เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ความเจ็บปวดของอภิปรัชญา

บทที่ 6 ความเจ็บปวดของอภิปรัชญา

บทที่ 6 ความเจ็บปวดของอภิปรัชญา


บทที่ 6 ความเจ็บปวดของอภิปรัชญา

ศาสตราจารย์โจว ซึ่งมีชื่อจริงว่าโจวปิ่งเหยียน สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง มีชื่อเสียงมากในแวดวงวิชาการทั้งในและต่างประเทศ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า บ้านเกิดของเขาอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นเมืองระดับสามทางตอนเหนือของประเทศ

ศาสตราจารย์โจวเกิดที่หมู่บ้านสิบลี้ ในช่วงวัยหนุ่ม เขาต้องเผชิญกับความวุ่นวายในประเทศช่วงยุค 60-70 พ่อแม่ของเขาเป็นครูในหมู่บ้าน มีการศึกษา แต่กลับถูกกลั่นแกล้งจนเสียชีวิตในช่วงเวลานั้น

หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิต โจวปิ่งเหยียนซึ่งไร้ที่พึ่งพาก็เดินทางขึ้นเหนือไปยังปักกิ่งเพื่ออาศัยอยู่กับญาติ หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายจบลง เขาก็ได้เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง ด้วยความสำเร็จทางวิชาการ เขาจึงได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ และอยู่ที่ปักกิ่งตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยกลับมาบ้านเกิดอีกเลย

ดังคำกล่าวที่ว่า ใบไม้ที่ร่วงหล่นย่อมกลับคืนสู่รากของมัน เมื่ออายุล่วงเลยเข้าหกสิบปี หลังจากเกษียณอายุ โจวปิ่งเหยียนก็นึกถึงชีวิตในวัยหนุ่ม แล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจ จึงเกิดความคิดอยากกลับมาดูบ้านเกิด

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านสิบลี้ โจวปิ่งเหยียนพบว่าหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับยี่สิบปีก่อน ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ทุกบ้านก็อยู่กันอย่างสงบสุข ที่สำคัญกว่านั้นคือ หมู่บ้านนี้มีทั้งภูเขาและแม่น้ำ ทิวทัศน์สวยงามมาก ทำให้โจวปิ่งเหยียนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่มาหลายปีเกิดความชอบพอในทันที และตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่!

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว สิ่งแรกที่โจวปิ่งเหยียนทำก็คือ ไปซ่อมแซมหลุมศพและสร้างสุสานให้กับพ่อแม่ที่ถูกฝังอย่างลวก ๆ ในอดีต ดังนั้นหลังจากปีใหม่ เขาก็รีบพาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านขึ้นเขาไปเลือกทำเลทันที

คุณย่ากับป้าเมิ่งพูดคุยกันถึงเรื่องที่ศาสตราจารย์โจวกลับมาบ้านเกิดอย่างภาคภูมิใจด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

“คราวนี้ศาสตราจารย์โจวกลับมาอยู่บ้านเกิด ครอบครัวของโจววั่งคงสุขสบายกว่าเดิมมาก”

“ใช่ไหมล่ะ? ยังไงคนที่กลับมาก็เป็นอาแท้ ๆ นี่นา? ได้ข่าวว่าตอนที่ศาสตราจารย์โจวกลับมา เขาซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ให้โจววั่ง แล้วยังมีเครื่องซักผ้ากับตู้เย็นด้วยนะ! เงินก็คงให้ไปไม่น้อย แต่เมียของโจววั่งปิดปากเงียบ ไม่ยอมปริปากบอกใครเลย”

เซี่ยเสาที่นั่งฟังทั้งสองคนอยู่ไม่ไกลกลับมองด้วยสายตาแปลก ๆ แถมยังลอบถอนหายใจเบา ๆ ด้วย

เพราะคุณย่ากับป้าเมิ่งไม่รู้ว่า ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามชาติที่แล้ว ศาสตราจารย์โจวซึ่งกลับมาบ้านเกิดอย่างภาคภูมิใจ หวังจะใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ กลับต้องเสียชีวิตลงในอีกหนึ่งปีต่อมา

สาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวคือ ลูกชายของศาสตราจารย์โจวที่อยู่ในปักกิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ศาสตราจารย์โจวเสียใจมาก จึงรีบเดินทางกลับปักกิ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าระหว่างทางกลับจะเกิดอุบัติเหตุเสียเอง

โชคร้ายแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันตกใจ แต่เรื่องราวกลับยังไม่จบลงแค่นั้น

หลังจากนั้น ครอบครัวของโจววั่งก็ประสบกับความโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บป่วยกันแบบหาสาเหตุไม่ได้

คนในหมู่บ้านเริ่มซุบซิบกันว่า อาจเป็นเพราะสุสานบรรพบุรุษของครอบครัวมีปัญหา ตอนที่ศาสตราจารย์โจวไปซ่อมแซมสุสาน เขาเลือกทำเลไม่ดี ต่อมาโจววั่งจึงว่าจ้างคนให้ย้ายสุสานบรรพบุรุษไปไว้ที่อื่น เรื่องร้าย ๆ ในบ้านจึงเริ่มลดน้อยลง

ดังนั้น เรื่องฮวงจุ้ยจึงกลายเป็นที่พูดถึงในหมู่บ้านมากขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับที่เซี่ยเสาได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่นานเธอก็ลืมไป

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์นี้ในภายหลัง เซี่ยเสาก็อดขำไม่ได้ รู้สึกว่าเรื่องฮวงจุ้ยเป็นเรื่องไร้สาระ! พูดกันซะเว่อร์วัง แต่จริง ๆ แล้วไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อะไรเลย เห็นได้ชัดว่าเป็นความเชื่อของคนแก่ในหมู่บ้าน

กระทั่งเซี่ยเสาเข้ามหาวิทยาลัย และเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปรากฏว่ามีวิชาเลือกเสรีชื่อ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” ทำให้เซี่ยเสารู้สึกแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมมหาวิทยาลัยถึงเปิดสอนวิชาแบบนี้ จึงเลือกลงเรียนวิชาดังกล่าว หลังจากได้เรียนรู้แล้ว เซี่ยเสาก็ตระหนักว่าตนเองตัดสินอะไรเร็วเกินไป และตัวเธอนั้นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับอภิปรัชญาเลย

ช่วงรัชศกเจินกวนในสมัยราชวงศ์ถัง โหราจารย์หลี่ฉุนเฟิงและหยวนเทียนกังได้ร่วมกันเขียนตำรา “ทุยเปย์ถู” ซึ่งทำนายความเป็นไปของบ้านเมืองในยุคหลัง ทำนายเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของราชวงศ์ถังในยุคหลัง รวมถึงราชวงศ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแต่ลำดับของราชวงศ์จะถูกต้องทั้งหมด แต่ยังทำนายเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในแต่ละราชวงศ์ได้อย่างแม่นยำ! รวมถึงกบฏไท่ผิง การเข้ายึดประเทศของแมนจู สงครามจีน-ญี่ปุ่น และต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นจริงตามคำทำนาย เรียกได้ว่าน่าเหลือเชื่อสุด ๆ!

ตั้งแต่นั้นมา เซี่ยเสาก็เริ่มสนใจอภิปรัชญาอันลึกลับของประเทศตัวเอง

สิ่งที่เรียกว่าอภิปรัชญา หมายถึงปรัชญาตะวันออกที่เกิดจากการศึกษา ตีความ และต่อยอดมาจาก “เล่าจื๊อ” “จวงจื่อ” และ “คัมภีร์อี้จิง”

ส่วนฮวงจุ้ย เป็นสาขาหนึ่งของวิชาอภิปรัชญา

ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย มีการนำวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากมาย คนในประเทศกลับมองว่าวัฒนธรรมของตัวเองไร้ค่า คิดว่าของตะวันตกคือวิทยาศาสตร์ ส่วนของประเทศตัวเองคือเรื่องงมงาย ทำให้ปรัชญาตะวันออกเสื่อมถอย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังถูกผู้คนเข้าใจผิด

ยกตัวอย่างเช่น การดูดวงไพ่ทาโรต์และโหราศาสตร์อันเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนและพนักงานออฟฟิศในยุคหลัง หลายคนเชื่อเรื่องพวกนี้มาก คิดว่าแม่นยำ แต่พอนึกถึงโหงวเฮ้งและการทำนายแบบของประเทศตัวเอง ก็จะมองว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่ความจริงแล้วไพ่ทาโรต์มีต้นกำเนิดในยุโรปยุคกลาง มีบทบาทเหมือนกับ “คัมภีร์อี้จิง” ในประเทศจีน แต่คัมภีร์อี้จิงมีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ซางและโจว ซึ่งเก่าแก่กว่ายุโรปกว่าหนึ่งพันปี

ในขณะที่เรายังคงปฏิเสธและวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมของตัวเอง ประเทศตะวันตกกลับเริ่มศึกษา “คัมภีร์อี้จิง” ของจีน และมองว่ามันไม่เพียงแต่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ยังครอบคลุมศาสตร์หลายแขนง

ยกตัวอย่างเช่น ศาสตร์ฮวงจุ้ย ซึ่งเป็นการผสมผสานศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ธรณีฟิสิกส์ อุทกธรณีวิทยา ดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมศาสตร์ นิเวศวิทยา และชีวสารสนเทศศาสตร์

หลายคนไม่เชื่อ เพราะหลักการของอภิปรัชญามีความลึกซึ้งและเข้าใจยาก การเรียนรู้ต้องอาศัยการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในปัจจุบันมีคนเพียงไม่กี่คนที่สืบทอดหลักการนี้จริง ๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจศาสตร์นี้อย่างแท้จริง คนส่วนใหญ่เป็นพวกเรียนรู้ด้วยตัวเอง ครูพักลักจำ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าพวกสิบแปดมงกุฎ แถมในจำนวนนี้ มีไม่น้อยที่หวังจะหลอกเอาเงิน สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมากขึ้น

ความจริงในสมัยโบราณไม่มีใครกล้าล่วงเกินปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย เพราะคนพวกนี้แค่ขยับนิ้ว ก็สามารถฆ่าคนได้โดยที่ไม่ต้องลงมือ หรือแม้แต่ทำให้ลูกหลานต้องรับเคราะห์ ซึ่งน่าเกรงขามอย่างยิ่ง!

ถ้าพูดถึงในยุคปัจจุบัน เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับอีกต่อไป จากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ มันก็คือศาสตร์เกี่ยวกับสนามแม่เหล็กโลก นั่นก็คือการใช้การจัดวางสิ่งของต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย หรือแม้แต่ทำให้เสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว!

เรื่องฮวงจุ้ยสุสานบรรพบุรุษ ในความคิดของเซี่ยเสาตอนนี้ ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ร่างกายและจิตใจได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ คนโบราณให้ความสำคัญกับ “พลังชี่” ซึ่งถ้าใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาอธิบาย ก็คงคล้าย ๆ กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พ่อแม่และลูกจะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่คล้ายคลึงกัน ส่วนภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากพลังชี่ เพียงแต่พลังชี่นี้มีทั้งดีและร้าย หากบรรพบุรุษถูกฝังในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังชี่ไม่ดี ลูกหลานก็จะได้รับผลกระทบ

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เซี่ยเสาก็นึกถึงตอนที่ลงเรียนวิชาเลือกเสรี ตอนนั้นเธอคิดว่าถ้ามีเวลาก็อยากกลับมาบ้านเกิด ไปดูสถานที่ที่ศาสตราจารย์โจวฝังศพบรรพบุรุษ ไปสำรวจดูให้เห็นกับตาตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลาย ๆ อย่าง

แต่เซี่ยเสาไม่คาดคิดว่า การเกิดใหม่จะทำให้เธอมีโอกาสได้ค้นหาความจริง!

ไม่นึกเลยว่าเธอจะได้เจอศาสตราจารย์โจวอีกครั้ง!

นึกย้อนไปตอนที่คุณย่าพาเธอไปเยี่ยมบ้านของโจววั่ง ถึงแม้ว่าเธอจะได้เจอศาสตราจารย์โจวแค่แวบเดียว แต่เธอก็ประทับใจในความใจดีและความรู้ของท่าน

ตอนนี้ โศกนาฏกรรมต่าง ๆ ยังไม่เกิดขึ้นกับเขา

จู่ ๆ เซี่ยเสาก็อยากไปเจอศาสตราจารย์โจว นักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ชายชราผู้ใจดีและอ่อนโยนเช่นนี้ ไม่ควรต้องมาตายอย่างกะทันหันในอีกหนึ่งปีข้างหน้า

ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินคุณย่าพูดว่า “ว่าง ๆ เราไปเยี่ยมบ้านโจววั่งกันสักหน่อยเถอะ ไปพบศาสตราจารย์โจวด้วย ท่านเป็นศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง เป็นปัญญาชน คงผ่านโลกมามาก”

ป้าเมิ่งพูดว่า “ดีเลย แต่วันนี้คงไม่ได้ไปหรอก ตอนที่ฉันออกมา ได้ยินสามีบอกว่า ศาสตราจารย์โจวเพิ่งพาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านขึ้นเขาไป”

ได้ยินเช่นนี้ เซี่ยเสาก็รีบซดซุปไก่ในชามจนหมด เธอวางชามลงแล้วพูดว่า “คุณย่าคะ หนูอยากขึ้นเขาด้วยเหมือนกัน”

จบบทที่ บทที่ 6 ความเจ็บปวดของอภิปรัชญา

คัดลอกลิงก์แล้ว