- หน้าแรก
- ผมคือบั๊กที่พระเจ้าสร้าง
- บทที่ 9 - อาณาเขต
บทที่ 9 - อาณาเขต
บทที่ 9 - อาณาเขต
บทที่ 9 - อาณาเขต
หลับไปจนถึงหกโมงกว่าๆ ฟ้าสางพอดี เวินเหยียนก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
นอนมากไป จนนอนไม่หลับแล้ว
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วมองไปรอบๆ ไม่เห็นภาพหลอนอะไรอีก และไม่รู้สึกไม่สบายตัว เขาลุกขึ้นขยับตัวเล็กน้อย เตรียมจะออกไปซื้อข้าวเช้า
บนทางเดินมีญาติคนไข้ที่ตื่นเช้ามากดน้ำร้อนแล้ว และมีบางคนที่ซื้ออาหารเช้ากลับมาแล้ว พอเดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาล ก็เห็นพยาบาลในชุดขาวสามคนกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น
เวินเหยียนคืนที่ชาร์จ กล่าวขอบคุณ แล้วก็ถือโอกาสถามไปว่า
“คุณพยาบาลหวังซินลงเวรเร็วกว่าปกติเหรอครับ?”
“เอ่อ...” พยาบาลน้อยที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ทำงานชะงักไปเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า “แผนกเราไม่มีพยาบาลชื่อหวังซินนะคะ”
แต่พยาบาลอีกคนที่ดูอายุมากกว่าหน่อยที่อยู่ด้านหลัง พอได้ยินชื่อนี้ก็หันมามองเวินเหยียน เธอจับของในมือแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เวินเหยียนก็รู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว
แย่แล้ว หรือว่าในบรรดาภาพหลอนมากมายจะมีของจริงปนอยู่ด้วย?
พยาบาลน้อยฟันผุที่เขาเจอเมื่อคืนนี้จะไม่ใช่คนจริงๆ เหรอ?
ไม่น่าแปลกใจเลยที่รายละเอียดบนใบหน้าของเธอถึงได้ชัดเจนและสมจริงขนาดนั้น ต่างจากใบหน้าเจ็ดสีรุ้งของไช่ฉี่ตงคนละระดับเลย
เมื่อลองนึกย้อนกลับไปดีๆ เวินเหยียนกำลังจะถามอะไรต่อ พยาบาลที่หน้าซีดเผือดคนนั้นก็รีบเดินเข้าไปในห้องปฏิบัติการแล้ว
ในตอนนั้นเอง หางตาของเขาก็เห็นเหอเจี้ยนพาคนเข้ามาสองสามคนที่ทางเข้าชั้น
มีสองคนที่หน้าคุ้นๆ เวินเหยียนเคยเห็นสองครั้ง เป็นคนงานชั่วคราวที่เก็บศพ ส่วนอีกสองคนไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
คนกลุ่มนั้นเดินมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาล เหอเจี้ยนกวักมือเรียกเวินเหยียน
“เธอเป็นยังไงบ้าง? ดีขึ้นหรือยัง?”
“ดีขึ้นมากแล้วครับ วันนี้ตื่นมาไม่เห็นภาพหลอนแล้ว” เวินเหยียนมองดูคนกลุ่มนั้นไม่ได้หยุดอยู่ แต่เดินลึกเข้าไปข้างในต่อ อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “ท่านผู้อำนวยการครับ นี่คือ?”
เหอเจี้ยนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่พาเวินเหยียนเดินไปที่ปลายสุดของทางเดิน มองดูคนงานชั่วคราวสองคนของสถานฌาปนกิจเข้าไปในห้องคนไข้ เตรียมการข้างเตียงอย่างคล่องแคล่ว ร่างคนที่อยู่บนเตียงถูกผ้าขาวคลุมหน้าไว้แล้ว
ส่วนคนแปลกหน้าอีกสองคนก็หยิบเครื่องมือที่ไม่รู้ว่าใช้ทำอะไรออกมาสองเครื่อง เข้าไปในห้องคนไข้แล้วสำรวจไปทั่ว
ท่านผู้อำนวยการยืนมองภาพนี้เงียบๆ แล้วถามเวินเหยียน
“เมื่อคืนเธอเจออะไรผิดปกติบ้างไหม?”
เวินเหยียนไม่ได้ลังเลอะไรเลย ก็เล่าเรื่องที่เขาหิวจนตื่นกลางดึกแล้วเจอให้ฟัง
“...ก็ประมาณนี้แหละครับ หลังจากนั้นผมก็กลับไปนอน พยาบาลฝึกหัดคนนั้นน่ะ หรือว่าจะ...”
“อืม ไม่อยู่แล้วเมื่อปีก่อน และก็จัดงานศพที่นี่ด้วย”
เวินเหยยียนเงียบไป เหอเจี้ยนก็ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสองคนยืนมองอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งทางนี้จัดการเก็บศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว พาศพออกจากห้องคนไข้ไป ก็ไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นอีก
เวินเหยยียนพอจะเข้าใจแล้วว่า ที่ท่านผู้อำนวยการมาด้วยตัวเองนั้น ก็ต้องเป็นเพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
เมื่อคนจากไปแล้ว เวินเหยียนก็ตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อย ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หลังจากให้น้ำเกลือเสร็จ เขาก็เรียกรถแท็กซี่กลับไปที่สถานฌาปนกิจด้วยตัวเอง
พอเดินมาถึงใต้อาคารสำนักงานที่ลานด้านหน้า เวินเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะเคาะประตูห้องทำงานของท่านผู้อำนวยการ
“ท่านผู้อำนวยการครับ...”
“เรื่องนี้มีคนจากหน่วยเลี่ยหยางจัดการอยู่ พวกเขาติดตามมานานแล้ว” เหอเจี้ยนเปิดปากก็พูดสรุปทันที
“ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ครับ? พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม?”
“นั่งก่อนสิ เรื่องนี้เล่ายาวเลยล่ะ”
เหอเจี้ยนถือถ้วยชา พลางรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต
“หลายสิบปีก่อน เริ่มมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ภาพหลอนเท่านั้น แต่ยังมีบางคนที่เริ่มมีความสามารถพิเศษขึ้นมาด้วย แม้แต่ในตำราโบราณบางเล่ม บางอย่างก็เริ่มมีผลขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีของแปลกๆ ที่เราเรียกกันตามธรรมเนียมโบราณว่า ภูตผีปีศาจ ก็เริ่มปรากฏเค้าลางขึ้นมาทีละน้อย
และยังมีบางสถานที่ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด ก่อให้เกิดอาณาเขตที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา
ส่วนคำว่าอาณาเขต นี่เป็นคำเรียกของหน่วยเลี่ยหยาง บางคนก็อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป
อย่างเช่นโรงพยาบาลที่เธอไปเมื่อคืนนี้ เธอไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติเหรอ?”
“นอกจากพยาบาลน้อยคนนั้นแล้ว อย่างอื่นก็เหมือนกับตอนที่ผมเคยนอนโรงพยาบาลนะครับ...” เวินเหยียนพูดถึงตรงนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ แล้วพูดเสริมว่า “พอนึกย้อนกลับไปดูแล้ว มันเงียบเกินไปหน่อยครับ ขนาดเสียงกรนยังไม่ได้ยินเลย”
“นั่นก็คืออาณาเขต เพียงแต่ว่าในวันปกติจะจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น มีเพียงบางคนที่ค่อนข้างพิเศษเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ง่าย”
เหอเจี้ยนหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่เวินเหยียน
“ตัวอย่างเช่น เธอ ถ้าเกิดตอนที่อาณาเขตประหลาดเหล่านั้นปรากฏขึ้น แล้วเธอเผอิญอยู่ในขอบเขตของมันพอดี เธอก็จะต้องปรากฏตัวอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน”
“...” เวินเหยียนมองไปที่ท่านผู้อำนวยการ รู้สึกพูดไม่ออก ท่านรู้ล่วงหน้าแล้วเหรอว่าโรงพยาบาลนั้นมีปัญหา?
ท่านผู้อำนวยการเหลือบมองเวินเหยียน ราวกับจะมองออกว่าเวินเหยียนกำลังคิดอะไรอยู่
“อย่ามามองฉันนะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโรงพยาบาลนั้นมีเรื่องแปลกๆ
เมื่อปีก่อน อาณาเขตนั้นปรากฏขึ้นมาสามวัน พอคนของหน่วยเลี่ยหยางเพิ่งจะสืบได้เบาะแสเล็กน้อย อาณาเขตก็หายไปแล้ว
ในสามวันนั้น ในโรงพยาบาลมีคนไข้หลายร้อยคน มีเพียงคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายคนเดียวที่สงสัยว่าจะถูกของในอาณาเขตเอาวิญญาณไป
เพราะคนไข้คนนั้นก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว ต้องพึ่งยาแก้ปวดตลอดเวลา จะว่าเสียชีวิตตามปกติหรือถูกทำร้าย ก็ไม่สามารถยืนยันได้แล้ว
พยาบาลน้อยที่เธอเจอเมื่อคืนนี้ ก็เสียชีวิตในช่วงสองวันนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนนั้นถูกตัดสินว่าเป็นอุบัติเหตุ
ตอนนั้นอาณาเขตปรากฏขึ้นแค่สามวันแล้วก็หายไป จากการวิเคราะห์ของหน่วยเลี่ยหยาง นี่ถือว่าเป็นอาณาเขตที่มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างอ่อนโยนและมีอันตรายต่ำมาก
อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนเสียชีวิตในโรงพยาบาลมากเกินไป ตอนที่คนไข้เสียชีวิต ก็อาศัยทำเลที่ตั้งก่อให้เกิดอาณาเขตชั่วคราวขึ้นมา
อาณาเขตแบบนี้หายไปอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องปกติ หลังจากนั้นข้อมูลก็ถูกเก็บเข้าแฟ้มไป
แต่เมื่อคืนนี้ คนของหน่วยเลี่ยหยางในพื้นที่ตรวจพบสัญญาณ ตามลักษณะที่ระบุไว้ ก็คืออาณาเขตที่บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว อาณาเขตที่หายไปปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นถึงจะหายไป ฉันก็เลยตามมาดูหน่อย”
คราวนี้เวินเหยียนเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ว่าเรื่องเก็บศพต้องให้ท่านผู้อำนวยการมาด้วยตัวเอง แต่เป็นเพราะท่านผู้อำนวยการรู้ว่า เขามีร่างกายที่พิเศษ จะต้องเข้าไปในอาณาเขตอย่างแน่นอน พอฟ้าสางก็รีบมาดูว่าเขาตายไปหรือยัง
“ที่ผมเห็นก็คือที่พูดไปเมื่อกี้นี้แหละครับ อย่างอื่นโดยพื้นฐานแล้วไม่รู้สึกว่าพิเศษอะไร”
“ดูเหมือนว่ากฎของอาณาเขตนี้จะไม่ค่อยพิลึกพิลั่นเท่าไหร่ เรื่องนี้ก็ให้คนของหน่วยเลี่ยหยางไปจัดการเถอะ ปกติแล้ว เราแค่ต้องให้ความร่วมมือในการจัดการงานเก็บกวาด หรือในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ใจ ศพก็จะถูกเก็บไว้ที่เรา”
เวินเหยียนกำลังจะถามอะไรอีก คนข้างนอกก็มาอีกแล้ว ไช่ฉี่ตงเคาะประตูห้อง เวินเหยียนจึงได้แต่ทักทายไช่ฉี่ตงที่ทำหน้าเคร่งขรึม แล้วก็ออกไปก่อน
เขาลูบท้อง ออกจากหน่วยงาน ขี่จักรยานของหน่วยงาน เตรียมจะไปหาอะไรกิน
หลังจากขี่ไปได้ไม่กี่นาที เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างข้างหน้าใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาก้มหน้ามอง ก็เห็นว่าบนต้นปาล์มหลวงข้างทาง มีใบไม้ร่วงลงมาใบหนึ่ง
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที เขากระโดดลงจากรถ แล้วพุ่งไปยังพื้นดินข้างทาง
วินาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงดังปัง จักรยานถูกกระแทก เศษชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมา กระทบเข้าที่แก้มของเขาจนเจ็บแปลบ
เวินเหยียนลุกขึ้นมาดู ใบไม้ที่ร่วงลงมาใบนนั้น คาดว่าน่าจะยาวถึงสามเมตร คานจักรยานถูกกระแทกจนเบี้ยว
เขาเงยหน้ามองดู ใบไม้ที่เหลืออยู่ดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะร่วงลงมาแล้ว เขาเดินเข้าไป ลองยกดู ใบไม้ใบนี้อย่างน้อยก็น่าจะหนักสักสามสิบสี่สิบชั่ง*
เขาลากจักรยานที่ยังพอขี่ได้อยู่ แล้วหันหลังกลับเดินไป
เกือบจะโดนทับตายแล้ว ยังจะไปกินข้าวอะไรอีก
อุบัติเหตุเหรอ?
อุบัติเหตุบ้าอะไรล่ะ เขาเพิ่งจะเจอพยาบาลน้อยฟันผุที่ถูกตัดสินว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อคืนนี้เอง ตอนนี้จะให้เชื่อว่านี่เป็นอุบัติเหตุได้ยังไง
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าควรจะบอกเรื่องนี้ให้ทราบ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาท่านผู้อำนวยการ
“ท่านผู้อำนวยการครับ เมื่อกี้ผมเกือบจะโดนใบไม้หล่นทับตายแล้ว” เวินเหยียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อย่างรวดเร็ว
ท่านผู้อำนวยการดูประหลาดใจเล็กน้อย นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพยาบาลน้อยคนนั้นพอดี โกศของเธออยู่ในหอสันติสุข เธอไปดูได้นะ จำไว้ว่า กฎเกณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มีอะไรก็โทรหาฉันโดยตรง อยากจะทำอะไรก็ทำไป”
เวินเหยยียนยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ท่านผู้อำนวยการก็วางสายไปแล้ว
เวินเหยยียนครุ่นคิดถึงคำพูดของท่านผู้อำนวยการ ท่านผู้อำนวยการหมายความว่ายังไง? กำลังคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่เหรอ?
ในห้องทำงาน ไช่ฉี่ตงยิ้มเหอะๆ
“ว่าไง? นายวางใจให้เจ้าหนูนี่เข้ามายุ่งแล้วเหรอ?”
“ฉันไม่วางใจแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้ามาในลานนี้ ฉันก็ดูออกแล้วว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่เจอเรื่องแล้วจะหลบหนี
สองสามวันนี้ ไม่ได้ให้เขาทำอะไรเลย ให้เขาเลือกเอง เขาก็ไม่ได้คิดจะไป เมื่อกี้ยังมาหาฉันเองเลย
เขาเองก็คงจะรู้ดีว่าเขาสามารถเข้าไปในห้องเย็นเก็บศพเก่าได้โดยธรรมชาติแล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างพิเศษ เขาไม่หาเรื่อง เรื่องก็จะมาหาเขาเอง
หนีไม่พ้นหรอก
และคำพูดและการกระทำของพยาบาลน้อยในอาณาเขตนั้น ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการเตือนเขเรื่องกฎเกณฑ์ เป็นการช่วยเขา
พยาบาลน้อยคนนั้นน่าจะละเมิดกฎอะไรบางอย่างของอาณาเขตตอนที่อยู่เวรดึกเมื่อปีที่แล้ว ตายไปแล้วก็ยังถูกขังอยู่ในนั้นไม่ได้รับการปลดปล่อย
คนแก่อย่างฉันยังคิดออกเลย คนหนุ่มสาวสมัยนี้ รับอะไรได้ง่ายขนาดนี้ จะคิดไม่ออกได้ยังไง?
อีกอย่าง เมื่อกี้เขาเกือบจะโดนใบไม้หล่นทับตาย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ และก็ไม่เชื่อว่าเขาจะคิดว่าเรื่องมันจบแค่นี้”
ไช่ฉี่ตงพยักหน้า
“ก็จริง เขาค่อนข้างพิเศษ เพิ่งมาก็เจอของที่อยากจะเข้าคลังเก็บศพใหญ่ เรายังตรวจสอบไม่ได้เลยว่าของชิ้นนั้นแอบเข้ามาที่นี่ได้ยังไง ต่อไปคงจะมีเรื่องยุ่งยากกว่านี้อีก อาณาเขตนี้ ในตอนนี้ดูแล้วก็ไม่น่าจะอันตรายเป็นพิเศษ ก็ให้เขาลองดูได้
ที่ฉันมาหานายครั้งนี้ นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่า เรื่องของอสูรกลืนวิญญาณ นายคงมีสิทธิ์ที่จะรู้ใช่ไหม?
เราเพิ่งจะตรวจสอบไปแล้ว สามเมืองใกล้เคียง พ่อครัวหลายคนมีอาการเหมือนกัน โดยเฉพาะที่เมืองซวีโจว*มีมากที่สุด
พวกเขาบางคนลืมขั้นตอนบางอย่างในกระบวนการทำอาหารบางจาน บางคนลืมที่จะใส่วัตถุดิบหลัก
แต่พวกเขาและคนรอบข้าง ไม่มีใครรู้สึกว่าผิดปกติเลย
และที่อื่นก็ยังไม่มีสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้น
ถ้าทฤษฎีก่อนหน้านี้เป็นจริง เราก็พอจะยืนยันได้ว่า อสูรกลืนวิญญาณจุติแล้ว และก็อยู่ในสามเมืองใกล้เคียงจริงๆ
ตอนนี้ ฉันจะมายืมของจากนายอย่างหนึ่ง”