เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 : ค่าหัวคลาส S

ตอนที่ 13 : ค่าหัวคลาส S

ตอนที่ 13 : ค่าหัวคลาส S


“ฝ่าบาท! หนีไปเถอะครับ!”

“ข้าจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น เตรียมตัวป้องกันซะ”

ในตอนที่จักรพรรดิโยฮันเนส เลคส์ แอดเลอร์ได้รับแจ้งว่ากำลังมีสึนามิมอนส์เตอร์พุ่งเข้ามา, เขาก็เลือกที่จะอยู่

เขาห่วงประชาชนของเขาหรอ......แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้น อารมณ์ส่วนตัวพวกนั้นถูกปิดผนึกไปตั้งแต่ตอนที่เขาได้เป็นจักรพรรดิแล้ว เขาก็แค่ประเมินแล้วว่าถ้าเขาหนีจากเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การจราจลหรืออาจถึงขั้นก่อกบฎในฝั่งตะวันออกเท่านั้นเอง

เพื่อการนี้เอง, โยฮันเนสจึงสั่งอัศวินหลวงที่อยู่กับเขาเพียงน้อยนิดไปประจำการที่กำแพงเมืองของเคียร์และแต่งตั้งผู้บัญชาการขึ้นมาคนนึง จากนั้นเขาก็สวมชุดเกราะ, และหยิบดาบมุ่งไปที่แนวหน้าด้วยตัวเอง

“พวกเจ้าทุกคน! เราจะไม่ปล่อยให้ชาวตะวันออกต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป! พวกเราจะช่วยทุกคนต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของเราก็ตาม!!”

ด้วยความที่จักรพรรดิออกมายืนแนวหน้าด้วยตัวเอง, ขวัญกำลังใจจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม, มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับฝูงมอนส์เตอร์ที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก

ฝูงมอนส์เตอร์นั้นเข้ามาจากทางฝั่งตะวันออกของเคียร์อย่างต่อเนื่อง, และพื้นที่นอกกำแพงเมืองก็เต็มไปด้วยมอนส์เตอร์อย่างรวดเร็ว กองกำลังรักษาการณ์ที่เหลืออยู่ต้องต่อสู้กับมอนส์เตอร์ที่กำลังเดือดพล่าน, และไร้สติที่กำลังเคลื่อนมาทางเคียร์อย่างไม่หยุดหย่อน

ตัวโยฮันเนสเองก็ใช้ดาบจัดการมอนส์ไปได้หลายตัวแต่อีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า

มีอัศวินสามพันคนอยู่ในกองกำลังป้องกันอย่างไรก็ตามจำนวนของมอนส์เตอร์นั้นเยอะกว่าเกือบสามเท่า

พอเห็นเหล่าอัศวินของเขาต้องตายไปที่ละคนสองคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้, โยฮันเนสก็เดาะลิ้น พวกเขาเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เขาควรจะหนีแต่ถ้าเขาหนีศัตรูก็จะไม่ได้มีแค่มอนส์เตอร์

ในขณะที่โยฮันเนสพยายามหาทางทำอะไรซักอย่าง

เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากบนฟ้า

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!! ดูสิ ดูนั่นสิ! ท่านพี่! จักรพรรดิกำลังทำหน้ากระอักกระอ่วนหล่ะ!”

“นั่นสินะ, น้องชาย นี่เป็นภาพที่น่าขบขันจริงๆ”

พอได้ยินเสียงหัวเราะอย่างกระทันหัน, โยฮันเนสก็จ้องไปที่ท้องฟ้า

ที่นั่นเขาเห็นคนอยู่สองคน

คนนึงเป็นผู้ชายผมสีเงิน เขามีลักษณะตัวที่เล็กและกำลังหัวเราะอย่างใสซื่อเหมือนกับเด็กๆ

ส่วนอีกคนนึงมีผมบลอนด์ยาว ผู้ชายรูปร่างดีคนนี้กำลังยิ้มออกมาเล็กน้อยในขณะที่เหลือบมองจักรพรรดิ

ลักษณะที่พวกเขาทั้งคู่มีเหมือนกันก็คือผิวที่ซีดจนผิดปกติและความงดงาม

“พวกเจ้าเป็นใคร?”

“ข้าแซม”

“ส่วนข้าดีน”

จักพรรดิคุ้นเคยกับชื่อของพวกเขาดี

จากนั้น, ในตอนที่จักรพรรดิเห็นเขี้ยวที่เป็นลักษณะเฉพาะในปากของพวกเขา, เขาก็หัวเราะออกมา

พวกนี้คือหนึ่งในเผ่าครึ่งมนุษย์ที่มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ในทวีปนี้ มันคือลักษณะเฉพาะของแวมไพร์

มีอายุยืนและแข็งแกร่ง, พวกแวมไพร์นั้นปกครองส่วนนึงของทวีปโดยใช้กลุ่มแวมไพร์ไม่กี่กลุ่มในการสร้างประเทศของพวกเขาขึ้นมา

พวกเขาเคยถูกพิจารณาว่าเป็นมอนส์เตอร์, และในอดีตก็เคยมีเรื่องขัดแย้งกับมนุษย์ แต่ตอนนี้, พวกเขามีข้อตกลงไม่แทรกแซงและแทบจะไม่ปรากฎตัวต่อหน้ามนุษย์เลย

อย่างไรก็ตาม, ในขณะเดียวกันนั้นก็มีคู่หูคู่หนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังในกลุ่มมนุษย์

“มันเป็นเรื่องเล่าที่ข้าได้ฟังมาจากบรรพบุรุษ....มันเคยมีคู่หูแวมไพร์ที่ทำเรื่องชั่วร้ายและถูกขับไล่ออกมาจากกลุ่มของตัวเอง กิลด์นักผจญภัยได้ตั้งค่าหัวแวมไพร์คู่นี้ด้วย ถ้าข้าจำไม่ผิด, ชื่อของคู่หูนั้นก็คือแซมกับดีน กลุ่มสองคนที่ถูกกำหนดให้เป็นมอนส์เตอร์คลาส S มันเป็นพวกเจ้าเองสินะ?”

“ใช่,  พวกข้าเองแหล่ะ!”

“การที่กิลด์นักผจญภัยเอาพวกข้าไปรวมกับพวกมอนส์เตอร์ชั้นต่ำคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พวกข้าจะไม่มีวันยกโทษให้กับการดูหมิ่นเช่นนี้ และแน่นอนว่า, รวมถึงพวกที่ให้การสนับสนุนด้วย”

“หืม? เป็นความแค้นที่ไม่เคยจางหายสินะ บรรพบุรุษของข้าไม่อยู่ในโลกนี้ตั้งนานแล้ว พวกเจ้าก็เลยวางแผนมาแก้แค้นข้าแทนงั้นสิ?”

“ใช่แล้ว! ถึงยังไงมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางและตายง่ายจนเกินไป!”

“พวกข้าตัดใจเรื่องการแก้แค้นกับตัวการจริงๆไปตั้งนานแล้ว ถึงยังไงช่วงชีวิตของพวกเรามันก็แตกต่างกันเกินไป และนี่ก็เป็นสาเหตุที่พวกข้าตัดสินใจมาล้างแค้นลูกหลานและผู้สืบทอดของเจ้าพวกนั้นแทน”

พอได้ยินพวกเขาบอกว่าจะล้างแค้นจักรวรรดิทั้งหมด, โยฮันเนสก็เดาะลิ้น โดยปกติเขาคงจะพูดตอบโต้กลับไปแต่สถานการณ์ในตอนนี้บ่งบอกว่าสาเหตุของสึนามินั้นก็คือสองคนนี้

เขากำลังยุ่งอยู่กับการจัดการกับสึนามิ, และตอนนี้ก็มีศัตรูเป็นแวมไพร์คลาส S ปรากฎตัวมาเพิ่มอีก, ถ้าเป็นแบบนี้โยฮันเนสคงรับมือด้วยตัวเองไม่ไหวแน่

ขอแค่มีอัศวินหลวงที่เขาภาคภูมิใจอยู่ใกล้ๆหล่ะก็นะ

เขากำลังคิดเรื่องนี้อยู่แต่เขาได้ส่งพวกอัศวินที่เขาภาคภูมิใจไปให้กับลูกๆแล้ว

พวกเขาอยู่ห่างจากเคียร์และต่อให้พวกเขาตอบสนองในทันที, พวกที่จะกลับมาหาเขาได้ก็คงจะมีอยู่แค่ส่วนนี้

“เอาหล่ะตอนนี้, ถ้าเจ้าอยากจะพูดอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เหมือนที่จักรพรรดิเขาทำกัน, ก็เป็นโอกาสของเจ้าแล้ว ถึงยังไงข้าก็ตั้งใจจะดูดเลือดของเจ้าให้แห้งเป็นมัมมี่แล้วเอาศพไปโยนที่เมืองหลวงของจักรวรรดิอยู่ดี!”

“เหอะ! ถ้าเจ้ากล้าก็ลองดู! ต่อให้ข้าตาย, จักรวรรดินี้ก็ยังไม่จบสิ้นหรอก! พวกระดับสูงของจักรวรรดิของข้าจะตามล่าพวกเจ้า! ถ้าเจ้าไม่กลัวเรื่องนั้นก็เข้ามาจัดการข้าได้เลย!”

“ข้ารับรู้ถึงความมุ่งมั่นของเจ้าแล้ว แต่ไม่ว่าเจ้าจะเห่าหอนอะไรออกมามันก็เปลี่ยนความจริงที่ตอนนี้เจ้ากำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ได้หรอกนะ”

ดีนยกมือขวาขึ้นมา

พลังเวทย์ได้มารวมกันในมือของเขาและลูกบอลสีดำก็ปรากฎขึ้น มันแตกต่างจากเวทมนตร์ที่มนุษย์ใช้ มันคือการโจมตีด้วยเวทมนตร์ที่มีแค่แวมไพร์ที่ครอบครองพลังเวทย์อันมหาศาลเท่านั้นที่จะใช้ได้”

“จงเสียใจที่มาเป็นศัตรูกับพวกข้าแล้วตายไปซะ!!”

ก้อนพลังเวทย์ถูกโยนใส่โยฮันเนส

จากนั้นดีนก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาเพราะเขามั่นใจในชัยชนะของเขา แต่ว่ารอยยิ้มนั้นก็เปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บในทันที

ก่อนที่ก้อนพลังเวทย์จะโดนโยฮันเนส, มันก็ถูกผ่าออกเป็นสองส่วน

“—ปลอดภัยใช่ไหมคะ? ฝ่าบาท”

“อ้าว...เอลน่า, ข้าดีใจที่เจ้ามานะ แต่เจ้าไม่ได้ปกป้องอาร์โนลด์อยู่หรอ?”

“...ขออภัยด้วยค่ะ ข้าไม่สามารถขัดคำสั่งของท่านโดยตรงได้เพราะงั้น.....”

ในตอนที่เห็นสีหน้าหดหู่ของเอลน่า, โยฮันเนสก็พอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าเธอขี่ม้ามาพร้อมกับอาร์โนลด์, เธอคงจะมาไม่ทันเวลาแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม, พอเห็นเอลน่าเป็นแบบนี้, โยฮันเนสก็เผยรอยยิ้มออกมา

“ข้ารู้สึกดีใจนะที่ได้เห็นลูกชายของข้าโตขึ้นมาเป็นแบบนี้ ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ, เอลน่า”

“ฝ่าบาท....ขะ..ข้า......”

“อาร์โนลด์เป็นคนส่งเจ้ามา และเจ้าก็ตอบสนองต่อความรู้สึกของเขาและสามารถมาได้ทันเวลา นี่มันทำให้ข้ามีความสุขจริงๆ เรื่องพูดคุยเอาไว้แค่นี้เถอะ, เจ้าช่วยแสดงให้ข้าเห็นหน่อยได้ไหมว่าเจ้าเติบโตขึ้นแค่ไหนแล้ว?”

เอลน่าพยักหน้าให้กับคำขอของโยฮันเนส

จากนั้นเธอก็มองตรงไปที่ศัตรูทั้งสองแล้วตั้งท่าเตรียมจู่โจม

“ตามประสงค์ค่ะ, ฝ่าบาท ข้าจะแสดงดาบของบ้านแอมส์เบิร์กให้ท่านได้เห็นเอง!”

“หึ! มนุษย์คนเดียวจะไปทำอะไรได้! ข้ารู้จักเจ้า, เจ้าคืออัศวินที่จับคู่กับเจ้าชายไร้ค่า! คงเป็นเพราะเจ้าชายของเจ้าไร้ความสามารถ, มันก็เลยไปได้ไม่ไกลสินะ พอมาคิดว่าถูกพวกไร้ความสามารถแบบนี้มาขัดขวางแผนการของท่านพี่ มันช่างชวนให้รู้สึกเศร้าจริงๆ”

“แซม, ห้ามลดการป้องกันลงนะ บ้านแอมส์เบิร์กคือตระกูลของผู้กล้า เราจะเอามาตรฐานของมนุษย์ทั่วไปมาใช้วัดไม่ได้ เจ้าห้ามคิดว่ายัยนั่นเป็นมนุษย์ธรรมดาเชียวหล่ะ”

ดีนเตือน, แต่ดูเหมือนว่าแซมจะไม่ใส่ใจกับคำเตือนนี้เลย

อย่างไรก็ตาม, ในตอนที่เขาเห็นสายตาของเอลน่า, แซมก็เข้าสู่โหมดระวังตัวอย่างเต็มที่

“!!???”

ร่างกายของแซมชุ่มไปด้วยเหงื่ออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขายืนอยู่บนเคียวที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ของเขาแล้วถอยห่างจากเอลน่าเล็กน้อย นี่มันคือการพยายามหนีอย่างเห็นได้ชัดแต่แซมไม่ได้รู้สึกตัวเลย

ในอีกด้านนึง, เอลน่าได้โจมตีแซมด้วยจิตสังหารแล้วค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า

สำหรับนักเวทย์ที่มีฝีมือ, เวทมนตร์ที่ทำให้ลอยขึ้นไปบนฟ้านั้นไม่ได้ยากเลย อย่างไรก็ตาม, เวทมนตร์ที่ทำให้เคลื่อนไหวบนฟ้าได้อย่างอิสระนั้นหายาก แต่เอลน่านั้นแม้เธอจะไม่ใช่นักเวทย์เธอก็ไปถึงขั้นนั้นแล้ว

บ้านแอมส์เบิร์กไม่เคยขาดทักษะที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้เลย

และในจุดนี้เอง แซมก็ได้ไปเหยียบโดนกับระเบิดของอัจฉริยะจากบ้านแอมส์เบิร์กเข้าให้แล้ว

“เจ้าพึ่งจะพูดเรื่องที่ข้าเกลียดที่สุดออกมา.....เจ้ากล้าพูดแบบนั้นต่อหน้าข้าได้ยังไง! ข้าจะพิพากษาเจ้า เตรียมรับมือให้ดี!”

“! อย่ามาดูถูกข้านะมนุษย์!!!!”

หลังจากนั้นในทันที, แซมก็โจมตีเอลน่าด้วยเคียวของเขา

อย่างไรก็ตาม, เอลน่าหลบเคียวของเขาได้และสวนกลับในทันที

แซมสามารถรับการโจมตีได้ด้วยเคียวของเขาแต่การโจมตีมันรุนแรงกว่าที่คิดเขาก็เลยหันไปมองพี่ชาย

“สมกับเป็นอัจฉริยะจากบ้านแอมส์เบิร์ก ข้าเข้าใจแล้วหล่ะว่าทำไมผู้คนถึงเรียกเจ้าว่าผู้กล้าของยุคนี้ แต่ว่า, พวกข้าจะทำให้เจ้าเสียใจเองที่วันนี้เจ้าเลือกมาเป็นศัตรูกับแวมไพร์อย่างพวกเรา!”

ดีนเข้าร่วมการต่อสู้

ทั้งสามคนปะทะกันเหนือน่านฟ้าของเมืองเคียรือย่างรุนแรง

ข้างใต้นั้น, จักรพรรดิกำลังตะโกนเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังของเขา กำลังเสริมจากอัศวินหน่วยที่สามของเอลน่านั้นช่วยดันมอนส์เตอร์กลับไปได้เล็กน้อยแต่ดูเหมือนว่ามอนส์เตอร์ที่โจมตีเข้ามานั้นจะไม่มีวันหมดเลย

ในสถานการณ์ที่เขาต้องยื้อจนกว่ากำลังเสริมจะมาเพิ่มนี้, มีเจ้าชายองค์นึงปรากฎตัวขึ้น

“ท่านพ่อ! คาร์ลอสมาแล้วครับ!! คาร์ลอสผู้นี้กลับมาแล้วครับ, ท่านพ่อ!!”

เจ้าชายลำดับห้า, คาร์ลอสอายุ 23 ปี

เจ้าชายคนนี้มีผมสีน้ำตาลและมีนิสัยอ่อนโยน, เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความอ่อนโยนนี้ อย่างไรก็ตาม, เขามีความเป็นคนช่างฝันและต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่หลักแหลมของเขาเหมือนกับนิทานผู้กล้าสมัยก่อน

สำหรับคาร์ลอสนั้น, การรีบมาช่วยพ่อของเขาและได้ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในช่วงวิกฤติเช่นนี้ถือเป็นการพัฒนาในอุดมคติของเขาเลย

มีหลายคนมองมาที่เขาและรู้สึกดีใจกับกำลังเสริม ท่ามกลางความดีใจนี้, คาร์ลอสก็นำทหารของเขาเข้ามาช่วยอย่างเริ่งร่า

“ฝ่าบาท! ถอยไปเถอะครับ! มันอันตราย!”

“ไม่ต้องห่วงนะครับ! เพราะตอนนี้ข้านี่แหล่ะคือผู้กล้า!”

มันเป็นคำพูดที่มาจากความอินในสถานการณ์ แต่มันมีมูลเหตุอยู่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน, คาร์ลอสได้เจอกับแซมและดีนผ่านชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แผนของพวกเขาก็คือให้แซมกับดีนสร้างเรื่องขึ้นมาและให้คาร์ลอสเป็นคนเข้ามากอบกู้สถานการณ์ และเพื่อเป็นการตอบแทน, หลังจากที่คาร์ลอสได้เป็นจักรพรรดิ, เขาก็จะส่งคำร้องให้กิลด์นักผจญภัยเพื่อลบค่าหัวของแซมกับดีนออก

คาร์ลอสถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่าแซมกับดีนมีเหตุผลให้ร่วมมือกับเขา การที่กิลด์ลบค่าหัวออกนั้นมีเกิดขึ้นน้อยมาก อย่างไรก็ตาม, มันก็ยังอยู่ในขอบเขตอำนาจของจักรพรรดิ แม้กระทั่งกิลด์ก็ไม่สามารถมองข้ามความต้องการของจักรพรรดิของจักรวรรดิที่ใหญ่ระดับนี้ได้

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่คาร์ลอสเชื่อแซมกับดีน ว่าพวกเขาจะถอยในทันทีที่คาร์ลอสปรากฎตัว

หลังจากที่เขากำจัดมอนส์เตอร์ที่เหลืออยู่ได้เขาก็จะกลายเป็นมงกุฎราชกุมารและใช้ชีวิตตามความฝันที่จะได้เป็นผู้กล้าของเขา

แต่ในตอนนั้นเองคาร์ลอสก็ถูกกระสุนเวทมนตร์ของแซมซัดปลิวไปไกล

“ไอ้หมอนั่นมาจริงๆหรอเนี่ย เป็นเจ้าชายที่โง่ชะมัด”

“ไม่ต้องไปสนใจแมลงวันตัวเล็กๆแบบนั้นหรอก มีสมาธิกับศัตรูหน่อย! ยัยนั่นกำลังเข้ามาแล้วนะ!”

พวกเขาไม่เคยสนใจคาร์ลอสอยู่แล้ว

ซึ่งเหตุผลก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มองเขาว่าเป็นคู่หูธุรกิจที่เท่าเทียมกันมาตั้งแต่แรกแล้ว

พวกเขาหลอกใช้คาร์ลอส ในทำนองเดียวกันนั้น, ถ้าคาร์ลอสวางแผนใช้งานพวกเขาเขาก็คงจะไม่มาจบแบบนี้ ทั้งหมดมันเป็นเพราะความใสซื่อของเขาที่เชื่อใจสองคนนี้

โดยไม่มีแม้กระทั่งเวลาที่จะมาเสียใจกับการตัดสินใจของเขา, สติของคาร์ลอสก็ลอยหายไปหลังจากที่เขาถูกโจมตีด้วยกระสุนเวทมนตร์

หนึ่งในอัศวินสามารถรับตัวเขาได้แต่บาทแผลของเขานั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต

อย่างไรก็ตาม, พวกอัศวินที่มากับคาร์ลอสนั้นถูกกระตุ้นด้วยการปรากฎตัวของเขาเมื่อก่อนหน้านี้และสู้พวกมอนส์เตอร์กลับไปอย่างดุเดือด

สิ่งเดียวที่คาร์ลอสทำได้, แม้ว่าจะต้องมาอยู่ในสภาพที่อนาถนี้ก็คือการเปลี่ยนกระแสของการต่อสู้

และด้วยเวลาสั้นๆที่อัศวินของคาร์ลอสช่วยถ่วงเอาไว้ให้นี้เอง, สถานการณ์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย

จบบทที่ ตอนที่ 13 : ค่าหัวคลาส S

คัดลอกลิงก์แล้ว