เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 51: การยอมรับอย่างหนักแน่น—ตอนต้น

ตอนที่ 51: การยอมรับอย่างหนักแน่น—ตอนต้น

ตอนที่ 51: การยอมรับอย่างหนักแน่น—ตอนต้น  


เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน

ในตอนนั้น, จักรวรรดิกำลังทำสงครามกับจักรวรรดิเพเลอริน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง, จักรวรรด์โซคัลทางตะวันออกก็ได้บุกรุกและทำลายประเทศของคนแคระที่ตั้งอยู่ติดกับจักรวรรดิอาเดรเซีย

คนแคระหลายคนได้หนีเข้ามาอยู่ในจักรวรรดิและราชวงศ์บางส่วนของพวกเขาก็อยู่ภายใต้การคุ้มครองของจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม, จุดมุ่งหมายของจักรวรรดิโซคัลนั้นไม่ใช่เงินทองที่พวกคนแคระสั่งสมเอาไว้แต่เป็นทักษะการตีเหล็กของพวกเขาดังนั้นจักรวรรดิโซคัลจึงออกคำเตือนมาให้จักรวรรดิอยู่หลายครั้ง

ซึ่งการตอบสนองของจักรวรรดิก็คือ [มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะกีดกั้นการอพยพอย่างเด็ดขาด] แต่ถึงกระนั้นจักรพรรดิของจักรวรรดิโซคัลก็หมดความอดทนและส่งลูกชายของเขามาที่จักรวรรดิในฐานะทูต

“นี่มันค่อนข้างจะเป็นปัญหานะครับเนี่ย”

“สุดๆเลยหล่ะ”

จักรพรรดิโยฮันเนสพยักหน้าให้กับคำพูดของฟรานซ์, นายกรัฐมนตรีของเขา

สามประเทศที่เป็นมหาอำนาจของทวีปนี้มีจักรวรรดิอาเดรเซีย, จักรวรรดิเพเลอริน, และจักรวรรดิโซคัล ในด้านภูมิศาสตร์นั้นอาเดรเซียถูกประกบอยู่ตรงกลางของทั้งสองประเทศนี้

การไปมีเรื่องขัดแย้งกับจักรวรรดิโซคัลในขณะที่พวกเขาทำสงครามกับเพเลอรินอยู่นั้นเป็นสิ่งที่จักรวรรดิอยากจะหลีกเลี่ยงมากที่สุด

“ถ้าพวกเรายกเลิกการคุ้มครองพวกคนแคระ, กึ่งมนุษย์ที่อยู่ทั่วทวีปก็จะกลายเป็นศัตรูของพวกเรา แน่นอนว่า, นี่รวมถึงกึ่งมนุษย์ที่อาศัยอนู่ในจักรวรรดิของเราด้วย และถ้าเป็นแบบนั้นพวกเราก็จะไม่สามารถทำสงครามกับประเทศอื่นได้อีกต่อไป”

“แสดงว่าพวกเราต้องเลือกสินะว่าจะเป็นศัตรูกับจักรวรรดิโซคัลหรือพวกกึ่งมนุษย์”

“มันก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกครับ ถ้าพวกเราส่งเทคนิคของคนแคระไปให้สถานการณ์น่าจะสงบลงซักพักนึง”

“แล้วพวกเราควรส่งอะไรให้หล่ะ?”

“จักรวรรดิโซคัลมีจุดเด่นอยู่ที่พลังเวทย์ แต่ว่า, พวกเขามีปัญหาในการผลิตอัญมณีที่ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์เวทมนตร์ของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอัญมณีขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอาวุธเวทมนตร์, พวกเขากำลังขาดแคลนอย่างรุนแรง”

คำจำกัดความโดยทั่วไปสำหรับอัญมณีก็คือแร่ที่มีความสามารถในการกักเก็บพลังเวทย์ ด้วยคุณสมบัติในการกักเก็บพลังเวทย์นี้เอง, มันคือวัตถุดิบอันล้ำค่าที่สามารถใช้ซ้ำได้ต่อให้ใช้พลังเวทย์ที่อยู่ข้างในไปจนหมดแล้วก็ตาม

โดยปริมาณของพลังเวทย์ที่สามารถกักเก็บได้นั้นแตกต่างกันไปตามขนาดของอัญมณี ยิ่งอัญมณีชิ้นใหญ่เท่าไหร่, ก็ยิ่งมีพื้นที่กักเก็บมากเท่านั้น

“เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าควรส่งมันให้กับพวกนั้นสินะ? ไม่ชอบใจเอาซะเลย นี่พวกเราต้องแสดงท่าที่อ่อนแอแบบนี้กับพวกนั้นจริงๆหน่ะหรอ? พวกเราทำได้แค่ให้ที่หลบภัยกับพวกที่หนีมาจากเจ้าพวกนั้นใช่ไหม?”

“ครับ พวกเราต้องหลีกเลี่ยงการปะทะจากศัตรูทั้งสองด้าน แต่ก็ถือว่ายังโชคดีนะครับ, ที่ประเทศของเราไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการผลิตอัญมณี ด้วยเหตุนี้เอง, การให้สิ่งที่พวกนั้นต้องการเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามนั้นจึงถือเป็นราคาที่ถูกมาก มันไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังจะส่งเหมืองของเราให้กับพวกนั้นเพราะฉะนั้นมันจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับประเทศของเราครับ”

เป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว, ที่จักรวรรดิโซคัลขุดเหมืองอัญมณีข้างในดินแดนของพวกเขาเพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์เวทมนตร์ซึ่งนี่ก็ส่งผลให้, ปริมาณอัญมณีที่ขุดได้ลดลงปีต่อปี

ในอีกด้านนึง, จักรวรรดินั้นไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำเหมืองอัญมณีและยังมีเหมืองแร่ชั้นยอดอยู่ในการครอบครอง ด้วยสองปัจจัยนี้เองจักรวรรดิจึงไม่มีปัญหากับการจัดหาอัญมณี

“ป้อนข้าวให้สัตว์มันกินจะได้เงียบๆไปสินะ ก็ได้, ข้าเองก็ไม่อยากจะผลักภาระให้กับกองทัพของเราอีกแล้ว”

“ใช่แล้วครับ ตอนนี้ส่งอัญมณีขนาดใหญ่ให้พวกนั้นเพื่อทำให้สงบลงก่อนจะดีกว่า แนวหน้าทางฝั่งตะวันตกเองก็มีแนวโน้มว่าจะรุกเข้าไปต่อไม่ได้แล้วด้วย, บางทีการพักรบในช่วงนี้ก็ถือเป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะครับ”

“เอาแบบนั้นก็ได้ ถึงยังไงพวกเราก็เป็นฝ่ายเหนือกว่าอยู่แล้ว ทางฝั่งนั้นเองก็คงจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา”

จากนั้น, โยฮันเนสกับฟรานซ์ก็จบการสนทนา

....

วันนี้คือวันส่งมอบ, ฟรานซ์ได้เตรียมอัญมณีชิ้นใหญ่รอเอาไว้และมุ่งหน้าไปให้การต้อนรับทูต

และในวันนี้เองก็มีเด็กสาวคนนึงมาเยี่ยมที่ปราสาทด้วย

เด็กสาวคนนี้มีผมสีซากุระ, ซึ่งเธอก็คือเอลน่าในวัยหกขวบนั่นเอง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เต็มเปี่ยม, ผนวกกับเวลาว่างที่มากเกินไปเนื่องจากพ่อของเธอกำลังพูดคุยกับคนอื่นอยู่, เอลน่าจึงเดินเล่นไปตามเส้นทางของตัวเอง

“อ้าว?”

ในตอนที่เธอรู้สึกตัว, เอลน่าก็มาอยู่ในที่ที่ไม่รู้จักเข้าซะแล้ว

เธอลองมองไปรอบๆแต่ก็ไม่มีอะไรที่เธอจำได้เลย

เอาเถอะ, ถึงยังไงก็ยังอยู่ในปราสาทหล่ะนะ, ด้วยความคิดเช่นนี้, เอลน่าก็เดินต่อเพื่อมองหาใครซักคนที่เธอสามารถถามทางได้

ในตอนนั้นเอง, เธอก็เจอช่องเล็กๆข้างในกำแพงปราสาท มันมีขนาดใหญ่พอที่จะให้เด็กตัวเล็กๆลอดผ่านได้

ด้วยความที่มันถูกซ่อนอยู่ข้างหลังพุ่มไม้, มันจึงดูเหมือนกับทางระบายอากาศแต่ว่ามันกลับมีการบำรุงรักษาที่ดีราวกับว่ามันเป็นทางเข้าฐานลับ

ความสงสัยของเธอผุดขึ้นมา, เอลน่าคลานลงไปแล้วมุดเข้าไปในช่องนั้น

หลังจากผ่านช่องมืดๆไปได้ซักพัก, เธอก็มาถึงห้องมืดๆแห่งนึง

มันคือห้องปิดตายที่ได้รับความสว่างจากแสงสลัวๆซึ่งเอลน่าก็รู้สึกตัวได้ในเวลาไม่นานว่าเธอกำลังยืนอยู่ในคลังสมบัติ

“เหวออ......”

สถานที่แห่งนี้ใหญ่กว่าคลังสมบัติที่บ้านผู้กล้าหาญซะอีกแถมยังมีสมบัติอยู่เต็มเลยด้วย

จากนั้นเอลน่าก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง

“ดาบเวทมนตร์นี่หน่า!”

ดาบเวทมนตร์เป็นอาวุธที่สามารถปล่อยพลังเวทย์อย่างไฟหรือลมออกมาได้

นอกจากนี้, สิ่งที่วางอยู่ข้างในกล่องสมบัตินั้นไม่ใช่ดาบเวทมนตร์ที่ดูทันสมัยแต่เป็นดาบโบราณ

เอลน่าหยิบมันขึ้นมาด้วยมือข้างนึงแล้วชักมันออกจากฝัก

จากนั้นเอลน่าก็หลงไหลในประกายและความคมของมันแล้วเธอก็ลองเหวี่ยงมันไปรอบๆอยู่หลายครั้ง

“อื้มม! เป็นดาบที่ดีใช้ได้เลยนะเนี่ย!”

ดาบเล่มนี้ยาวเกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆอย่างเอลน่าจะถือไหวแต่ว่าเธอนั้นเป็นสมาชิกของบ้านผู้กล้าหาญ เธอสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดายด้วยสมรรถภาพร่างกายของตัวเอง

ด้วยความรู้สึกถูกใจในความยอดเยี่ยมของดาบ, เอลน่าก็เริ่มทดสอบมันด้วยการลองกระบวนดาบของเธอ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะเป็นคลังสมบัติที่ใหญ่โต, แต่จะเกิดอะไรขึ้นหล่ะถ้ามีคนทำอะไรรุนแรงข้างในสถานที่ที่มีสมบัติล้ำค่ามากมายขนาดนี้?

เอลน่าที่เพลิดเพลินกับการทดสอบดาบใหม่นั้นไม่ได้คิดถึงจุดนั้นเลย

“อ้ะ.....”

ดาบเหวี่ยงไปด้านข้างแล้วฟันเข้ากับกล่องใบนึงที่ถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้า

กล่องใบนั้นถูกผ่าครึ่งด้วยการฟันที่คมกริบของเอลน่า ยิ่งไปกว่านั้น, พลังเวทย์ที่ปล่อยออกมาจากกล่องยังทำลายอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ช่วยให้ความสว่างกับคลังสมบัติและแสงก็หายไป

ในความมืดมิด, เอลน่าได้ยินเสียง ‘แกร๊ก’ ดังขึ้นและหัวใจของเธอก็เริ่มเย็นวาบ หลังจากนั้นซักพัก, สายตาของเอลน่าก็เริ่มปรับเข้ากับความมืด

ด้วยการจ้องเข้าไปในกล่อง, เธอก็เห็นอัญมณีชิ้นใหญ่ถูกผ่าเป็นสองส่วน, ขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าศรีษะของมนุษย์ซะอีก

นี่เราฟันโดนอะไรบางอย่างในคลังสมบัติอย่างนั้นหรอ

ในตอนที่เอลน่ารู้สึกตัวเธอก็เริ่มหวั่นวิตก, เธอพยายามจะประกอบมันกลับเข้าด้วยกันแต่ว่ามันก็ถูกตัดอย่างดีและไม่มีทางซ่อมได้แล้วด้วย

หลังจากนั้นซักพัก, เอลน่าก็เริ่มร้องไห้เพราะความรู้สึกสิ้นหวังและกังวล

“ฮ...ฮืออ.....ฮือออ......ท่านพ่อคะ—......”

“หืม? มีใครอยู่ข้างในนั้นด้วยหรอ? เหวอ, ทำไมถึงมืดขนาดนี้เนี่ย”

ในตอนนั้นเอง, ก็มีเด็กชายคนนึงมุดผ่านช่องที่เธอเข้ามา

ผมสีดำและดวงตาสีดำ เขาคืออาร์โนลด์ตอนอายุเจ็ดขวบ

อัลรู้สึกประหลาดใจเพราะมีแขกอยู่ในสถานที่ที่เขามักจะใช้เป็นที่ซ่อนส่วนตัวและข้างในที่มืดสนิทกว่าที่ควรจะเป็น แต่ว่าในเวลาไม่นานเขาก็สังเกตเห็นเด็กสาวกำลังร้องไห้อยู่

“นี่เจ้ากำลังร้องไห้อยู่หรอ?”

“ฮือ...กระซิกๆ......”

อัลที่มองไม่เห็นเพราะความมืดไม่รู้ว่าเด็กสาวที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างในคลังนั้นเป็นใคร

เขารู้แค่ว่าเป็นเด็กสาวที่มีอายุพอๆกับเขา

อัลคลำไปรอบๆเพื่อเดินไปข้างหน้าแต่ไม่นานนักเขาก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างเสียหาย

“ค่อนข้างมีประกายงั้นหรือ....หรือว่านี่จะเป็นอัญมณีที่เราได้ยินมา”

“อ, อัญมณีหรอ.....?”

“ใช่ ดูเหมือนว่ามันจะถูกเตรียมไว้เป็นของขวัญให้กับทูตที่จะมาในวันนี้”

“ท...ทูตหรอ.....? ฮึ, ฮืออ...!”

“โถ่! อย่าร้องไห้สิ! เดี๋ยวข้าหาทางทำอะไรซักอย่างเอง”

ที่เขาพูดออกมาแบบนี้ก็เพื่อทำให้เด็กสาวใจเย็นลง

อันที่จริงแล้วเขาคิดแค่ว่ามันจะเป็นปัญหาเอาได้ถ้าเด็กสาวร้องไห้ไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม, สถานการณ์มันได้ถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดแล้ว

“ทางนี้ครับ, ท่านทูต”

มันคือเสียงของจักรพรรดิ

อัลหวั่นวิตกไปพักนึงแต่เขาก็เข้าใจสถานการณ์ในทันทีแล้วส่งเอลน่าไปที่ช่อง

“เร็วเข้ารีบเข้าไปข้างในแล้วหนีไปซะ!”

“แต่ว่า......”

“เร็วๆเถอะหน่า!”

แม้ว่าเขาจะยังเด็ก, แต่อัลก็รู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ดี

จักรพรรดิมาแสดงอัญมณีให้ทูตดูด้วยตัวเอง ถ้าเขารู้ว่ามันพังไปแล้ว, เขาจะต้องโกรธอย่างแน่นอน

ถ้าเป็นเจ้าชายจักรพรรดิอาจจะพอมีการลดโทษให้อยู่บ้างแต่ถ้าเกิดเขารู้ว่าคนร้ายเป็นเด็กที่ไหนก็ไม่รู้นั้นอัลไม่รู้เลยว่าจักรพรรดิจะลงโทษยังไง

เมื่อพิจารณาได้ถึงบทสรุปที่เลวร้ายที่สุด, อัลจึงรีบให้เอลน่าหนีไปผ่านช่องระบาย

ในตอนที่เอลน่ามุดเข้าไปได้นั้นเอง, ประตูคลังสมบัติก็เปิดออก

อัลถอนหายใจให้กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้และสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับมัน

“นี่คือคลังสมบัติของจักรวรรดิเรา อัญมณีอยู่ที่.....หืม?”

“ข้าขอโทษจริงๆครับท่านพ่อ! ข้าเป็นคนทำมันพังเอง!”

อัลรีบคุกเข่าขอขมาในทันทีและขอโทษองค์จักรพรรดิที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

จักรพรรดิ, ทูตพร้อมกับผู้คนที่อยู่รอบๆงุนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าไปพักนึง

มีเจ้าชายอยู่ในคลังสมบัติที่สมควรจะได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาพร้อมกับมีอัญมณีที่ถูกผ่าครึ่งอยู่ข้างๆเขา

ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาไม่มีความกล้าพอที่จะเอ่ยปากพูดต่อหน้าจักรพรรดิ

และมันก็ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้ไม่มีใครกล้ามองดูสีหน้าของจักรพรรดิเลยด้วยซ้ำ

จักรพรรดิเดินไปหาอัลอย่างช้าๆ

“เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆหรอ? อาร์โนลด์

“ครับ......”

“ไม่ผิดแน่ใช่ไหม?”

“ครับ, ข้าเป็นคนทำเอง”

อัลเงยหน้าขึ้นแล้วตอบคำถาม

และในตอนนี้เองก็เป็นตอนที่อัลเห็นว่าสีหน้าขององค์จักรพรรดินั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน

จักรพรรดิหลับตาลงและค่อยๆสูดหายใจเข้าลึกๆ

จากนั้น

เพี้ยะ! เสียงแห้งๆจากการที่อะไรบางอย่างถูกฟาดดังก้องไปทั่วคลังสมบัติ

“หนอย! เจ้าโง่! รู้รึเปล่าว่าอัญมณีชิ้นนี้คือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างอาเดรเซียกับโซคัลเลยนะ!? เจ้าทำลายมันทำไม!? นี่เจ้ามีสำนึกในฐานะเจ้าชายบ้างรึเปล่า!”

“.....ข้าขอโทษครับ.....”

ด้วยการอดกลั้นความเจ็บปวดที่แก้มของเขา, น้ำตาก็เริ่มคลออยู่ในดวงตาของอัล

อย่างไรก็ตาม, เขาไม่ได้ปล่อยโฮออกมา

เขาคิดว่าเขาจะร้องไห้ออกมาไม่ได้

เพราะเขารู้ว่า

เอลน่ายังไม่ได้ออกไป

นี่คือสาเหตุที่อัลไม่ยอมร้องไห้ เขาคิดว่าเธออาจจะย้อนกลับมาได้ถ้าเขาเริ่มร้อง

ในอีกด้านนึง, ในตอนที่เอลน่าเห็นอัลถูกตบ, เธอก็ร้องไห้หนักขึ้น

ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี, อันที่จริงเธอกำลังคิดที่จะออกไปยอมรับความผิดด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม, ความโกรธของจักรพรรดิทำให้เธอกลัวจนขยับตัวไม่ได้

“ใครก็ได้! พาเจ้าลูกโง่คนนี้ไปขังในคุกซะ! อย่าให้มันออกมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์! ข้าไม่อยากเห็นหน้ามันแล้ว!”

“....ข้าขอโทษด้วยครับ.....”

อัลพูดแค่คำขอโทษและไม่พูดอะไรที่เป็นการแก้ตัวเลย

เอลน่าที่กำลังมองดูอัลถูกพาตัวไปนั้นรู้สึกตัวว่าเธอทำอะไรไม่ได้เลยและหนีออกไปทางช่องระบาย

ในขณะที่ร้องไห้, เธอก็วิ่งผ่านปราสาทและเจอพ่อของเธอในที่สุด

“เอลน่า นี่เจ้าไปอยู่ไหนมา?”

“ท่านพ่อคะ! ท่านพ่อ! เจ้าชายหน่ะ! เจ้าชาย!”

“เดี๋ยว ใจเย็นก่อน สงบสติลงแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อฟังซิ”

พอถูกพ่อของเธอพูดแบบนั้น, เอลน่าก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะที่ร้องไห้ไปด้วย

และเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อค่อยๆเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ, หัวใจของเอลน่าก็เต็มไปด้วยความกังวล

จบบทที่ ตอนที่ 51: การยอมรับอย่างหนักแน่น—ตอนต้น

คัดลอกลิงก์แล้ว