลต่อการตัดสินใจของเบื้องบนได้หรือไม่ เรื่องนี้พวกนายไม่ต้องคิดมาก”
“ทุกอย่าง ก็ยังคงต้องให้คนข้างบนเป็นคนตัดสินใจ”
แม้จะเป็นเช่นนั้น ในใจของกรรมการหลายคนก็ยังคงแอบบ่นอยู่
คุณหลินกั๋วเทาไม่ใช่คนที่เบื้องบนส่งมาหรอกเหรอ?
…
หลี่อี้เดินออกจากห้องสัมภาษณ์ เดินทางออกจากที่ตั้งของกองเรือห้วงอวกาศลึก แล้วมาหยุดอยู่หน้ารางรถไฟสายนอกฐานที่ 11
เขไม่มีสิทธิ์พำนักอาศัยอย่างถูกกฎหมายในฐานที่ 11 การเดินทางต่อไปของเขาคือกลับบ้าน
แต่จะกลับยังไง ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน
จากฐานที่ 31 มาที่นี่ ระยะทางทั้งหมดสองร้อยกิโลเมตร
ระบบนิเวศระหว่างฐานยังคงเปราะบางเช่นเคย ปริมาณออกซิเจนเบาบางอย่างยิ่ง
ดังนั้นถ้าคนธรรมดาอยากจะเดินเท้ามาที่นี่ โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้
คนส่วนใหญ่เดินทางระหว่างฐานต่างๆ ด้วยรถรางของฐาน หรือเรือเหาะขนาดเล็ก
แต่หลี่อี้แตกต่างจากคนอื่น
เขามีพลังพิเศษ
เขาสามารถจับเศษเสี้ยวความทรงจำจากโลกคู่ขนานในความฝันได้
การจัดระเบียบและดูดซับเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านี้ ทำให้เขาได้รับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป
แน่นอนว่า เศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนก็เป็นเพียงประสบการณ์ชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเปลี่ยนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้
ปัจจุบันความรู้และทักษะที่เชี่ยวชาญแล้วจากการดูดซับความทรงจำคู่ขนานคือ
[ศิลปะการต่อสู้ไร้ขีดจำกัด ระดับสมบูรณ์]
[ปากัวร์ไร้ขีดจำกัด ระดับเชี่ยวชาญ]
[วิชาเพลิงปราณ ระดับชำนาญ]
[การทำสมาธิขั้นต้น ระดับชำนาญ]
[การยิงปืนทั่วไป ระดับเชี่ยวชาญ]
[การต่อสู้ด้วยอาวุธ ระดับเชี่ยวชาญ]
[การขว้างปาทั่วไป ระดับเชี่ยวชาญ]
[การติดตาม ระดับชำนาญ]
[การทำอาหารทั่วไป ระดับชำนาญ]
[องค์ความรู้ ระดับปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์]
ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องคือ
[ประสบการณ์การต่อสู้เสี่ยงตาย 23 ครั้ง]
[ประสบการณ์การสอบครั้งสำคัญ 12 ครั้ง]
[ประสบการณ์ความรัก 35 ครั้ง]
[ประสบการณ์การจัดและวางแผนโครงการสำคัญ 17 ครั้ง]
ก็ด้วยทักษะและประสบการณ์เหล่านี้แหละที่ทำให้เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ตลอดทาง จนเข้าสู่รอบสัมภาษณ์สุดท้ายของกองเรือห้วงอวกาศลึก
แน่นอนว่า อย่าเห็นว่าความรู้และทักษะเหล่านี้ดูเหมือนจะมากมาย
แต่จริงๆ แล้วมันผ่านการกรองเศษเสี้ยวความทรงจำที่น่าเบื่อส่วนใหญ่ออกไปแล้ว และต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการรวบรวมขึ้นมา
นอกจากนี้ ถ้าได้สัมผัสกับวัตถุเหนือธรรมชาตบางอย่าง ในความฝันก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับความทรงจำจากโลกคู่ขนานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุนั้นๆ
ทักษะเดียวที่เขาเชี่ยวชาญในปัจจุบันและเกี่ยวข้องกับความสามารถเหนือธรรมชาติคือ [วิชาเพลิงปราณ] ก็เป็นเช่นนี้
ดังนั้น ถ้าหลี่อี้อยากจะสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติ โอกาสเดียวในตอนนี้ก็คือจักรกลเทวะ
กลับมาที่เรื่องเดิม
ในตอนนี้
หลี่อี้กำลังรออย่างเงียบๆ
ครู่ต่อมา พื้นดินก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย
หลี่อี้หันไปมอง เห็นรถไฟรางสีแดงอ่อนขบวนหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วเกือบห้าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงราวกับกระสุน
ตูม!!!
อากาศที่เบาบางส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ในชั่วพริบตา รถไฟก็แล่นผ่านหลี่อี้ไป
หลี่อี้เริ่มเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ พอใกล้จะถึงท้ายขบวน เขาก็กระโดดขึ้นอย่างแรง
นิ้วมือขวาของเขาจับขอบประตูที่ปิดเกือบสนิทของตู้ท้ายรถไฟไว้แน่นเหมือนคีมเหล็ก ร่างกายแกว่งไกวเหมือนว่าวตามไปด้วย
นี่คือวิธีการโบกรถของเขา ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งและเทคนิคที่สมบูรณ์แบบจากการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ระดับสมบูรณ์ ทำให้เขาสามารถทำการแสดงที่น่าทึ่งนี้ได้บนดาวอังคารที่มีแรงโน้มถ่วงเพียง 0.372
ฟรี (ไม่ต้องซื้อตั๋ว) ประสิทธิภาพสูง (ไม่ต้องต่อคิวตรวจความปลอดภัย) และเป็นส่วนตัว คนธรรมดาห้ามเลียนแบบเด็ดขาด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ขณะที่รถไฟกำลังจะเข้าสู่เขตนิเวศรอบนอกของฐานที่ 31
หลี่อี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ท่ามกลางกระแสลมแรง พยายามสูดออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด แล้วจึงปล่อยมือ
ร่างที่ดูบอบบางของเขาก็พลิกตัวกลางอากาศแล้วลงสู่พื้นอย่างง่ายดาย
จากนั้น เพียงแค่เดินอีกห้านาทีก็จะถึงเขตบ้านต้นไม้
ที่เรียกว่าบ้านต้นไม้ ก็คือการใช้เทคโนโลยีการเพาะพันธุ์แบบใหม่ ดัดแปลงพืชตระกูลต้นไม้ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยได้
บริเวณรอบนอกของฐานต่างๆ บนดาวอังคาร คนว่างงานจำนวนมากต้องพึ่งพาสิ่งนี้เพื่อความอยู่รอด
แน่นอนอยู่แล้วว่าบ้านต้นไม้หลังนี้ยังเป็นของใหม่ เพิ่งจะสร้างเสร็จ จึงมีจุดบกพร่องอยู่ไม่น้อย
ถ้ามนุษย์อาศัยอยู่เป็นเวลานาน สุขภาพและอายุขัยจะลดลงอย่างมากแน่นอน
“หยุดนะ มาจากไหนกัน?!”
ไม่คิดว่าหลี่อี้เพิ่งจะกลับถึงบ้าน ก็มีอันธพาลผิวขาวผอมแห้งหลายคนทาอายแชโดว์สีควันบุหรี่ ขอบตาลึกโบ๋กระโจนออกมาจากพุ่มไม้
แต่ละคนท่าทางดุร้าย สายตาคมกริบ
แต่พอเห็นว่าเป็นหลี่อี้
“โย่ พี่อี้ กลับมาแล้วเหรอ?”
หัวโจกหน้าเปลี่ยนสีทันที รีบเก็บปืนยิงอนุภาคในมือแล้วทักทายอย่างกระตือรือร้น
“อืม”
หลี่อี้ตอบรับอย่างเรียบเฉย เขาโด่งดังในแถบนี้มานานแล้ว มีบารมีพอที่จะไม่สุงสิงกับพวกนี้
รอจนหลี่อี้เดินผ่านไป อันธพาลคนหนึ่งก็ถ่มน้ำลายอย่างไม่พอใจ
“หัวหน้า เรามีปืนยิงอนุภาคอยู่ในมือ ทำไมยังต้องกลัวมันด้วย?”
“ใช่แล้ว ยิงไข่มันเลย!”
อีกคนยุยง
“ปืนยิงอนุภาคของเรามันแค่รุ่นทดลอง ใช้กับยอดฝีมือไม่ได้ผลหรอก! ฟังให้ดีนะ ถ้าพวกแกอยากตายนักล่ะก็ ต่อไปก็อย่ามาข้องแวะกับฉันอีก เข้าใจไหม?”
“ก็ได้ครับ”
หลี่อี้ไม่สนใจบทสนทนาของพวกอันธพาล
ในเขตบ้านต้นไม้รอบนอกของฐานที่ 31 คนที่เขาต้องระวังตัวก็มีอยู่
แต่ไม่ใช่พวกนั้นแน่นอน
…
เมื่อค่ำคืนมาเยือน ใต้บ้านต้นไม้หลังใหญ่หลังหนึ่ง แสงจากโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิด
คนหลายคนกำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ใจกลางวงแสง ถอดเสื้อโชว์พุง
“พี่อี้ พี่ถูกกองเรือห้วงอวกาศลึกรับเข้าทำงานจริงๆ เหรอ?”
“ใช่แล้ว กลับมาครั้งนี้ หนึ่งคือมาลาพวกนาย ขอบคุณที่คอยดูแลฉันกับน้องชายและน้องสาวของฉันมาตลอดหลายปีนี้”
หลี่อี้ชูแก้วน้ำผลไม้เบอร์รี่ขึ้น ทำความเคารพต่อคนอื่นๆ
“ยังจำได้ว่าเมื่อหกปีก่อน ครอบครัวเราต้องระหกระเหินมาอยู่ที่ฐานที่ 31 ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านของเสี่ยวอวี่ช่วยทำเรื่องให้เราเข้าเมืองได้ ป่านนี้ฉันอาจจะยังไม่ถูกกองเรือที่เป็นทางการรับเข้าทำงานเลยก็ได้ น้องชายกับน้องสาวของฉันก็คงไม่ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างราบรื่น”
เสี่ยวอวี่ยิ้มร่าแล้วชกหลี่อี้ไปหนึ่งหมัด “พูดอะไรแบบนั้นกัน!”
“ยังมีอาซิงอีก…”
“พอแล้วพี่อี้ คำขอบคุณไม่ต้องพูดแล้วน่า พี่พูดประเด็นสำคัญเลยดีกว่า”
เพื่อนๆ หลายคนหัวเราะกันครื้นเครง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ก็มีคนที่อ่อนไหวบอบบางน้ำตาคลอเบ้า
แม้จะผ่านเครือข่ายโลกเสมือนจริงที่ทรงพลัง ก็ไม่สามารถติดต่อกันข้ามผ่านระยะทางหลายปีแสงได้
หลี่อี้กระแอมเบาๆ
“อืม งั้นก็กำหนดไว้ที่สิบปีแล้วกัน หวังว่าฉันจะรีบสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เป็นผู้ใช้วิวัฒน์ที่แท้จริง! แล้วพาพวกนายออกจากเขตบ้านต้นไม้ เข้าไปอยู่ในฐานใจกลางเมือง! ถึงตอนนั้น ฉันก็หวังพึ่งพวกนายให้ช่วยดูแลกิจการของฉันแล้ว”
“พอเหยียบย่างสู่ดวงดาวแล้ว อาจจะนานกว่าสิบปีก็ได้ พี่อี้อย่ากดดันตัวเองขนาดนั้นเลย”
เสี่ยวอวี่ยิ้มแล้วพูดว่า “ถึงจะไปฐานใจกลางเมืองไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงชีวิตพวกเราก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว การได้เจอพี่อี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและน่าจดจำที่สุดในชีวิตของผมแล้ว”
“ดังนั้นนะพี่อี้ สบายใจได้เลย มุ่งหน้าสู่อวกาศอันไกลโพ้นไปเลย! แล้วไปพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า คนที่ไม่ได้พาพี่กลับไปในตอนนั้นพลาดอะไรไป!”
หลี่อี้หันหลังให้ทุกคนไปตักน้ำผลไม้เบอร์รี่
ทุกคนเห็นแผ่นหลังของหลี่อี้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เงียบไปครู่ใหญ่
จากนั้นก็ได้ยินเพียงเสียงตอบกลับอย่างสงบของหลี่อี้
“อืม งั้นก็มุ่งหน้าสู่อวกาศอันไกลโพ้น!”
[จบแล้ว]