- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 46 อาจมีคนตาย
ตอนที่ 46 อาจมีคนตาย
ตอนที่ 46 อาจมีคนตาย
ตอนที่ 46 อาจมีคนตาย
ร่างของพ่อบ้านหวังที่ถูกผมสะกดยันต์ไว้สั่นสะท้านเหมือนรำข้าวสาลีในทุ่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง กลุ่มควันสีดำก็พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้ง คราวนี้ มันมุ่งตรงไปยังจางอวิ๋นเหยาที่อยู่ด้านหลังผมไม่ไกล
จางอวิ๋นเหยามองไม่เห็นสิ่งชั่วร้าย แต่รู้สึกได้ว่าร่างกายเย็นยะเยียบไปชั่วขณะ
ทว่าเมื่อควันดำลอยไปถึงตัวจางอวิ๋นเหยา มันกลับเหมือนได้เจอสิ่งที่น่ากลัวบางอย่างเข้า และรีบเบี่ยงทิศทางพุ่งไปทางประตูก่อนจะหายวับไปในพริบตา
ผมลูบหัวตัวเองเบา ๆ เมื่อครู่ถูกถ้วยชากระแทกหน้าผากจนเจ็บแสบไปหมด ไม่คิดสนใจจะตามไปสะกดวิญญาณชั่วร้ายนั้น
ความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีคูณเมื่อหยุดเคลื่อนไหว ผมลองใช้มือคลำ ๆ ดู ก็พบว่าหน้าผากปูดบวมเป็นก้อน ได้แต่ถอนหายใจเอือกใหญ่ก่อนจะหยิบยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกมาจากตัวอีกแผ่น แล้วติดไว้ที่หน้าอกของพ่อบ้านหวังเพื่อกันไม่ให้โดนสิงซ้ำ จากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“อย่างน้อยก็ไล่มันไปได้แล้ว…”
ในตอนนั้นเอง จางอวิ๋นเหยาที่เพิ่งจะรู้สึกตัวเดินมาข้าง ๆ ผมกล่าวด้วยความกังวลว่า “คุณชายอู๋ คุณได้รับบาดเจ็บด้วยนี่คะ ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ?”
พูดจบ เธอก็หยิบกระดาษทิชชู่ออกมาช่วยผมเช็ดรอยเลือดที่บาดแผลเบา ๆ โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกมากนัก เพียงแค่ถลอกเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อจางอวิ๋นเหยาย่อตัวลงข้าง ๆ ก็อดที่จะมองดูใบหน้าอันงดงามของเธอแล้วจะรู้สึกประทับใจไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอก มันคงเป็นสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในกระดูกอาฆาตที่ขุดเจอเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละ เกรงว่าเรื่องคงจะไม่จบง่าย ๆ” ผมกล่าว
จางอวิ๋นเหยากล่าวด้วยความรู้สึกผิดและซาบซึ้ง “คุณชายอู๋ เพราะเรื่องของบ้านเราแท้ ๆ เลยทำให้คุณต้องลำบากขนาดนี้”
“ไม่เป็นไร รับเงินคนอื่นแล้วก็ต้องช่วยเขาขจัดภัย เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
ขณะที่เราสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงครางเบา ๆ ดังขึ้นไม่ไกล จางอวี้เฉิงที่นอนอยู่ที่ประตูพลันตื่นขึ้นมา เขาดูอ่อนเพลียอย่างมาก มองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งจากพื้น
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? มันเกิดอะไรขึ้น?”
“คุณพ่อ!” จางอวิ๋นเหยาเดินไปข้าง ๆ จางอวี้เฉิง กล่าวว่า “เมื่อครู่หนูได้รับโทรศัพท์จากลุงหวัง บอกว่าคุณพ่อกำลังมีปัญหา หนูกับคุณชายอู๋จึงรีบกลับมาจากสุสาน พอมาถึงก็เห็นคุณพ่อถูกผีสิง คุณชายอู๋เลยไล่ผีสาวตนนั้นออกจากร่างคุณพ่อไปให้ค่ะ”
จางอวี้เฉิงมองไปยังจางอวิ๋นเหยาอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วหันมามองผม สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด
หลังจากถูกผีสิง จิตสำนึกเดิมของตัวเองจะถูกกดข่มเอาไว้ แน่นอนว่าย่อมจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้
“คุณจาง ก่อนที่พวกเราจะมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง คุณยังพอจำได้ไหม?” ผมถาม
จางอวี้เฉิงตบหัวตัวเอง พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หลังจากที่เรากลับมาจากสุสาน พวกเราก็กินข้าวด้วยกัน หลังจากนั้นพวกคุณก็ออกไปสุสาน เหลือผมกับพ่อบ้านหวังเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ ตอนนั้นความดันของผมขึ้นสูง เวียนหัวมาก ง่วงเป็นพิเศษ เลยไปนอนบนเตียงสักพัก พอเอนตัวลงได้ไม่นานก็รู้สึกเหมือนมีผู้หญิงคนหนึ่งมาพูดกับผม ผมก็ไม่ได้ฟังชัดว่าเธอพูดอะไร และหลังจากนั้น ผมก็ไม่รู้อะไรอีกเลย...”
ผมพยักหน้ารับกับคำพูดของเขา ในใจก็คิดว่า ตอนที่จางอวี้เฉิงถูกกลุ่มไอชั่วร้ายพุ่งใส่หน้า ตอนนั้นคงโดนเข้าให้แล้ว อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้ทำความสะอาดไอชั่วร้ายบนตัวเขาจนหมดจด จึงเกิดผลลัพธ์เช่นนี้
แต่จากสถานการณ์เมื่อครู่ ดูเหมือนว่าเจ้าของกระดูกอาฆาตชิ้นนั้น จะมีความแค้นฝังลึกกับตระกูลจางอย่างมาก มันบอกว่าจะทรมานคนตระกูลจางทั้งหมดให้ตาย
ในโลกนี้ไม่มีความรักที่ไร้เหตุผล ไม่มีความเกลียดชังใดที่ไม่มีเหตุผล ถ้าตระกูลจางไม่ได้ไปล่วงเกินผีสาวตนนั้น เธอก็คงไม่มาหาเรื่องตระกูลจางแน่
ผมมองเข้าไปในดวงตาของจางอวี้เฉิง กล่าวเสียงเย็นว่า “คุณจาง บอกความจริงกับผมมาเถอะ ช่วงนี้คุณได้ไปล่วงเกินใครมาบ้าง โดยเฉพาะผู้หญิงสาว ๆ ถ้าคุณไม่พูดความจริง ผมก็คงช่วยคุณไม่ได้หรอกนะ”
จางอวี้เฉิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งตัวโหยงรีบปฏิเสธ “คุณชายอู๋ ผมไม่ได้ไปล่วงเกินใครจริง ๆ นะครับ ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย สวรรค์เป็นพยาน ให้สาบานต่อฟ้าดินเลยก็ได้!”
ดูจากสีหน้าของจางอวี้เฉิงแล้ว ไม่เหมือนกับคนที่กำลังโกหก แต่ถ้าไม่ใช่เขาแล้วมันเกิดปัญหาที่ไหนกันแน่?
ตอนนี้ผมเองก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาแล้วสิ
ขณะใช้ความคิด โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น ผมหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นหู่จื่อที่โทรมา
พอรับสาย เสียงร้อนรนของหู่จื่อก็ดังมาจากปลายสาย “คุณชายน้อย เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ไอ้เด็กจางอวิ๋นเลี่ยงนั่นไม่ฟังคำเตือน ดึงดันจะให้คนงานทำงานต่อ สั่งว่าให้ขุดโลงศพในสุสานบรรพบุรุษออกมาให้เร็วที่สุด ตอนนี้เริ่มกลับไปขุดกันอีกแล้วครับ!”
“แล้วทำไมคุณไม่ห้ามเขาไว้!? ทำมั่วซั่วแบบนี้จะเกิดเรื่องเอานะ” ผมกล่าวอย่างร้อนรน
“ผมบอกแล้ว ถึงกับลงไม้ลงมือกับเขาไปแล้วด้วย แต่ไอ้เด็กนั่นบอกว่านี่เป็นเรื่องของบ้านตัวเอง ไม่ต้องให้คนนอกอย่างผมมายุ่ง แถมยังบอกว่าเขาอยากรีบกลับบ้าน ไม่มีเวลามาเสียเวลาอยู่ที่นี่หรอก” หู่จื่อกล่าวอย่างร้อนรน
“หู่จื่อ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องห้ามพวกเขาไว้ให้ได้ ศพที่ฝังอยู่ในที่ดินศพซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถ้าพลาดขึ้นมาจะมีคนตายได้นะ!” ผมร้อนใจจนแทบอยากจะสบถออกมา
ไอ้ลูกเศรษฐีจางอวิ๋นเลี่ยงคนนี้ช่างเป็นตัวปัญหาจริง ๆ ผมเพิ่งจะจากมาได้ไม่นาน เขาก็สร้างเรื่องใหญ่ขึ้นมาซะแล้ว
“ได้ ผมจะพยายามห้ามพวกเขาไว้ คุณชายรีบมาเถอะ สถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่อยู่แล้ว ไอ้เด็กจางอวิ๋นเลี่ยงนั่นบอกว่าจะเพิ่มเงินให้คนงาน และให้พวกเขารีบทำต่อกันทันที” หู่จื่อกล่าวอีก
“รู้แล้ว ๆ ตอนนี้กำลังจะรีบไป” ผมวางสาย เรียกจางอวิ๋นเหยาให้รีบขับรถพาผมไปที่สุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางโดยเร็วที่สุด
จางอวี้เฉิงแอบได้ยินเสียงของหู่จื่อในโทรศัพท์แว่ว ๆ เขาเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป กล่าวว่า “ไอ้เจ้าอวิ๋นหลี่ยงอีกแล้วใช่ไหมครับ?!”เด็กนั่นมันก่อเรื่องอีกแล้วหรือเปล่า?”
“นี่มันไม่ใช่แค่ก่อเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่มันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนเลยด้วยซ้ำ! ตอนนี้ผมต้องรีบไปห้ามเขาให้ได้ เธอ รีบพาฉันไปเดี๋ยวนี้” ผมกล่าวอย่างร้อนรน พลางสั่งจางอวิ๋นเหยา
“ไอ้ลูกเนรคุณ! ฉันให้กำเนิดไอ้ตัวแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน! ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ตอนที่มันเกิดมาฉันน่าจะบีบคอมันให้ตายซะ!” จางอวี้เฉิงกล่าวอย่างเคียดแค้น พยายามลุกขึ้นบอกว่าจะตามพวกเราไปด้วย แต่ร่างกายยังอ่อนแรงจากการถูกสิง ขยับแทบไม่ได้
“คุณจาง คุณไม่ต้องไปหรอก ผมกับลูกสาวคุณไปด้วยกันก็พอแล้ว”
พูดจบ ผมก็รีบเดินออกไปนอกลานบ้านพร้อมกับจางอวิ๋นเหยา
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นลาน ผมกลับรู้สึกเวียนหัวอย่างแรง หัวใจเต้นรัวผิดปกติ
หลังจากครางออกมาเบา ๆ ผมก็ล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
“คุณชายอู๋...คุณชายอู๋ คุณเป็นอะไรไปคะ?” เสียงของจางอวิ๋นเหยาดังขึ้นข้าง ๆ ค่อย ๆ เลือนราง
สติของผมเริ่มจมดิ่งลงในความมืดมิด ผมเห็นจิ้งจอกแปดหางตัวหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว
แล้วร่างนั้นพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นผู้หญิงงดงามเกินบรรยาย ดวงตาเธอมองตรงมาที่ผมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อย่าไป…” เธอเอ่ยเสียงเรียบ
[จบแล้ว]