- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 8 มาเยี่ยมเยียน
บทที่ 8 มาเยี่ยมเยียน
บทที่ 8 มาเยี่ยมเยียน
บทที่ 8 มาเยี่ยมเยียน
คุณลุงหวังผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านสิบลี้ เขาเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในหมู่บ้านมาก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความยุติธรรมในการจัดการเรื่องต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เขามีลูกชายเป็นหัวหน้าแผนกทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินในเขตตงซื่อ
ลุงหวังย่อมรู้สึกภูมิใจที่มีลูกชายเช่นนี้ แต่ขณะเดียวกันลูกชายคนนี้ก็ทำให้เขาปวดหัวได้เช่นกัน
เมื่อหนึ่งปีก่อน มีคนนอกเข้ามาในหมู่บ้าน เป็นชายชราที่อายุเกินหกสิบปี ขาทั้งสองข้างพิการ ต้องนั่งรถเข็น แต่พลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ทำให้ลุงหวังยังคงจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้
ชายชราผู้นั้นมีกลิ่นอายของปรมาจารย์ผู้เร้นกาย แต่ดวงตาทั้งสองกลับทรงพลัง แม้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธเคืองก็ยังดูน่าเกรงขาม ราวกับว่าเพียงแค่โดนเขาจ้องมอง ขาก็แทบจะอ่อนแรง ลุงหวังซึ่งไม่เคยออกจากเขตตงซื่อ ไม่เคยพบเจอคนแบบนี้มาก่อน แต่คนคนนี้กลับถูกหวังซวี่ต้งลูกชายของตัวเองพามาที่หมู่บ้าน
ลูกชายกำชับเขาว่า ให้สร้างบ้านบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน และต้องทำทางเดินหินเพื่อให้ชายชราขึ้นลงเขาได้ นับจากนี้เป็นต้นไปชายชราจะมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน
เมื่อได้ยินคำขอของลูกชาย ลุงหวังก็ตกใจมาก “ที่ดินในหมู่บ้าน จะยกให้คนนอกใช้ง่าย ๆ ได้ยังไง? นะ นี่จะต้องทำให้ชาวบ้านคัดค้านแน่นอน!”
แต่ลูกชายกลับพูดเพียงว่า “พ่อ เรื่องนี้พ่อแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ เรื่องนี้เป็นคำสั่งจากเบื้องบน ลูกชายพ่อก็แค่ทำตามคำสั่ง... เฮ้อ สรุปคือพ่อไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ทางในเมืองจะประสานงานเอง”
พอได้ยินดังนั้น ลุงหวังก็ยิ่งตกใจ! ทางในเมืองจะเข้ามาดูแล? นี่ต้องเป็นคนใหญ่คนโตขนาดไหนกัน?
ในความเข้าใจของเขา การที่คนคนหนึ่งจะได้รับความสนใจจากทางการได้นั้น ต้องเป็นคนใหญ่คนโตแน่นอน ตอนนี้เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก และทำได้เพียงทำตามที่ลูกชายบอก
สุดท้ายก็กลายเป็นอย่างที่ลูกชายบอกไว้ ไม่กี่วันต่อมาทางการได้ส่งเอกสารลงมาให้ บอกว่าชายชราคนนี้ได้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในเมืองมากมาย และได้สร้างคุณูปการอย่างมากต่อการพัฒนาเมือง เนื่องจากหมู่บ้านมีทัศนียภาพที่สวยงาม เขาจึงต้องการพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้าน และก็ไม่ได้ใช้ที่ดินของหมู่บ้านฟรี ๆ แต่ได้ให้เงินชดเชยแก่ชาวบ้านทุกครัวเรือน
เงินชดเชยที่ให้นั้นค่อนข้างมาก แถมยังให้ทุกปี ชาวบ้านจึงไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้ และชายชราก็ได้อาศัยอยู่บนเขาด้านหลังตั้งแต่นั้นมา
ในความคิดของชาวบ้าน ชายชราคนนี้เป็นถึงผู้ประกอบการ และเป็นคนใหญ่คนโต ดังนั้นปกติจึงไม่มีใครกล้าไปรบกวนเขา แม้แต่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็ได้รับคำสั่งว่าห้ามซุกซนไปก่อเรื่องนอกบ้านหลังนั้น ไม่อย่างนั้นก็เตรียมตัวโดนตีที่บ้านได้เลย! อันที่จริง นี่เป็นความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ความจริงแล้วชาวบ้านหลายคนกลัวว่าชายชราจะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนภูเขา และจากไปด้วยความโกรธ จากนั้นเงินชดเชยก้อนโตที่ได้รับทุกปีก็จะหายไป
ชายชราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว และระหว่างนั้นไม่เคยเห็นเขาลงจากภูเขาเลย อาหารและของใช้จำเป็นทั้งหมด ลุงหวังจะเป็นคนนำไปส่งให้เป็นประจำ
เมื่อเวลาผ่านไป ลุงหวังก็เริ่มชินไปเอง อย่างไรเสียก็แค่ไปส่งของ และชายชราไม่ได้มีคำขออะไรอื่น
แต่สิ่งที่แปลกคือ สองวันก่อนตอนที่เขาไปส่งของ ชายชรากลับถามเรื่องราวในหมู่บ้านกับเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่ถามคือเรื่องที่เขาไปกับศาสตราจารย์โจวเพื่อเลือกทำเลสร้างสุสานบรรพบุรุษในวันนั้น โดยถามเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างละเอียด
เรื่องนี้ทำให้ลุงหวังรู้สึกแปลกใจมาก แต่หลังจากนั้นก็ยังมีเรื่องที่แปลกใจกว่าเดิมอีก!
ก่อนที่เขาจะกลับ ชายชรากลับถามถึงวันเดือนปีเกิดของเซี่ยเสาผู้เป็นหลานสาวของผู้อาวุโสเซี่ย!
ถึงแม้ลุงหวังจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่เขาจะรู้วันเดือนปีเกิดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างไร? ด้วยความจนปัญญา เขาจึงต้องเชิญเซี่ยกั๋วสี่คุณปู่ของเซี่ยเสาไปกินข้าวที่บ้าน เขารู้ว่าเซี่ยกั๋วสี่ชอบดื่มเหล้า ระหว่างมื้ออาหารทั้งสองคนจึงดื่มเหล้าเข้าไปหลายแก้ว ทำให้ค่อย ๆ พูดคุยจนได้ข้อมูลออกมา
เขารีบนำวันเดือนปีเกิดไปบอกในคืนนั้น ตอนที่เขาไปอีกครั้ง ชายชรากลับยื่นคำขออีกอย่างหนึ่ง นั่นคือเขาอยากจะพบเซี่ยเสา!
นะ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?!
ลุงหวังได้แต่ส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซี่ยเสาเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุสิบขวบ การที่ถูกถามวันเดือนปีเกิด ทั้งถูกขอพบหน้า หรือว่าชายชราคนนี้มีหลานชายที่รุ่นราวคราวเดียวกัน และต้องการจะหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กงั้นเหรอ?
หากเป็นเรื่องจริง ก็ถือว่าเป็นโชคดีของตระกูลเซี่ย ชายชราคนนี้เป็นถึงคนใหญ่คนโตที่แม้แต่ผู้นำในเมืองยังให้ความเคารพ!
ถึงจะรู้สึกเช่นนั้น ลุงหวังก็ไม่กล้าละเลย หลังจากลงจากเขา ก็ตรงไปที่บ้านของเซี่ยกั๋วสี่ทันที
เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านตระกูลเซี่ย ลุงหวังก็ต้องชะงัก จากระยะไกล เขาเห็นโจววั่งกำลังพาศาสตราจารย์โจวเดินมาทางนี้เช่นกัน โดยที่ทั้งคู่ถือของบางอย่างอยู่ในมือ
เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าในมือของโจววั่งถือเหล้าเหมาไถห้าขวด บุหรี่ชั้นดีห้าซอง และปลาจวดเหลืองตัวใหญ่อีกสองตัว
โจววั่งเห็นลุงหวังยืนอยู่ข้างนอกกำแพงบ้านตระกูลเซี่ยก็ตกใจ จึงถามว่า “ผู้ใหญ่บ้าน มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?”
ลุงหวังถามกลับ “แล้วพวกคุณมาทำอะไรกันครับ?”
ได้ยินดังนั้นโจววั่งก็เผยสีหน้าขมขื่นออกมาทันที “ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องเมื่อสองวันก่อนเหรอ? ช่วงนี้อารองเขาเอาแต่พูดว่าโชคดีที่ได้เจอกับแม่หนูเซี่ยเสา พวกเราตระกูลโจวถึงได้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ นี่ไงล่ะ วันนี้พวกเราเลยมาขอบคุณ”
“ฮะ?” ลุงหวังแทบจะถลึงตาออกมา วันนั้นเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย คำพูดของเด็กคนหนึ่งน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ?
แม้จะพยายามมากเพียงใดก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งดึงดูดความสนใจของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงและชายชราบนภูเขาได้อย่างไรกัน นี่มันช่าง…
ลุงหวังส่ายหน้า ไม่พูดอะไรอีก ก่อนตะโกนเรียกเข้าไปในบ้านจากนอกรั้ว ไม่นานนัก เซี่ยเสาและคุณย่าเจียงซูฮุ่ยก็ออกมาต้อนรับ
“คุณปู่โจว!”
ทันทีที่เห็นโจววั่งถือของมา เซี่ยเสาก็รู้ได้ว่าทั้งสองคนมาด้วยเรื่องอะไร เธอไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า แต่ในใจกลับชื่นชมในคุณธรรมของศาสตราจารย์โจวเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าการช่วยชีวิตครอบครัวของศาสตราจารย์โจวจะเป็นความดีความชอบของเซี่ยเสาจริง ๆ แต่เรื่องนี้คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ และจะไม่ยกความดีความชอบให้เด็กคนหนึ่งอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่าศาสตราจารย์โจวเอ็นดูเซี่ยเสามาก พอเห็นเด็กสาวออกมาต้อนรับ เขาก็อุ้มเธอขึ้นมา ทำให้คุณย่าถึงกับงงไปพักหนึ่ง หลังจากที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบเข้าไปในบ้านเรียกคุณปู่ที่นอนฟังวิทยุอยู่บนเก้าอี้ไม้
เป็นที่รู้กันดีในหมู่บ้านว่าเซี่ยกั๋วสี่เป็นชายหัวแข็ง แม้คนที่มาจะเป็นศาสตราจารย์โจว เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีต้อนรับมากนัก เพียงแต่เชิญให้เข้ามาในบ้าน มองดูเหล้าบุหรี่ที่โจววั่งวางบนโต๊ะ แล้วพูดว่า “วั่งจื่อ พวกเราก็คนหมู่บ้านเดียวกัน เธอกับอาของเธอแวะมานั่งเล่นที่บ้านเฉย ๆ ก็ได้ จะเอาของมาทำไม? เฮ้อ! ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นทหารผ่านศึก แต่ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ พอชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทหารผ่านศึกอย่างพวกเราก็ไม่มีใครสนใจแล้ว มีแต่ศาสตราจารย์โจวนี่แหละ สุดท้ายปัญญาชนก็คือปัญญาชน กลับมาที่หมู่บ้านก็ยังจำได้ว่าควรมาเยี่ยมคนแก่ ๆ อย่างฉัน เฮ้อ! ดีกว่าพวกข้าราชการในเมืองตั้งเยอะ”
โจววั่งอึกอัก เกือบจะหลุดขำออกมา ลุงหวังที่อยู่ข้าง ๆ แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน พวกเขารู้กันว่าเซี่ยกั๋วสี่เข้าใจผิด คิดว่าศาสตราจารย์โจวตั้งใจมาเยี่ยมเขา แต่ความจริงทุกคนมาเพราะหลานสาวของเขาต่างหาก
ศาสตราจารย์โจวยิ้มอย่างสุภาพ ไม่ได้พูดอะไรเป็นการหักหน้า เพียงแต่พูดว่า “ประเทศชาติให้ความสำคัญกับทหารผ่านศึกมาโดยตลอด พวกเราต่างก็มาจากยุคสงคราม ถ้าไม่มีทหารที่ปกป้องประเทศชาติอยู่แนวหน้าในตอนนั้น แล้วจะมีชีวิตที่สุขสบายในวันนี้ได้อย่างไร?”
คำพูดนี้เข้าถึงจิตใจของเซี่ยกั๋วสี่เป็นอย่างมาก เมื่อพูดถึงความกล้าหาญของเขาที่แนวหน้าในตอนนั้น เขาเคยได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ! เหรียญกล้าหาญยังคงถูกแขวนไว้ที่บ้าน แต่เพราะเขาเป็นคนหัวแข็ง พวกข้าราชการบางคนจึงไม่พอใจ ทำให้สิทธิประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับถูกยกเลิกไป และทำให้เขาต้องมาลงเอยด้วยการทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านในปัจจุบัน อดีตข้าราชการที่ปลดประจำการพร้อมกับเขา ตอนนี้ต่างใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเมืองใหญ่ ได้รับความเคารพนับถือ ทุกครั้งที่ต้องเจอเพื่อนร่วมรบเก่าเหล่านั้น เขาจะเสียหน้าทุกที
ราวกับได้พบเพื่อนสนิทมิตรสหาย เซี่ยกั๋วสี่เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต ศาสตราจารย์โจวรับฟังโดยไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่าย เขามีมารยาทดีมาก และเริ่มคุยกับอีกฝ่ายอย่างออกรส จนสุดท้ายทั้งสองคนมาคำนวณอายุกัน พบว่าศาสตราจารย์โจวอายุมากกว่าเซี่ยกั๋วสี่ถึงสิบปี ทั้งสองคนจึงเรียกกันว่าพี่ชายน้องชาย
“น้องเซี่ย พี่ว่านะ คนรุ่นพวกเราพอถึงวัยนี้ หลาย ๆ เรื่องก็ควรจะปล่อยวางได้แล้ว ถ้าอัดอั้นตันใจจริง ๆ ก็ลองมองไปที่คนรุ่นหลังดูเถอะ! คำโบราณว่าไว้ ล้อเกวียนแห่งโชคชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน คนรุ่นลูกหลานอาจจะไม่ด้อยกว่าคนเหล่านั้นก็ได้” ศาสตราจารย์โจวปลอบใจ พลางมองไปที่เซี่ยเสาซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างอย่างเชื่อฟัง
“หลานสาวคนนี้ของเธอได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีมาก! เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่เจอกับเธอครั้งหนึ่ง เด็กคนนี้ถึงอายุยังน้อย แต่มีมารยาท แถมยังฉลาดมากด้วย! วันนั้นหลังจากกลับมาจากเขาด้านหลัง พี่ถามเธอเกี่ยวกับประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่โด่งดังในโลก แต่เธอกลับสามารถบอกชื่อเมืองหลวงได้ นับว่าหาได้ยาก!”
ศาสตราจารย์โจวไม่ได้พูดถึงเรื่องการเลือกทำเลสร้างสุสานบรรพบุรุษในวันนั้น ประการแรก เขารู้ดีว่าในประเทศจีนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องฮวงจุ้ยมาโดยตลอด คนในวงการนี้มักถูกเรียกว่าพวกหลอกลวง พวกทรงเจ้าเข้าผี ชื่อเสียงไม่ดี อาชีพนี้ในประเทศจีนจึงยากที่จะได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผย เซี่ยกั๋วสี่เป็นคนกลัวเสียหน้า ถ้าพูดความจริงออกไป เขาจะต้องตำหนิเซี่ยเสาที่ยังเด็กแล้วทำตัววุ่นวายแน่นอน
ประการที่สอง ในใจของศาสตราจารย์โจวคิดว่าเรื่องในวันนั้นเป็นความบังเอิญ แต่ถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญ การที่เขาได้รับประโยชน์จากคำพูดโดยไม่ได้ตั้งใจของเด็กคนหนึ่งก็เป็นเรื่องจริง วันนี้เขาจึงมาขอบคุณถึงบ้าน ถ้าเขาไม่มา เขาจะรู้สึกเหมือนติดค้างอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
วันนี้เซี่ยกั๋วสี่ได้พบเพื่อนรู้ใจ ได้ระบายความอัดอั้นตันใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้อารมณ์ดีกว่าปกติมาก ยิ่งพอได้ยินว่าหลานสาวได้รับการชมเชยเรื่องความรู้จากศาสตราจารย์ที่เคยสอนอยู่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีหน้ามีตาขึ้นมา จึงพยักหน้าให้เซี่ยเสา แววตาแสดงความพอใจอย่างหาได้ยาก เขาถึงกับมองหลานสาวด้วยความชื่นชมมากกว่าเดิม
“ยายเฒ่าเอ๊ย ไปผัดกับข้าวมาสักสองอย่าง วันนี้พี่โจวมาเยี่ยมบ้านเรา ฉันต้องดื่มกับเขาสักหน่อย!” เซี่ยกั๋วสี่พูดขึ้น
เจียงซูฮุ่ยรู้สึกเกรงใจเรื่องเหล้าและบุหรี่ที่ได้รับมาในวันนี้อยู่แล้ว พอได้ยินดังนั้นก็รีบรับคำ หันหลังกลับไปทำปลาจวดเหลืองสองตัวที่โจววั่งเอามา แล้วยังนำเนื้อและไข่ในบ้านออกมาเตรียมทำกับข้าวเพิ่มอีกหลายอย่าง
ลุงหวังนั่งไม่ติดมาสักพักใหญ่แล้ว กลัวว่าชายชราบนเขาจะรอนาน แต่ก็หาโอกาสแทรกบทสนทนาไม่ได้สักที พอได้ยินว่าพวกเขาจะทำอาหารและดื่มเหล้าด้วยกัน เขาก็เลยกระแอมออกมาแล้วพูดว่า “อะแฮ่ม! ผู้อาวุโสเซี่ย จริง ๆ วันนี้ที่ผมมา เพราะมีเรื่องสำคัญ...”
เซี่ยกั๋วสี่ โจววั่ง และศาสตราจารย์โจวต่างหันมามอง โจววั่งนึกว่าลุงหวังแค่บังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเซี่ย เห็นพวกเขาเข้าไปก็เลยตามเข้ามานั่งคุยด้วย ไม่คิดว่าจะมีธุระจริง ๆ
“เอ่อ คือแบบนี้ ทุกคนยังจำคนที่อาศัยอยู่ในบ้านบนเขาด้านหลังหมู่บ้านของเราได้ไหม?”
“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ?” พอโจววั่งได้ยินก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “นั่นเป็นถึงคนใหญ่คนโตที่แม้แต่ในเมืองยังต้องให้ความเกรงใจเลยนะ! เพราะว่าขาไม่ดี ถึงได้มาพักฟื้นอยู่ที่หมู่บ้านของเราไม่ใช่เหรอ? ตั้งแต่เขาเข้าไปอยู่บนเขาด้านหลัง ก็ไม่เคยเห็นเขาออกมาเลย ลุงหวัง ลุงไปส่งของให้เขาอยู่บ่อย ๆ ขะ เขายังไม่ตายใช่ไหม?”
“บ๊ะไอ้นี่! พูดจาเหลวไหลอะไรกันฮะ!” ลุงหวังเกือบจะตบไปที่หัวของโจววั่ง “ถ้าเขาตายแล้ว ลุงหวังของแกก็คงไปส่งของให้ผีทุกวันน่ะสิ!”
โจววั่งหดคอ ก้มหน้าลงแล้วพึมพำว่า “คนเป็น ๆ ที่ไหนจะไม่ลงจากเขาเลยเป็นปี ๆ ล่ะ? ดูลึกลับชะมัด”
“แกอย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้า ผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตและแข็งแรงดีอยู่! และเหตุผลที่ฉันมาบ้านผู้อาวุโสเซี่ยวันนี้ ก็เพราะชายคนนั้นขอให้ฉันมา” ลุงหวังพูด
“ฮะ? เขาขอให้ลุงมาหาลุงเซี่ยเหรอ?” โจววั่งมองไปที่เซี่ยกั๋วสี่ด้วยความประหลาดใจ “ลุงเซี่ย นี่ลุงไปรู้จักคนใหญ่คนโตแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมเก็บเงียบอยู่คนเดียว ไม่บอกพวกเราสักคำ!”
“ใครมันจะไปรู้จักคนแบบนั้น! ก็แค่มีเงินเหม็น ๆ ไม่กี่หยวน! คนนอกคนหนึ่งใช้ที่ดินของหมู่บ้าน ยังต้องให้ในเมืองส่งเอกสารลงมา ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์ที่น่าอับอายอะไรอยู่เบื้องหลัง! นี่เพิ่งสร้างประเทศมาได้กี่ปี ก็เริ่มมีการทุจริตแล้ว! ไอ้พวกข้าราชการกับคนรวย ฉันไม่อยากไปรู้จักมักจี่กับพวกมันหรอก!” เซี่ยกั๋วสี่ทำหน้าบึ้ง กลับมาอารมณ์เสียอีกครั้ง
เมื่อเห็นแบบนี้ ลุงหวังจ้องเขม็งไปที่โจววั่งด้วยความโกรธ แต่ถึงแม้จะเห็นว่าเซี่ยกั๋วสี่อารมณ์เสียอีกครั้ง แต่เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องพูดต่อไป
“เอ้อ แต่ไม่ได้ให้มาหาผู้อาวุโสเซี่ยหรอกนะ!”
“ฮะ? ไม่ได้มาหาลุงเซี่ยหรอกเหรอ?” โจววั่งเบิกตากว้าง
“ไม่ใช่!” ลุงหวังโบกมือ ท่ามกลางสายตาที่งุนงงของโจววั่งกับเซี่ยกั๋วสี่ และสายตาที่ใคร่รู้ของศาสตราจารย์โจว เขาก็หันไปมองเซี่ยเสา
“คนที่เขาต้องการพบคือหลานสาวของผู้อาวุโสเซี่ย! ผู้อาวุโสถังขอให้ฉันพาแม่หนูเสาจื่อขึ้นไปบนภูเขา”