- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 12 เหตุวุ่นวายเรื่องย้ายโรงเรียน
บทที่ 12 เหตุวุ่นวายเรื่องย้ายโรงเรียน
บทที่ 12 เหตุวุ่นวายเรื่องย้ายโรงเรียน
บทที่ 12 เหตุวุ่นวายเรื่องย้ายโรงเรียน
เรื่องที่เซี่ยกั๋วสี่ต้องการให้เซี่ยเสาย้ายโรงเรียน จุดเริ่มต้นมาจากวันที่เธอกลับลงมาจากบนเขา
ตอนที่เซี่ยเสากลับถึงบ้าน ศาสตราจารย์โจวยังคงอยู่และกำลังดื่มกับเซี่ยกั๋วสี่ คุณย่าเจียงซูฮุ่ยและโจววั่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นลุงหวังพาเซี่ยเสากลับมา ก็อดไม่ได้ที่จะถามเรื่องที่ขึ้นไปบนเขา
ลุงหวังเบะปากและมองไปที่เซี่ยเสา เด็กคนนี้ปากหนักมาก ตลอดทางเขาถามไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถสืบอะไรได้เลย
“คุณปู่ถังบอกว่า หนูหน้าเหมือนหลานสาวของเขา อยากให้หนูขึ้นเขาไปคุยกับเขาบ่อย ๆ ค่ะ” เซี่ยเสาปิดบังเรื่องที่เขารับเธอเป็นศิษย์ เธอมีเหตุผลของตัวเอง การทำอาชีพเกี่ยวกับฮวงจุ้ยถูกเข้าใจผิดอย่างมากในประเทศ ในสายตาของคนส่วนใหญ่ นี่คืออาชีพของพวกหลอกลวงทรงเจ้าเข้าผี ถ้าเซี่ยกั๋วสี่รู้ว่าเธอกลายเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฮวงจุ้ย ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธขนาดไหน
ตอนนี้เธอไม่มีสถานะอะไรในบ้าน ไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะพูดอะไร เรื่องที่ผู้ใหญ่เห็นว่าไม่ดี พวกเขาย่อมต้องจัดการแทนเธอ ถ้าพูดความจริงออกไป ไม่เพียงเซี่ยกั๋วสี่จะดุด่าว่าเธอไม่ได้เรื่อง แต่พ่อแม่ของเธอจะพลอยถูกตำหนิไปด้วย ซึ่งไม่คุ้มกันเลย
ดังนั้น เซี่ยเสาจึงคิดว่าควรเอาตัวรอดไปก่อน
แต่เซี่ยกั๋วสี่กลับทำหน้าบึ้งตึง พูดจาด้วยกลิ่นเหล้าคลุ้ง “เหมือนหลานสาวเขา? ถ้าเหมือนหลานสาวเขา ทำไมไม่เอาหลานสาวตัวเองมาเล่า! ให้ลูกหลานบ้านเราขึ้นเขาไปอยู่กับเขาทำไม? ไม่อายหรือไง? แกจำไว้เลยนะ! ต่อจากนี้ห้ามขึ้นเขาไปอีก!”
เขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น แต่เซี่ยเสาไม่มีเจตนาจะเชื่อฟัง ขณะที่เธอกำลังคิดว่าจะใช้วิธีไหนเกลี้ยกล่อมคุณปู่ ศาสตราจารย์โจวก็พูดขึ้นว่า
“น้องเซี่ย พี่ได้ยินมาว่าชายชราที่อยู่บนเขาขาไม่ค่อยดี ปกติลุงหวังเป็นคนเอาของไปให้ เด็กมีความกตัญญู รู้จักเคารพผู้ใหญ่ ย่อมเป็นเรื่องดีนะ อย่าไปขัดขวางเด็กมันเลย”
เซี่ยกั๋วสี่โบกมือ “พี่โจว ลูกหลานมีความกตัญญูเป็นเรื่องดีก็จริง แต่กตัญญูต่อคนในครอบครัวก็พอแล้ว คนอื่นที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง จะไปสนใจทำไมกัน”
“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก คำโบราณว่าไว้ ให้เคารพบรรพบุรุษของเราเหมือนเคารพบรรพบุรุษของคนอื่น ทุกคนรู้เรื่องนี้ดี แต่คนที่ทำได้จริงมีไม่มากหรอกนะ” ศาสตราจารย์โจวไม่ได้โกรธ พูดจาอย่างอ่อนโยนและมีเหตุผลเช่นเคย “ตอนนี้เด็กยังเล็ก การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ สั่งสอนให้เคารพผู้ใหญ่ตั้งแต่ตอนนี้ โตขึ้นเธอจะได้เป็นคนดีมีคุณธรรม อนาคตของประเทศฝากฝังไว้กับคนหนุ่มสาวแบบนี้ พวกเราคนรุ่นเก่าถึงจะวางใจ”
ศาสตราจารย์โจวพูดอย่างจริงจัง เซี่ยกั๋วสี่เองก็ไม่รู้ว่าถูกอะไรดลใจ หรืออาจเป็นเพราะหลายปีมานี้หาคนคุยถูกคอได้ยาก เขาที่มีนิสัยทั้งดื้อรั้นทั้งหัวแข็ง แต่กลับพึมพำออกมาคำหนึ่ง และไม่พูดอะไรอีก
“อ้อ จริงสิ” ศาสตราจารย์โจวพูดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หันไปมองลุงหวังผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ข้าง ๆ “ผู้ใหญ่บ้าน ผมกลับมาพักผ่อนที่หมู่บ้านเรา ไม่ได้หวังอะไร นอกจากอยากใช้แรงกายที่ยังพอมีทำประโยชน์ให้บ้านเกิดอีกสักหน่อย ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น เป็นแต่สอนหนังสือ เมื่อก่อนพ่อแม่ของผมก็เคยสอนหนังสืออยู่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ตอนนี้แม้ผมอายุมากแล้ว แต่ถ้าได้กลับมารับช่วงต่องานของพวกท่าน พัฒนาความรู้ความสามารถของเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ผมว่าก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน”
เมื่อลุงหวังได้ยินดังนั้นก็พูดด้วยความตื่นเต้น “ศาสตราจารย์โจว คุณพูดจริงหรือครับ? โอ๊ย! ยอดเยี่ยมไปเลย! ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต้องขอบคุณคุณ เด็ก ๆ จะได้ไปโรงเรียนและมีศาสตราจารย์มาสอน ขนาดเด็กในเมืองยังไม่มีวาสนาแบบนี้เลยนะ!”
“ฮ่า ๆ ผู้ใหญ่บ้าน ผมอายุขนาดนี้แล้ว จะหลอกคุณไปทำไม? ผมได้แจ้งกับทางผู้นำสำนักงานการศึกษาในเมืองแล้ว และพวกเขายังคงสนับสนุนความปรารถนาสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของผม!”
“เยี่ยม! ยอดเยี่ยมไปเลย! สุดยอดจริง ๆ ครับ!” ลุงหวังตื่นเต้นจนมือสั่น พูดอะไรไม่ออก
ตอนนั้นเซี่ยกั๋วสี่ดื่มเหล้าไปเยอะแล้ว พอได้ยินก็พูดลิ้นพันกันว่า “พี่โจวครับ ผมนับถือคนแบบพี่จริง ๆ ไม่เคยลืมบ้านเกิดเลย! เอาอย่างนี้ดีไหม พี่คิดว่าหลานสาวของผมเป็นอย่างไรบ้าง? ลองถามเธอดูสิว่า อยากย้ายโรงเรียนมาที่หมู่บ้านไหม! ให้เธอได้เรียนหนังสือกับพี่ คิดว่าไงครับ?”
คำพูดนี้ทำเอาคนทั้งห้องถึงกับอึ้งไป
“นี่ตาเฒ่า พูดอะไรออกมา? หลานสาวเรียนหนังสือในเมืองดี ๆ อยู่แล้ว จะให้ย้ายมาอยู่บ้านนอกทำไม? ตาเฒ่าคิดอะไรของแกอยู่!” เจียงซูฮุ่ยรีบหยิกเขาไปหนึ่งที แล้วหันไปพูดกับศาสตราจารย์โจวว่า “ขอโทษนะคะ ศาสตราจารย์โจว บ้านฉันเป็นแบบนี้แหละ ดื่มเหล้าไปหน่อยก็เลอะเลือน ลืมว่าตัวเองเป็นใคร อย่าไปถือสาเขาเลยค่ะ”
เซี่ยกั๋วสี่ตบโต๊ะ “ทำไมพวกมันจะไม่ยอม! ฉันยังไม่ตายนะ! อะไร? เรื่องของลูกหลานฉันตัดสินใจไม่ได้หรือไง? เธอจะย้ายมาเรียนที่หมู่บ้านกับพี่โจว ตกลงกันตามนี้แหละ!”
“ตกลงกันตามนี้อะไรกัน? แกยังไม่ได้คุยกับลูกชายลูกสะใภ้เลยนะ จะมาตัดสินอะไรเองได้ยังไง? ฉันล่ะพูดจริง ๆ นะ ตาเฒ่าคนนี้…” เจียงซูฮุ่ยพูดกับเขาอย่างร้อนใจ
ความรู้สึกยินดีฉายผ่านแววตาของเซี่ยเสาที่อยู่ข้าง ๆ เธอไม่คิดว่าเรื่องราวจะพัฒนาไปในทิศทางนี้ แต่ถ้าได้ย้ายมาเรียนที่หมู่บ้าน ก็จะเป็นประโยชน์กับเธออย่างไม่ต้องสงสัย!
หนึ่งคือสามารถขึ้นเขาไปฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และบำรุงพลังชี่กับอาจารย์ได้ทุกวัน รวมถึงเรียนรู้วิชาอภิปรัชญาและหลักอี้จิง สองคือผลการเรียนของเธอไม่มีปัญหาอยู่แล้ว การกลับไปเรียนระดับประถมที่เขตตงซื่อเป็นการเสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลามาเรียนรู้กับอาจารย์จะดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยเสาก็ขัดจังหวะการโต้แย้งของคุณปู่และคุณย่าอย่างเด็ดขาดด้วยการพูดว่า “หนูอยากเรียนกับศาสตราจารย์โจวที่โรงเรียนในหมู่บ้านค่ะ!”
…
ปกติหลานกับปู่มักมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องย้ายโรงเรียนกลับเห็นพ้องต้องกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายในตระกูลเซี่ยไม่น้อย
พอได้ยินเรื่องนี้ วันรุ่งขึ้นคนในครอบครัวก็พากันกลับมา พ่อแม่ของเซี่ยเสา อารอง และอาเขยนั่งอยู่ตรงข้ามกับชายชรา ขณะปรึกษาเรื่องการย้ายโรงเรียนของเธอ
“พ่อ เรื่องนี้ทำไมพ่อไม่ปรึกษาพวกเราก่อน แล้วค่อยรับปากศาสตราจารย์โจวล่ะครับ?” ในบ้าน เซี่ยจื้อหยวนพ่อของเซี่ยเสาพูดขึ้นมาก่อน หลี่เจวียนนั่งอยู่ข้าง ๆ สีหน้ากังวลใจ ดึงชายเสื้อของสามี แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เธอไม่เคยมีสถานะอะไรในบ้านหลังนี้ ในตอนที่แต่งงาน พ่อสามีก็ไม่พอใจที่เธอได้แต่งเข้ามาในบ้าน วุฒิการศึกษาของเธอไม่ดีเท่าเซี่ยจื้อหยวน หน้าตาก็ธรรมดา อย่างมากก็แค่ดูดี ทว่าผิวคล้ำเสียไปหน่อย
ส่วนเซี่ยจื้อหยวนพ่อของเซี่ยเสาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่โด่งดังในพื้นที่ ต่อมาเขาทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงงานแห่งหนึ่งในเมือง สาว ๆ หลายคนแอบชอบเขา คุณปู่ภูมิใจกับสถานะทหารผ่านศึกของตัวเองมาก และอยากได้ลูกสะใภ้ที่ดี แต่ในใจของชายชรานั้น ลูกสะใภ้อย่างหลี่เจวียนไม่คู่ควรกับลูกชายของเขา ดังนั้นหลังจากที่ทั้งสองแต่งงานกัน ไม่ว่าหญิงสาวจะกตัญญูรู้คุณแค่ไหน เธอก็ไม่เคยได้รับการยอมรับจากพ่อสามี
ต่อมาเมื่อให้กำเนิดลูกสาว ชายชรายิ่งไม่ชอบเธอมากกว่าเดิม โชคดีที่ลูกสาวเซี่ยเสาหน้าตาเหมือนพ่อของเธอ ผิวขาว ตาโต ตอนเด็ก ๆ หน้ากลม แก้มป่องเหมือนซาลาเปาดูน่ารักน่าเอ็นดู โตขึ้นมาจะต้องเป็นสาวสวยแน่ ๆ
นี่เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้หลี่เจวียนรู้สึกโล่งใจ เธอฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ลูกสาว ถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีสถานะอะไรในบ้าน แต่ถ้าเป็นเรื่องของลูกสาว เธอจะพยายามอย่างถึงที่สุด!
“จะปรึกษาอะไรกัน! ฉันพูดอะไรในบ้านนี้ไม่ได้เลยหรือไง? พี่โจวเป็นถึงศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ใคร ๆ ก็อยากเชิญเขามาสอนหนังสือ แค่ให้ลูกสาวพวกแกไปเป็นลูกศิษย์ของเขา มันจะทำให้พวกแกเดือดร้อนมากนักหรือไง?!” เซี่ยกั๋วสี่ตวาดออกมาเต็มเสียง แสดงท่าทีน่าเกรงขามของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว
“พ่อครับ นี่ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกยังเรียนอยู่ชั้นประถม แต่มันเป็นช่วงเวลาสำคัญของการวางรากฐาน ศาสตราจารย์โจว ถึงท่านจะเป็นศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง แต่ท่านก็สอนนักศึกษามหาวิทยาลัย เสี่ยวเสายังเด็ก ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ศาสตราจารย์โจวสอนจะเหมือนกับตำราเรียนที่โรงเรียนกำหนดหรือเปล่า? ถ้าวางรากฐานไม่ดี แล้วต้องกลับไปเรียนมัธยมในเมือง เธอจะตามเพื่อนทันได้อย่างไร?” เซี่ยจื้อหยวนพูดขึ้น หลี่เจวียนพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ
“ตำราเรียนก็เป็นของที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มันจะต่างอะไรกับโรงเรียนในเมือง? ศาสตราจารย์โจวเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ขนาดนักศึกษามหาวิทยาลัยเขายังสอนให้เก่งได้ แล้วจะสอนลูกสาวพวกแกที่เป็นเด็กประถมไม่ได้หรือไง?” เซี่ยกั๋วสี่โบกมืออย่างหงุดหงิด “ฉันบอกพวกแกแล้วไงว่า ตกลงกันตามนี้แหละ! ฉันรับปากพี่โจวไว้แล้ว จะให้ฉันกลับคำหรือไง?”
“แต่ว่าพ่อคะ…” หลี่เจวียนเห็นพ่อสามีตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ด้วยความร้อนใจก็ไม่ทันคิดอะไร รีบพูดออกมาเพื่อจะทัดทาน
“หุบปากไปเลย! ฉันกำลังคุยกับลูกชายอยู่ เธอมายุ่งอะไรด้วย!” เซี่ยกั๋วสี่ตวาดด้วยความโกรธ
ดวงตาของหลี่เจวียนเปลี่ยนเป็นสีแดงกะทันหัน เซี่ยเสาที่ยืนอยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว ถึงแม้เธอจะเต็มใจย้ายมาเรียนในหมู่บ้าน และรู้ว่าพ่อแม่คงจะไม่สบายใจ แต่พอเห็นแม่โดนคุณปู่ดุขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ดี
“แม่คะ ไม่ว่าหนูจะเรียนที่ไหน หนูก็จะตั้งใจเรียนค่ะ แม่วางใจได้” เธอเดินไปข้าง ๆ หลี่เจวียนและช่วยเช็ดน้ำตาให้
หลังจากเช็ดน้ำตาแล้ว หลี่เจวียนกลับร้องไห้หนักกว่าเดิม เธอคิดว่าเพราะลูกสาวของเธอเป็นเด็กดีและรู้ความ จึงมาปลอบใจเธอ คุณปู่พูดคำไหนคำนั้น ทำให้ลูกสาวที่แสนดีของเธอต้องลำบาก ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนประถมในเมืองก็ดีอยู่แล้ว กลับต้องย้ายมาเรียนที่หมู่บ้าน ตอนนี้โรงเรียนต่าง ๆ เน้นการพัฒนาทั้งด้านคุณธรรม สติปัญญา และร่างกาย สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียนในหมู่บ้านจะไปเทียบกับในเมืองได้อย่างไร? ถึงตอนนั้นจะไม่ทำให้ลูกต้องเสียอนาคตหรอกหรือ?
เมื่อมองดูสีหน้าเศร้าหมองของครอบครัวเซี่ยจื้อหยวน เซี่ยจื้อหลานอารองของเซี่ยเสาก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร เธอไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้น เผื่อคุณปู่เกิดหมายตาจางหรู่ม่านลูกสาวของเธอขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ส่วนเซี่ยจื้อเทาอาชายของเซี่ยเสากับเจี่ยงชิวหลินภรรยาไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ทั้งสองคนเงียบปากอยู่ข้าง ๆ เหมือนมานั่งเป็นเพื่อนเท่านั้น
สุดท้าย อาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยก็พูดขึ้น “พ่อคะ เรื่องนี้พ่อคิดได้ยังไง? สมัยนี้เด็กบ้านนอกยังดิ้นรนแทบตายเพื่อหาทางเข้าโรงเรียนในเมืองเลย หนูยังไม่เคยได้ยินว่าใครเรียนหนังสือในเมืองอยู่ดี ๆ แล้วย้ายกลับมาเรียนที่หมู่บ้านเลยนะ! เรื่องนี้พูดออกไปใครจะเชื่อคะ? พ่อไม่กลัวคนอื่นมานินทาลับหลังเหรอ? พ่อไม่คิดถึงเรื่องหน้าตา แต่ลูก ๆ ที่ทำงานอยู่ในเมืองอย่างพวกเราอับอายนะคะ!”
“ถ้าจะน่าอาย ก็ควรเป็นพี่ชายและพี่สะใภ้ของแกสิ มันเกี่ยวอะไรกับแกด้วย! อีกอย่าง โรงเรียนประถมมีศาสตราจารย์มาสอนด้วยตัวเอง นี่เป็นเรื่องน่าอายตรงไหน?” เซี่ยกั๋วสี่ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน
“มันก็แค่โรงเรียนประถมเท่านั้นเอง จำเป็นต้องให้ศาสตราจารย์มาสอนด้วยเหรอ? นี่มันเกินหน้าเกินตาไปหน่อยนะ!” เซี่ยจื้อเหมยพูดพลางขมวดคิ้ว เธอหรี่ตาลง แสงสว่างที่วาดผ่านดวงตาเพียงชั่วครู่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเซี่ยเสา
เซี่ยเสายืนอยู่ข้าง ๆ แม่ ไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับใช้ตาที่สามมองไปที่เซี่ยจื้อเหมย
พอมองดูเท่านั้น ในใจก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ! จริงอย่างที่คาดไว้ แอบอ้างว่าร้อนใจแทนเธอ แต่ที่แท้ก็คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง
เซี่ยเสาหัวเราะเยาะในใจ ไม่พูดอะไรสักคำ ขี้เกียจจะทำอะไรทั้งนั้น ยังไงเธอก็รู้แผนการของเซี่ยจื้อเหมยอยู่แล้ว และก็รู้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นด้วย
เซี่ยกั๋วสี่กลัวเสียหน้ามาก ในเมื่อรับปากศาสตราจารย์โจวไปแล้ว จะมีเหตุผลอะไรให้กลับคำ? เขาย่อมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ในที่สุดก็ไล่ลูก ๆ ออกไปทั้งหมด พร่ำบอกว่าเรื่องนี้ตกลงกันตามนี้แล้ว ทำให้ครอบครัวต้องแยกย้ายออกไปด้วยความไม่เต็มใจ
หลี่เจวียนเดินออกจากประตู น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ “ทำไมพ่อของคุณถึงทำแบบนี้? คุณรีบไปเกลี้ยกล่อมเขาอีกทีสิ”
เซี่ยจื้อหยวนตบมือภรรยาเบา ๆ พลางถอนหายใจ “ผมรู้ว่าในใจคุณกังวลอะไร แต่พ่อตัดสินใจแล้ว ท่านเป็นผู้ใหญ่ อายุมากแล้ว ไปขัดใจเขาคงไม่ดีเท่าไหร่ เอาอย่างนี้ไหม ในเมื่อลูกยังเล็ก ให้ลูกย้ายมาเรียนที่หมู่บ้านสักปีดูก่อน ถ้าผลการเรียนไม่ดี เราค่อยเสนอเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกก็ยังไม่สาย ตอนนั้นพ่อก็คงไม่มีอะไรจะพูด ตกลงไหม?”
นี่ถือว่าเป็นวิธีประนีประนอม หลี่เจวียนไม่เต็มใจเลย แต่เธอเป็นคนเชื่อฟังมาโดยตลอด และไม่มีวิธีอื่นที่จะพูดให้พ่อสามีเปลี่ยนใจ ในที่สุดก็ได้แต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา
คนในครอบครัวออกเดินทางแยกย้ายกันไปในตอนเช้า แต่ในตอนบ่ายเซี่ยจื้อเหมยก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้กลับมาที่บ้าน แต่พาผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเขตตงซื่อพร้อมกับของขวัญมากมาย และตรงดิ่งไปที่บ้านศาสตราจารย์โจว
ในสายตาของเซี่ยจื้อเหมย การที่ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองหลวงไปสอนเด็กประถมดูไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีเท่าไหร่ สู้เอามาสอนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งในเมืองจะดีกว่า อย่างแรกคือช่วยเพิ่มชื่อเสียงและความสามารถในการแข่งขันให้กับโรงเรียน อย่างที่สองคือด้วยชื่อเสียงและเส้นสายของศาสตราจารย์โจว ย่อมเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนเมื่อต้องรับสมัครนักเรียนในอนาคต และอย่างที่สามคือการที่เธอทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับโรงเรียนขนาดนี้ เรื่องการแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มในแผนกของเธอก็คงจะจบลงด้วยดี
เพียงแต่ศาสตราจารย์โจวเป็นคนรักษาสัจจะมาก อีกทั้งการสอนหนังสือในหมู่บ้านก็เป็นความปรารถนาของท่าน ดังนั้นท่านจึงไม่เห็นด้วย ทำให้เซี่ยจื้อเหมยต้องผิดหวังกลับไป
แต่สุดท้ายแล้ว เขาทนการที่เธอพาผู้อำนวยการโรงเรียนมาขอร้องวันเว้นวันไม่ได้ ศาสตราจารย์โจวจำต้องถอยให้ โดยรับปากเป็นครูพิเศษกิตติมศักดิ์ของโรงเรียน ไปสอนนักเรียนที่โรงเรียนเดือนละหนึ่งครั้ง และในอนาคตหากมีงานบรรยายหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนการแข่งขันในประเทศ ท่านก็จะช่วยโรงเรียนดำเนินการให้ เซี่ยจื้อเหมยและผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหนึ่งจึงยอมจากไปด้วยความดีใจ
เซี่ยเสารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ในเมื่อเรื่องที่เธอย้ายโรงเรียนไม่เปลี่ยนแปลง เธอก็เลยไม่สนใจที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เมื่อเห็นท่าทางที่อาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยวิ่งเต้นวุ่นวายกับการจัดการเรื่องนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบั้นปลายชีวิตของคนในครอบครัวของอาใหญ่ ชีวิตช่างไม่แน่นอนเอาเสียเลย ณ จุดนี้ กิจการครอบครัวของพวกเขาแทบไม่สามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเธอได้เลย
สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้คือการวางแผนอนาคตของตัวเอง
หลังจากนั้น ในช่วงที่ยังเป็นวันหยุดฤดูหนาวก่อนเปิดเทอม เซี่ยเสาก็ขึ้นเขาไปหาถังจงปั๋วทุกวันเพื่อฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และบำรุงพลังชี่ รวมถึงเรียนรู้วิชาอภิปรัชญาและหลักอี้จิง
การเปลี่ยนแปลงกำลังเริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้…