เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 : ขาวกับดำ

ตอนที่ 17 : ขาวกับดำ

ตอนที่ 17 : ขาวกับดำ


โซ่ยังคงพันตัวพวกเขาต่อไป

ซึ่งนี่ก็หมายความว่าคำสาปที่ทำให้อ่อนแอนั้นจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากที่จับพวกเขาได้, เขาก็ค่อยๆบินขึ้นไปบนฟ้า ตอนนี้พวกเขาอ่อนแอยิ่งกว่าแมลงซะอีก งานที่เหลืออยู่ก็มีแค่การกำจัดพวกเขาเท่านั้น

“ความแข็งแกร่งของแวมไพร์มาจากพลังเวทย์อันมหาศาล พวกแกอาจจะมีชีวิตยืนยาวแต่ถ้าไม่มีเวทมนตร์, ร่างกายภาพของพวกแกก็ไม่ได้ต่างอะไรจากมนุษย์นักหรอก หรือพูดอีกอย่างนึงก็คือ, ถ้าข้าผนึกเวทมนตร์ของพวกแกซะตั้งแต่ตอนนี้ก็คงจะไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้ว”

“นี่!!?? ทำไมโซ่พวกนี้ถึงไล่ตามข้ามาด้วยหล่ะ!?”

“...........”

อุตส่าห์คิดว่าจะได้จบแบบเท่ๆแล้วเชียว, จริงๆเลยยัยนี่

พอหันไปมองเธอ, มันก็ดูเหมือนว่าโซ่กำลังไล่ตามเธออยู่จริงๆ บางทีมันก็แค่ทำตามหน้าที่ของมันในการจับกุมคนที่คิดไม่ดีกับเขา

แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องนั้น, ทำไมเธอยังไม่โดนจับตัวอีก? นี่เธอเป็นมนุษย์จริงๆรึเปล่า? เวทย์นี้เปิดใช้ในตอนที่เธอไม่ได้ระวังเขาเลยนะ

“ขอโทษที ดูเหมือนว่าพวกมันแค่พยายามจะจับคนที่คิดร้ายกับข้าหน่ะ”

ในตอนที่เขาใช้สายตาหยุดโซ่, เอลน่าก็หายใจหอบอย่างรุนแรงเหมือนกับหายใจไม่ทันแล้วจ้องมาที่เขา

พอเห็นแบบนี้เขาก็หัวเราะเยาะเธอ, แล้วใบหน้าของเธอก็ถูกย้อมด้วยสีแดง

“นี่เจ้า!! ทำไมถึงพยายามใช้โซ่จับพวกเดียวกันห้ะ!?”

“โซ่จะไม่ตอบสนองกับคนที่มองว่าข้าเป็นพวกเดียวกัน เจ้านั่นแหล่ะที่คิดร้ายกับข้าเอง ยิ่งไปกว่านั้น, เจ้าไม่น่าจะมีปัญหาในการจัดการกับโซ่ที่คนอย่างข้าเป็นคนร่ายไม่ใช่หรอ?”

“หนอย! นี่เจ้าเก็บความแค้นจากเมื่อกี้เอาไว้อยู่ใช่ไหม!? ช่วยเพลาๆกับความใจแคบของตัวเองหน่อยเถอะ! ข้าอุตส่าห์เป็นห่วงในตอนที่เห็นเจ้าถูกไอ้เจ้าแวมไพร์นั่นอัดเละ”

“เป็นห่วงก็เลยบ่นงั้นหรอ ถ้าเป็นแบบนี้คนรอบตัวเจ้าคงจะลำบากน่าดูนะ”

ตอนนี้ใบหน้าของเอลน่าแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถอธิบายระดับความโกรธของเธอได้อีกแล้ว

การทำให้เอลน่าอยู่ในสภาพนี้มันก็สนุกดี, แต่ลูกค้าที่มาก่อนกำลังรอเขาอยู่

“ขอโทษที พอดีถูกยัยผู้กล้าที่ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้หญิงตรงนั้นทำให้เสียเวลาหน่ะ ว่าแต่, พวกเราคุยกันถึงไหนแล้ว? อ่อใช่, ถึงตรงที่ถ้าแวมไพร์ถูกผนึกเวทมนตร์ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วใช่ไหม?”

“หนอยแหน่ะแก!! อย่ามาดูถูกพวกข้านะ!”

“ปล่อยข้าซะ! ถ้าข้าฉีกโซ่พวกนี้ได้คนอย่างเจ้าหน่ะข้าใช้เวลาขยี้ไม่ถึงวินาทีหรอก!!”

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็เชิญลองให้เต็มที่เลย แต่เอาจริงๆต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็คงไม่ไหวหรอกมั้ง เอาหล่ะตอนนี้.... มันถึงเวลาสำนึกผิดแล้ว มีอะไรจะสั่งเสียไหม?”

พอพูดจบ, เขาก็รวบรวมพลังเวทย์ปริมาณมหาศาลเอาไว้ที่มือ

มันคือการร่ายเวทย์ที่แตกต่างจากที่เขาใช้ก่อนหน้านี้คนละเรื่อง

พอเห็นแบบนี้, แซมกับดีนก็เริ่มเหงื่อตก

“เหวอ, เดี๋ยวก่อนสิ......! เจ้าไม่เห็นต้องแค้นอะไรพวกข้าขนาดนี้ก็ได้นี่! ถ้าเจ้ายอมปล่อยพวกข้าไปพวกข้าก็จะติดหนี้เจ้านะ!”

“แค้นหรอ.....มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ”

คนที่ยิงเวทย์ใส่ฟีเน่ก่อนหน้านี้ก็คือดีน แค่นี้มันก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เขารู้สึกอยากฆ่าเป็นพันๆครั้งในตอนที่เขานึกถึงความโกรธพวกนี้

ความจริงที่ว่าดีนยิงเวทย์ใส่เธอ ความจริงที่ว่าเธอต้องมาตกอยู่ในอัตราย ต่อให้ฟีเน่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก, แต่แค่นี้มันก็สมควรได้รับการลงโทษแล้ว

“พะ, พวกข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน!? เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพราะคำขอของกิลด์ใช่ไหม!? ถ้าเจ้าจะข้าพวกข้าก็ควรทำภายใต้คำสั่งของกิลด์สิ!”

“พวกแกก็น่าจะเข้าใจดีนะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อน แกไม่ต้องรู้หรอกว่าข้าเอาความแค้นมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้น, ต่อให้ข้าไม่ได้รับคำขอมาจากกิลด์, ข้าก็ยังคงเป็นนักผจญภัยอยู่ดี ความจริงนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรอกไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ไหน มันคือหน้าที่ของข้าในการปกป้องผู้คนในทวีปนี้จากพวกมอนส์เตอร์ ไม่ว่าจะมีคำขอหรือไม่ก็ตาม”

“พะ, พวกข้าไม่ใช่มอนส์เตอร์นะ!”

“กิลด์ระบุว่าพวกแกเป็นมอนส์เตอร์ แถมการกระทำของพวกแกก็ไม่เห็นต่างจากมอนส์เตอร์ตรงไหน เอาหล่ะ, ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม? หรือไม่ถ้าพวกแกบอกตัวตนของคนที่สั่งพวกแกมาทำเรื่องแบบนี้ข้าอาจจะสามารถหยุดผผู้กล้าตรงนั้นให้พวกแกก็ได้นะ, สนใจไหม?”

ในขณะที่พูด, พลังเวทย์ของเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะมองหรือคิดยังไง, มันก็เห็นได้ชัดว่าการโจมตีที่เขากำลังเตรียมอยู่นี้มันคือการโจมตีแบบทีเดียวตายแน่ๆ สองคนนี้ก็น่าจะเข้าใจดีว่าพวกเขาจะต้องตายแน่ๆถ้ารับการโจมตีนี้เข้าไป

อย่างไรก็ตาม, แม้ว่าแซมกับดีนจะมีสีหน้าหวาดกลัว, แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดออกมา

นี่พวกเขาปากแข็งหรือกลัวจนพูดไม่ออกกัน เขาไม่สามารถนึกภาพสองคนนี้หลงไหลหรือซื่อสัตย์กับคนอื่นได้เลย ดังนั้นมันต้องเป็นเพราะความกลัวแน่ๆ

ผู้บงการที่แม้แต่ค่าหัวคลาส S ยังกลัวงั้นหรอ

ใครกันนะ?

“จะทำอะไรก็รีบทำ ถ้าเจ้าไม่ทำข้าจะจัดการเองแล้วนะ”

“พะ, พวกข้าคือแวมไพร์ที่มีเกียรติ! อย่าคิดว่าพวกข้าจะยอมจำนนให้กับพวกมนุษย์เชียวหล่ะ!!”

“งั้นหรอ ถ้างั้นก็มาจบเรื่องกันเลย ข้าเตรียมการเสร็จแล้วด้วย”

คนที่ประหลาดใจกับคำพูดพวกนี้มากที่สุดก็คือซิลเวอร์

แวมไพร์อาจจะไม่ทันสังเกตุแต่ถ้ามีอะไรที่เอลน่าต้องใช้เวลาเตรียมหล่ะก็มันต้องเป็นสิ่งนั้นแน่ๆ

“อะ, เอลน่า ฟ็อน แอมส์เบิร์ก!! อย่าบอกนะว่า, เจ้ากำลังจะเรียกดาบศักดิ์สิทธิ์!?”

“ถ้าใช้แล้วทำไมหล่ะ?”

“แค่เวทมนตร์ของข้าก็พอแล้ว! นี่เจ้าคิดจะทำลายเมืองไปด้วยรึไง!?”

“ข้าจะปรับพลังลงมาเพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอกหน่า ถึงยังไง, ก็มีคนแถวนี้ช่วยหยุดศัตรูให้ข้าหล่ะนะข้าถึงสามารถอัญเชิญแบบระมัดระวังได้”

“หะ, เห้ย เห้ย.....”

“ข้าคือสมาชิกของบ้านแอมส์เบิร์ก การกำจัดศัตรูของจักรวรรดิคือหน้าที่ของข้า ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้พวกมันอย่างเด็ดขาด!”

เอลน่ายกมือขวาของเธอขึ้นฟ้า

จากนั้น

“จงรับฟังเสียงของข้าแล้วจุติลงมา! ดาบดวงดาราส่องสกาว! ตอนนี้, ผู้กล้าต้องการเจ้า!!”

แสงสีขาวส่องลงมาจากสวรรค์

เอลน่าคว้ามันเอาไว้แล้วด้วยประกายสีขาวมันก็เปลี่ยนเป็นดาบเงินสว่างจ้า

มันคือดาบที่ผู้กล้าใช้เอาชนะราชาปีศาจออโรร่าเมื่อห้าร้อยปีก่อน,  ว่ากันว่ามันถูกตีขึ้นมาจากหินดาวตก, มันคือดาบที่สามารถตัดทุกสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นมาได้และไม่ยอมรับความชั่วร้ายทุกรูปแบบ

เนื่องจากพลังอันมหาศาลของมัน, มันจึงถูกผู้กล้าบ้านแอมส์เบิร์กรุ่นแรกผนึกเอาไว้และมีแค่คนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นถึงจะใช้ได้

พูดอึกนัยนึงก็คือ, การที่สามารถอัญเชิญดาบเล่มนี้มาได้นั้นก็หมายความว่าคนๆนั้นมีคุณสมบัติเป็นผู้กล้า

เอลน่าอัญเชิญดาบเล่มนี้มาได้ตั้งแต่อายุสิบสอง และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ผู้คนเรียกเธอว่าอัจฉริยะ

“!?”

สมกับเป็นดาบที่เคยเอาชนะราชาปีศาจมาก่อน, แค่ตัวตนของมันก็ยิ่งใหญ่มากแล้ว

ถ้าถูกใช้โดยคนที่มีความสามารถเหมือนกับเอลน่า, คนๆนั้นก็คงจะเรียกว่าไร้เทียมทาน มันคือเหตุผลที่บ้านแอมส์เบิร์กเป็นที่เกรงกลัวของประเทศอื่น ด้วยการใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงดาวนี้, แม้ว่าจะมาเป็นกองทัพก็กำจัดได้ด้วยการโจมตีเดียว แต่ในเรื่องนี้, ในอดีตมีอยู่เพียงไม่กี่ครั้งที่อัญเชิญดาบเล่มนี้ออกมาเพื่อสู้กับกองทัพ

ถึงยังไงการอัญเชิญดาบเล่มนี้ออกมานั้นก็เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คนที่อัญเชิญมันออกมาอย่างไร้ประโยชน์เพียงเพราะรู้สึกหงุดหงิดคงจะมีแค่เอลน่าหล่ะมั้ง

“เอาหล่ะ ....เตรียมใจไว้ได้เลย”

“เห้อ....ถ้างั้นข้าจะยกให้เจ้าคนนึงแล้วกันนะ”

“เชอะ! พวกมันเป็นเหยื่อของข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว! ข้าต่างหากหล่ะที่ยกให้เจ้าคนนึง”

“ก็ได้, จะคิดแบบนั้นก็ตามใจ”

เขาถอยหลังกลับแล้วเริ่มร่ายเวทย์

เขาไม่ได้ร่ายยาวนักแต่มันเป็นการร่ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ใช้พลังเวทย์สูงสุดและรับรองว่าจัดการเป้าหมายได้แน่ๆ

[[ข้าคือผู้ช่วงชิง・การช่วงชิงดำมืดยิงกว่าสุดห้วงลึกปถพี・ความมืดดำมืดยิ่งกว่านรก・ความมืดล้ำลึกกว่าราตรี・ความมืดแห่งการรังสรรค์・ความมืดแห่งความตาย・จงนำพวกที่เกิดจากความมืดมิดกลับไปยังที่ของมัน—ความมืดนิรันดร์]]

มีลูกบอลสีดำขนาดยักษ์ปรากฎขึ้นเหนือศรีษะของเขา

ตรงข้ามกับความมืดที่กลืนกินทุกสิ่งนี้, แสงสีขาวจากดาบศักดิ์สิทธิ์ของเอลน่าก็ทอดยาวลงมาจากสวรรค์

ดำกับขาว ความมืดและแสงสว่าง

การโจมตีด้วยคุณสมบัติที่เข้ากันไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม, ผลที่ตามมาของพวกที่ถูกมันกลืนกินนั้นไม่ต่างกัน

พวกเขาได้ปรับทิศทางการโจมตีด้วย เพราะมันจะช่วยให้ง่ายขึ้นถ้ากำจัดมอนส์เตอร์ไปพร้อมๆกัน ณ ตอนนี้, ลีโอยังอยู่ระหว่างการเตรียมบุกทะลวงฝูงมอนส์เตอร์

เท่าที่เขาเห็น, ยังไม่มีใครอยู่ในฝูงมอนส์เตอร์เลย

แต่เพื่อความแน่ใจ, เตือนพวกนั้นสักหน่อยน่าจะดีกว่านะ

“ถ้ามีใครยังอยู่กลางฝูงมอนส์เตอร์, ให้รีบวิ่งออกมาซะ!”

“ข้ารับประกันไม่ได้นะว่าพวกเจ้าจะไม่โดนสิ่งนี้!”

พวกเขาพูดเตือนพร้อมกัน

บางทีคนที่อยู่ข้างล่างคงรู้สึกได้ถึงอันตราย, ลีโอกับทหารของเขาถอยห่างจากมอนส์เตอร์ในทันทีในขณะที่ทหารรักษาการณ์เองก็ปีนลงมาจากป้อมปราการแล้วเริ่มหนี

ณ ตอนนี้, พวกมอนส์เตอร์ซึ่งเป็นเป้าโจมตีต่างก็เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย

มีมอนส์เตอร์ที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆและไม่เคยได้รับอันตรายจากมนุษย์อยู่ในฝูงนี้ด้วย แต่ก็ขอโทษแล้วกันนะ ถึงพวกมันจะถูกใช้ประโยชน์มาอีกทอดนึง, แต่เขาก็ไม่สามารถมองข้ามความจริงที่ว่าพวกมันโจมตีมนุษย์ได้

เหมือนกับที่พวกมันต่อสู้กับมนุษย์เพื่อปกป้องพวกพ้อง, พวกเขาเองก็ต้องปกป้องมนุษย์เช่นเดียวกัน

สำหรับเรื่องนี้, ในใจของเขานั้นมีแต่ความรู้สึกผิด

อย่างไรก็ตาม, สำหรับสองคนที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นเขาไม่ได้รู้สึกผิดเลย

“เอาหล่ะ....กัดฟันให้ดีๆหล่ะ”

“ถึงเวลาชดใช้แล้ว!”

“เหวอออออ!?”

“อ้ากกกกกก!!??”

ลูกบอลสีดำกลืนกินดีนไปพร้อมกับฝูงมอนส์เตอร์

แสงจากดาบศักดิ์สิทธิ์ของเอลน่ากลืนกินแซมและกลืนฝูงมอนส์เตอร์ต่อด้วย

ด้วยความที่พวกเขาปล่อยออกมาพร้อมกัน, การโจมตีจึงลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างและในที่สุด, ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

ไม่มีเสียงร้องแห่งชัยชนะ ในตอนที่พวกเขามองลงไปดู, ก็เห็นจักรพรรดิกำลังมองมาที่พวกเขาอย่างเหนื่อยอ่อน บางทีเขาคงอยากจะพูดว่า ‘พวกเจ้าทำเกินไปแล้วนะ’ หล่ะมั้ง

แต่ก็ช่างเถอะ, ถึงยังไงคนที่จะโดนบ่นก็คงมีแค่เอลน่า

นั่นสินะ, ไม่เห็นเป็นอะไรเลย

“ฝ่าบาท! ครั้งนี้ข้าเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง......แต่ถ้าท่านเข็ดกับครั้งนี้แล้วก็อย่าทำเหมือนกับว่ากิลด์ไม่มีตัวตนอีกนะครับ”

“เห้อ...เข้าใจหล่ะ ขอบใจสำหรับความร่วมมือนะซิลเวอร์”

“ด้วยสิ่งนี้, กิลด์ก็จะสามารถรักษาหน้าได้, และพวกเขาก็น่าจะไม่มากดดันจักรวรรดิเพราะเรื่องนี้เหมือนกัน”

จากนั้นเขาก็โค้งคำนับจักรพรรดิและเตรียมใช้เวทย์เคลื่อนย้าย, ในตอนนั้นเองเอลน่าก็เรียกเขา

“ซิลเวอร์”

“หืม? เจ้ามีอะไรจะบ่นข้าอีกรึไง?”

“ใช่, เยอะเลยหล่ะ แต่ข้าจะยังไม่พูดตอนนี้ ครั้งนี้เจ้าช่วยพวกเราเอาไว้ โดยเฉพาะฟีเน่, ขอบคุณที่ช่วยเธอนะ เด็กคนนั้น....ถึงยังไงเธอก็เป็นเพื่อนของเพื่อนสมัยเด็กของข้า”

“เพื่อนสมัยเด็กที่ว่าคงหมายถึงเจ้าชายไร้ค่าสินะ?”

“เจ้านี่นะ.....ขนาดเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแวมไพร์ตัวนั้นแล้วเจ้ายังกล้าเรียกเขาแบบนั้นอีกหรอ? ถอนคำพูดซะ เพื่อนสมัยเด็กของข้าคือเจ้าชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ข้าจะไม่ยกโทษให้ใครก็ตามที่กล้ามาล้อเลียนเขาต่อหน้าข้า!”

เอลน่าชี้ดาบศักดิ์สิทธิ์มาที่เขา

สายตาของเธอนั้นบ่งบอกว่าเอาจริง

ดูเหมือนว่าเธออยากจะสู้กับนักผจญภัยแรงค์ SS เพื่อปกป้องชื่อของเขาจริงๆ

ในขณะที่ยิ้มให้เอลน่าอย่างขมขื่น, เขาก็ยอมอ่อนข้อ

“ขอโทษด้วย ถ้าเจ้าพูดถึงขนาดนั้นแสดงว่าการเรียกเขาว่าเจ้าชายไร้ค่าคงจะเสียมารยาทมากจริงๆ แต่ว่า, ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ มีคนอย่างเจ้าเป็นเพื่อนสมัยเด็กนี่คงจะเหนื่อยน่าดู”

“หา!?”

“เอาเถอะ, ตอนนี้ข้าต้องขอตัวลาหล่ะนะ”

พอพูดจบ, เขาก็ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายหนีไปก่อนที่เอลน่าจะบ่น

เขามาถึงห้องห้องที่เซบาสกำลังรออยู่แล้วทิ้งร่างที่เหนื่อยล้าของเขาพร้อมกับถอดหน้ากากและเสื้อคลุมออก

“เหนื่อยหน่อยครับ องค์ชายจะรับชาไหมครับ”

“ขอบใจ....รบกวนหน่อยนะ....”

“ท่านดูเหนื่อยมากจริงๆนะครับ”

“อืม....ก็คิดเอาไว้แล้วหล่ะนะ......”

เวทย์เคลื่อนย้าย, บาเรียรักษา, บาเรียโซ่ต้องสาป, และการโจมตีสุดท้ายนั่นอีก เขาใช้พลังเวทย์ไปเยอะจริงๆ พูดตามตรง, พลังเวทย์ของเขาใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว, สภาพร่างกายของเขาเองก็เช่นกัน

“ข้าเหนื่อยแล้ว....ของีบหน่อยนะ.....”

“เรื่องที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการให้เองครับ”

หลังจากดื่มชาไปเล็กน้อย, เขาก็เริ่มหลับคาเก้าอี้ เขาอยากจะไปหลับบนเตียงแต่ดูเหมือนว่าร่างกายจะไม่ฟังเขาแล้ว

พอเห็นเขาในสภาพนี้, เซบาสก็มากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

“ขอบคุณที่เหนื่อยยากครับ ท่านทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ, ท่านอาร์โนลด์”

“งั้นหรอ....แสดงว่าข้าพักได้โดยที่จะไม่ถูกลงโทษสินะ......”

เซบาสไม่ได้ชื่นชมเขาแบบนี้มานานมากแล้ว

เดี๋ยวความรู้สึกนี้, เขาก็ปล่อยให้สติหลุดลอยและผลอยหลับไปด้วยความสบายใจ

จบบทที่ ตอนที่ 17 : ขาวกับดำ

คัดลอกลิงก์แล้ว