- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 60 หุ่นเชิดในกล่อง
ตอนที่ 60 หุ่นเชิดในกล่อง
ตอนที่ 60 หุ่นเชิดในกล่อง
ตอนที่ 60 หุ่นเชิดในกล่อง
ภายในห้องมีคนยืนล้อมอยู่สองสามคน สีหน้าทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นผมกับหู่จื่อเดินเข้ามา จางอวี้เฉิงที่เหมือนกับเห็นคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตไว้ได้ รีบเดินเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าผม “คุณชายอู๋ ผมรู้ดีว่าเป็นความผิดของอวิ๋นเลี่ยงที่ล่วงเกินคุณชาย แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับต้องฆ่าเขาเลยนี่ครับ? คุณชายโปรดยกโทษให้และปล่อยเขาไปสักครั้งเถอะนะครับ”
ท่าทีของจางอวี้เฉิงทำให้ผมงุนงงไม่น้อย
แต่หู่จื่อที่รู้ทันทีถึงเจตนาของจางอวี้เฉิง กล่าวเสียงเข้มด้วยใบหน้าเย็นชาว่า “คุณจาง คุณคิดว่าการที่ลูกชายของคุณกลายเป็นแบบนี้ เป็นเพราะฝีมือของคุณชายของผมอย่างนั้นหรือ?”
“เป็นความผิดของอวิ๋นเลี่ยงเอง คุณชายจะลงโทษเขาอย่างไรก็ได้ แต่ผมมีลูกชายคนเดียวคนนี้นะครับ” จางอวี้เฉิงพูดพลางร้องไห้ น้ำมูกน้ำตาไหลอาบแก้ม ท่าทางของเขาช่างน่าสงสารอย่างยิ่ง
ผมจึงเอ่ยขึ้นบ้าง “คุณจาง พวกเราที่ทำอาชีพนี้จะไม่ลงมือกับนายจ้างเด็ดขาด นี่เป็นกฎที่ทุกคนต้องพึงกระทำ ผมเป็นเพียงซินแสฮวงจุ้ย ไม่ทำร้ายคน คุณเข้าใจผิดไปแล้ว”
“แล้ว...แล้วเขาเป็นอะไรไปครับ?” จางอวี้เฉิงกล่าวเสียงสั่น
“วันนี้ผมกับคุณชายออกไปหาที่ดินใหม่สำหรับตั้งสุสานให้ตระกูลพวกคุณกันตลอดทั้งวัน เพิ่งจะกลับมาก็เมื่อครู่ จะไปลงมือกับลูกชายของคุณได้อย่างไร? กับเรื่องทะเลาะแค่นั้นถึงกับต้องฆ่าต้องแกงกัน คุณคิดว่าพวกเราใจแคบขนาดนั้นเชียว?” หู่จื่อกล่าวอย่างไม่พอใจ
“เป็นความผิดของผมเอง...เป็นความผิดของผมเอง คุณชายอู๋ ไม่ว่าจะอย่างไรต้องช่วยลูกชายของผมให้ได้นะครับ” จางอวี้เฉิงขอร้องอีกครั้ง
ผมก้าวเข้าไปใกล้จางอวิ๋นเลี่ยง เมื่อเห็นใบหน้าที่เลือดไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดก็อดที่จะตกใจตามไม่ได้ เมื่อลองจับชีพจรดู พบว่าก็ยังพอมีลมหายใจ แต่แผ่วเบาจนแทบดับสิ้น
ผมขมวดคิ้วหันไปมองจางอวี้เฉิงก่อนเอ่ยถามว่า “หลังจากที่เราออกไปแล้ว เขาได้ไปที่ไหน ทำอะไรมาบ้างไหม?”
“เขาไม่ได้ไปไหนเลยครับ แค่ทะเลาะกับผม แล้วก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง พอเหยาเหยาจะไปกินข้าวเย็นก็พบว่าเขากลายเป็นแบบนี้แล้ว” จางอวี้เฉิงกล่าว
“คุณผู้ชายครับ... หรือว่าคุณชายอาจจะคิดสั้น กินยาพิษไปเองหรือเปล่าครับ?” พ่อบ้านหวังกล่าว
“เป็นไปไม่ได้! เด็กคนนี้น่ะฉันรู้จักดี ถึงแม้จะเกเรไปบ้าง แต่เขาไม่มีความกล้ามากพอที่จะฆ่าตัวตายแน่นอน อีกอย่าง แค่เรื่องแค่นี้ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องทำขนาดนั้น” จางอวี้เฉิงกล่าว
ผมมองดูและตรวจสอบจางอวิ๋นเลี่ยงอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยคราวนี้เปิดตาทิพย์กวาดสายตามองไปทั่วร่างของเขา ในไม่ช้าก็พบว่าบนร่างของจางอวิ๋นเลี่ยงมีไอแห่งความตายหนาแน่นเกาะกลุ่มอยู่ เมื่อลองเปิดเปลือกตาก็พบว่าลูกตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ นี่เป็นสัญญาณของการถูกอะไรบางอย่างสิงสู่อย่างชัดเจน
“เขาไม่ได้ถูกวางยา… แต่ถูกใครบางคนเล่นงานต่างหาก” ผมกล่าวเสียงทุ้ม
สถานการณ์ของเขา ทำให้ผมนึกถึงเงาดำที่ปรากฏขึ้นใกล้สุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางเมื่อคืนนี้
จะเป็นคนเดียวกันกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่? คนคนนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตต่อตระกูลจาง และได้ลงมือกับคนของตระกูลจางมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง
“ตกลงมันเป็นใครกันแน่!” จางอวี้เฉิงเริ่มโวยวาย
ผมไม่ได้สนใจเขา แต่หันไปออกคำสั่งกับหู่จื่อแทน “หู่จื่อ เข็มทิศ”
หู่จื่อรีบหยิบเข็มทิศยื่นให้ พร้อมกับเข็มทิศในมือ ผมค่อย ๆ เดินวนรอบเตียงของจางอวิ๋นเลี่ยงอยู่รอบหนึ่ง เข็มบนหน้าปัดหมุนไปเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังทิศเหนือ หมายความว่าทางนั้นคือทิศที่มีปัญหา
แต่เมื่อค้นหาทั่วทั้งห้องแล้วกลับไม่พบสิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่ผมต้องการ
“คุณชายอู๋ คุณกำลังหาอะไรอยู่คะ?” จางอวิ๋นเหยาถามอย่างสงสัย
“พี่ชายของเธอถูกใครบางคนเล่นของใส่ ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ฉันกำลังหาของอาถรรพ์ชิ้นหนึ่งอยู่” ผมหาไปพลางอธิบายไปพลาง
“คุณชาย หรืออาจจะอยู่ข้างนอกบ้านเปล่าครับ?” หู่จื่อกล่าวขึ้นมาทันที
คำพูดของเขาช่วยเตือนสติผมได้ดี จึงรีบถือเข็มทิศเดินตรงไปยังหลังบ้าน
ตรงนั้นเป็นตรอกแคบ รกร้างด้วยหญ้า ไม่มีคนสัญจรนัก ห้องของจางอวิ๋นเลี่ยงอยู่ติดกับถนนเส้นนี้
เมื่อเดินไปที่กำแพงห้องของจางอวิ๋นเลี่ยง ผมก้มลงตรวจร่องรอย เข็มทิศยังคงชี้ตรงตำแหน่งนั้น ในที่สุดผมก็พบจุดหนึ่งที่มีรอยถูกขุดกลบ แม้จะพยายามอำพราง แต่ไม่รอดสายตาผมไปได้
“หู่จื่อ เอาพลั่วมา” ผมเรียก
หู่จื่อกลับเข้าไปในลานบ้าน ในไม่ช้าก็หาพลั่วมาได้อันหนึ่ง และเริ่มขุดตามทิศทางที่ผมบอก
เมื่อขุดลึกลงไปได้ประมาณสามสิบกว่าเซนติเมตร หู่จื่อก็พบอะไรบางอย่าง มันเป็นกล่องไม้คล้ายกับกล่องที่เราพบในสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง แต่เล็กกว่ามาก
กล่องไม้นี้เป็นสีแดง บนนั้นยังคงสลักอักขระไว้มากมาย ซึ่งบางอักขระผมก็ไม่รู้จัก
หลังจากขุดเจอกล่องไม้แล้ว ผมก็ให้หู่จื่อสวมถุงมือ พยายามอย่าให้สัมผัสกับกล่องไม้นั้นโดยตรง แล้วจึงนำขึ้นมา
เมื่อผมเปิดกล่องไม้นั้นดูก็พบว่า ภายในกล่องมีหุ่นเชิดที่เย็บด้วยผ้าอยู่ตัวหนึ่ง บนหัวของหุ่นเชิดนั้นมีตะปูเหล็กเจ็ดตัวปักอยู่ ซึ่งตรงกับตำแหน่งทวารทั้งเจ็ดของมนุษย์
เมื่อพลิกหุ่นเชิดนั้นกลับมา ก็เห็นว่าบนหน้าผากของหุ่นเชิดนั้นมียันต์กระดาษสีเหลืองติดอยู่ บนยันต์กระดาษสีเหลืองนั้นเขียนวันเดือนปีเกิดของจางอวิ๋นเลี่ยง นอกจากนี้ ยังมีเส้นผมสีดำพันอยู่รอบตัวหุ่นเชิดนั้นด้วย
สิ่งนี้ยืนยันความคิดของผมได้ทันที ว่าคนที่ก่อเหตุวุ่นวายบนสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง และคนที่ทำร้ายจางอวิ๋นเลี่ยงต้องเป็นคนเดียวกัน
จางอวี้เฉิงและคนอื่น ๆ เมื่อเห็นของในกล่องไม้นั้น ก็ตกใจไปตาม ๆ กัน
“คุณชายอู๋ ในกล่องนี้มีอะไรอยู่ครับ?” จางอวี้เฉิงอดที่จะถามไม่ได้
“นี่เป็นของอาถรรพ์ชิ้นหนึ่งที่ทำให้ลูกชายคุณเลือดทะลักจากทวารทั้งเจ็ด ต้องมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย”
จางอวี่เฉิงโกรธจนตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต “ไอ้คนเฮงซวยที่ไหนกล้าทำแบบนี้กับตระกูลฉัน! ถ้าจับได้เมื่อไหร่ ฉันจะฉีกอกมันเป็นชิ้น ๆ เลยคอยดู!”
ผมกอดกล่องไม้ไว้แน่นพาทุกคนกลับเข้าบ้าน จากนั้นก็หันไปจ้องจางอวี้เฉิง จางอวิ๋นเหยา และพ่อบ้านหวัง พร้อมถามเสียงเข้มว่า “กล่องนี้เพิ่งถูกฝังเมื่อบ่ายอย่างแน่นอน ไม่มีใครเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้บ้านเลยหรือ?”
พวกเขาทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะพากันส่ายหน้า
“ขุดหลุมใหญ่ขนาดนี้ไว้หลังบ้านพวกคุณ แถมยังฝังของไว้อีก พวกคุณไม่ได้ยินเสียงอะไรกันเลยหรือไง?” หู่จื่อถาม
“ไม่มีเลยค่ะ พวกเราไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” จางอวิ๋นเหยาตอบกลับ
อันที่จริง ตั้งแต่แรกที่ขุดเจอกล่องไม้เหล่านั้นในสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง ในใจผมก็มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นแล้วว่า คนที่คิดจะทำร้ายตระกูลจางต้องเป็นช่างไม้แน่นอน เพราะวิชาทั้งหมดที่เขาใช้ล้วนเป็นศาสตร์มืดจาก “วิชาลู่ปัน”
[จบแล้ว]