เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 อุบัติการณ์สึนามิ

ตอนที่ 12 อุบัติการณ์สึนามิ

ตอนที่ 12 อุบัติการณ์สึนามิ


“เห้อ....! มันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย!!”

เช้าวันที่สาม แม้ว่าเอลน่าจะรู้สึกเจ็บใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา, แต่เขาคิดว่าแบบนี้แหล่ะดีแล้ว

เพราะเรื่องที่คริสต้าพูด, เขาถึงพยายามอยู่ใกล้เคียร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และตอนนี้ก็กำลังมุ่งหน้าลงใต้อยู่ ตั้งแต่ผ่านคืนแรกมานั้น, เอลน่าก็หดหู่อยู่ตลอด เธอไม่คัดค้านการตัดสินใจของเขาเลย และมันก็ไม่มีความรู้สึกเลยว่าเขาจะชนะในการแข่งขันนี้

ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ, อัตราการเผชิญหน้ากับมอนส์เตอร์ของพวกเขาในวันที่สองนั้นลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่ถ้าพิจารณาจากนิสัยของมอนส์เตอร์แล้ว, นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาหล่ะนะ

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมอนส์เตอร์แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ นี่จึงเป็นสาเหตุที่พวกมันไม่อยากข้องเกี่ยวกับพวกที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง

“อัล, พวกเราจะหยุดกันที่นี่หรอ....?”

“รอแปบนึงนะ, กำลังคิดอยู่”

พอพูดจบ, เขาก็มีความรู้สึกไม่สบายใจที่ว่าเหตุการณ์มันเป็นไปตามที่คำนวณเอาไว้มากเกินไป

เนื่องจากการล่าของเอลน่าในวันแรก, มอนส์เตอร์ที่อยู่ระแวกใกล้เคียงจึงมองว่าเธออันตรายและตัดสินใจว่าจะไม่เข้าใกล้เธอ

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปในหมู่นักผจญภัยแต่สำหรับอัศวินอย่างเอลน่านั้น, มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเธอ พวกอัศวินอาจจะสามารถกำจัดพวกมอนส์เตอร์ได้แต่ความรู้เกี่ยวกับมอนส์เตอร์ของพวกเขาไม่สามารถเทียบกับนักผจญภัยได้เลย ถ้าเขาอยู่กับกลุ่มนักผจญภัยก็คงจะทำการล่าอย่างระมัดระวังในช่วงแรกและทำให้มั่นใจว่าการล่าวันที่สามนั้นจะเล่นใหญ่ที่สุด

เหตุผลที่เขาไม่หยุดพวกอัศวินแม้จะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วก็เพราะเขาหวังให้มันพัฒนาในรูปแบบนี้

ตอนนี้, พวกที่เอาชนะมอนส์เตอร์แรงค์ AAA ได้นั้นมีแค่กลุ่มของกอร์ดอน, ลีโอ, แล้วก็กลุ่มของเขา ตั้งแต่เริ่มการแข่งมา, ทั้งสามกลุ่มนี้ก็นำอยู่รวมทั้งกลุ่มของอาร์โนลด์ที่เอาชนะหมาล่าเนื้อมาได้แต่ว่านั่นคงจะเปลี่ยนไปในเร็วๆนี้

แม้จะเป็นเช่นนั้น, แต่เขาก็ยังคงมุ่งหน้าลงใต้ต่อ ซึ่งเหตุผลก็เพราะลีโอกับอัศวินของเขาอยู่ทางใต้ ถ้ามอนส์เตอร์กำลังหนีจากเอลน่า, พวกมันก็จะต้องหนีลงใต้อย่างแน่นอน หรือพูดอีกนัยนึงก็คือ, พวกมอนส์เตอร์กำลังถูกต้อนไปหาลีโอ

ในตอนที่เขาวางแผนนี้ขึ้นมา, ตอนแรกเขาคิดว่าจะต้อนมอนส์เตอร์ไปหาลีโอในฐานซิลเวอร์แต่ตอนนี้เขาลองเอามาใช้กับเอลน่าดู และก็ต้องขอบคุณแผนนี้, ลีโอถึงสามารถจัดการมอนส์เตอร์แรงค์ AAA ได้

วิธีการที่แน่นอนที่สุดสำหรับกลุ่มพวกเขาก็คือการเอาชนะด้วยตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นการให้ลีโอเป็นผู้ชนะจะดีที่สุด เพราะผลการแข่งวันแรก, เขาก็เลยช่วยลีโอแบบนี้เพราะมันมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะชนะในการแข่งเนื่องจากความสำเร็จในการจัดการหมาล่าเนื้อ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไปได้ดีเกินไป

ถ้าลีโอจัดการมอนส์เตอร์คลาส AAA ได้อีกมันก็คงจะสมบูรณ์แบบแต่เขาคิดว่ามันคงจะเป็นการหวังมากเกินไปหล่ะมั้ง?

ภาคีอัศวินหลวงระดับหัวหน้านั้นสามารถเอาชนะมอนส์เตอร์คลาส AAA ได้ อย่างไรก็ตาม, คนที่จะจัดการมันได้อย่างสบายๆนั้นก็คงจะมีแค่หัวหน้าระดับสูงเท่านั้น ถ้าลีโอไม่สามารถจัดการพวกมันได้การต้อนมอนส์เตอร์ไปหาเขาก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร

ยิ่งไปกว่านั้น,

“ใกล้ถึงเวลาที่จะเคลื่อนไหวกันแล้วสินะ.....”

“อัล.......?”

“อ้ะ? ขอโทษที ข้ากำลังคิดว่าพี่เอริคกับพีซานดร้ากำลังวางแผนทำอะไรแปลกๆอยู่รึเปล่า.......”

“รู้สึกเราจะไม่เจอมอนส์เตอร์แรงค์ AAA อีกเลย, ถึงแม้จะอยู่ฝั่งตะวันออกแต่มีคนเจอแค่สามกลุ่มแบบนี้ข้าเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน”

“ก็จริงนะ......”

“หะ, หัวหน้าครับ! องค์ชาย! ชะ, ช่วยดูนี่หน่อยครับ!”

ในตอนที่เขากำลังพูดกับเอลน่า, อัศวินคนนึงก็เข้ามาขัดแล้วเอาผลึกแก้วให้ดูอยากลุกลี้ลุกลน

สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนั้นก็คืออันดับ ณ ปัจจุบัน

พวกเขาตกไปอยู่ที่สอง ส่วนคนที่ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งก็คือเจ้าชายลำดับห้า, คาร์ลอส เลคส์ แอดเลอร์

“นี่มันหมายความว่ายังไง?”

“จะ, จู่ๆอันดับมันก็เปลี่ยนครับนายหญิง.....บางทีเขาคงเอาชนะมอนส์เตอร์คลาส AAA ได้สองตัวในเวลาเดียวกัน.......”

“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางทำได้หรอกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นนักผจญภัยแรงค์ SS หรือหัวหน้าระดับสูง! หัวหน้าที่ถูกส่งไปให้องค์ชายคาร์ลอสคือหัวหน้าหน่วยเจ็ดนี่ ข้าไม่ได้จะว่าเขาอ่อนแอนะแต่ระดับเขาทำแบบนั้นไม่ไหวหรอก”

“อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ตรงๆก็ได้ พวกนั้นอาจจะจัดการมอนส์เตอร์ตอนที่พวกมันกำลังหลับหรือสู้กันเองอยู่ มันมีความเป็นไปได้ตั้งหลายอย่าง”

“มันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นเลยหรอ!?”

เอาเถอะ, มันก็ธรรมดาหล่ะที่จะคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นไปแล้ว

อย่างนี้เองสินะ สุดท้ายเจ้าคงทนไม่ไหวและในที่สุดก็โผล่หางออกมา ตอนแรกข้าก็กังวลอยู่ว่าจะมีเรื่องใหญ่กว่านี้แต่ถ้าเป็นคาร์ลอสข้าก็เชื่อแหล่ะ เจ้านั่นมันโง่ดังนั้นต้องมีคนหลอกใช้เขาแน่ๆ

เจ้าชายลำดับห้าคาร์ลอสมีอายุ 23 ปี เขาเป็นคนที่ไม่มีลักษณะเด่นอะไรเลย เขาไม่เคยถูกพูดถึงในเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่แย่ อย่างไรก็ตาม, เขามักจะพูดถึงความฝันของเขาในการได้เป็นผู้กล้า

การควบคุมเขาไม่ใช่เรื่องยากถ้าสามารถกระตุ้นความปราถนานี้ของเขาได้

“ถ้ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหล่ะ? หรือว่าจะมีการเล่นสกปรก?”

“นั่นมัน....”

“ตอนนี้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เส้นตายคือจนกว่าจะหมดคืนของวันที่สาม พวกเราจะทำเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน”

พอพูดจบ, เขาก็แทบจะตัดใจเรื่องการหามอนส์เตอร์แล้ว

ขอโทษด้วยนะแต่ไม่มีมอนส์เตอร์ที่เอลน่าเข้าใกล้แล้วจะไม่วิ่งหนีหรอก มันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะกลับไปอยู่จุดเดิม

อย่างไรก็ตาม, เขาไม่ได้สนใจคาร์ลอสมาตั้งแต่แรกแล้ว

ท่านทวดบอกว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่การชนะในเทศกาลนี้ ซึ่งนี่เป็นความเห็นจากคนที่เคยเอาชนะในสงครามผู้สืบทอดที่เต็มไปด้วยกลอุบายต่างๆนาๆและกลายเป็นจักรพรรดิได้ เขามีเครดิตมากพอที่จะทำให้ควรเชื่อในความคิดเห็นของเขา

แถมยังมีฝันร้ายที่คริสต้าเห็นอีก

ถ้าเชื่อในฝันร้ายของเธอว่าเคียร์จะถูกมอนส์เตอร์ล้อม, เขาก็คงคิดได้แค่กรณีที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า, เคียร์นั้นมีกองอัศวินรักษาการณ์คอยคุ้มกันอยู่แต่ตอนนี้อัศวินหลวงที่มีหน้าที่คุ้มกันจักรพรรดิถูกส่งมาอยู่กับพวกลูกๆของเขา ตอนนี้เขาอยู่ในจุดที่โดนโจมตีง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

คนที่อยู่ใกล้เคียร์นั้นมีแค่เขา, ลีโอแล้วก็คาร์ลอส ส่วนคนอื่นๆกำลังออกห่างจากเคียร์ไปเรื่อยๆในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นี้

 เขาคงวางแผนว่าจะช่วยจักรพรรดิก็เลยตั้งใจอยู่ให้ใกล้เมืองหลวงสินะ เจ้าคาร์ลอสนั่น

เขาเป็นคนโง่แต่เขาก็ไม่ควรคิดว่าแผนมันจะดำเนินไปได้โดยไม่ติดขัดอะไร

“ขอร้องนะ, ช่วยทำตัวให้ฉลาดกว่านี้หน่อยเถอะ.......”

ด้วยการพึมพำเบาๆ, เขาก็ภาวนาต่อสวรรค์ขอให้พี่ชายของเขาฉลาดกว่านี้

ในตอนนั้นเองพื้นดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมา

คนแรกที่รู้สึกตัวก็คือเอลน่า

“อย่าบอกนะว่า....นี่คือ”

“เอลน่า! เกิดอะไรขึ้น!?”

เขาลงจากม้าที่ตื่นตระหนกแล้วถามเอลน่า

มีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆแต่เขาไม่พบอะไรจากจุดที่เขาอยู่เลย แถมเขายังใช้เวทมนตร์ต่อหน้าเอลน่าไม่ได้อีก

ที่นี่เขาคงทำได้แค่พึ่งพาเธอ

เอลน่าลงจากม้าแล้วเอาหูแนบกับพื้นดิน

จากนั้นเธอก็ค่อยๆลุกขึ้นมา

“...มีฝูงมอนส์เตอร์จำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่ ....มันคือ ‘สึนามิ’”

“‘สึนามิ’ หรอ....?”

“ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมอนส์เตอร์นั้น, จะมีบางครั้งที่การเคลื่อนย้ายของมอนส์เตอร์ทับซ้อนกันจนกลายเป็นการเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ขึ้นมา......เพราะพวกเราต้อนมอนส์เตอร์ทางฝั่งตะวันออกมาเกินไปตอนนี้พวกมันก็เลยกำลังหนีไปรวบกัน, ไม่ผิดแน่….!”

แบบนี้นี่เอง พอจะเข้าใจแผนแล้วหล่ะ

การอ้างแบบนี้คงฟังดูมีเหตุผลที่สุดแล้ว, และมันก็ง่ายที่จะอธิบายที่มาของปรากฎการณ์แบบนี้ด้วย

 

แถมมันยังก็ดีกว่าการเอาเรื่องขลุ่ยที่สามารถควบคุมมอนส์เตอร์ได้ขึ้นมาพูดอย่างแน่นอน บางทีคาร์ลอสก็น่าจะใช้คำอธิบายนี้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม, ถ้าให้นักผจญภัยอย่างเขาออกความเห็น, มันถือเป็นเรื่องแปลกที่มอนส์เตอร์กำลังหนีไปยังทิศทางเดียวกันในเวลาพร้อมกันแบบนี้ คำว่า ‘สึนามิ’ นั้นเกี่ยวข้องกับการปะทุของภูเขาไฟ, พายุขนาดยักษ์, และภัยธรรมชาติต่างๆ ในจุดนี้, คนๆเดียวที่สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งแบบนั้นได้ก็คือเอลน่า มันคงจะเป็นอีกเรื่องนึงถ้าพวกมันกำลังหนีจากเธอแต่เสียงเท้านั้นใกล้มาก มันดูผิดธรรมชาติเกินไปที่พวกมันมองข้ามเธอแบบนี้

“พวกมันกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน?”

“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป....ข้าคิดว่ามันคงจะไปถึงเคียร์ในเร็วๆนี้.....”

“คิดว่าอัศวินที่คอยรักษาการณ์อยู่ในเคียร์จะรับมือกับพวกมันไหวไหม?”

“เป็นไปไม่ได้หรอก.....ผู้บัญชาการอัศวินกำลังออกไปรับเหล่าสนมจากเมืองหลวงของจักรวรรดิเพื่องานประกาศผลในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่คอยคุ้มกันองค์จักรพรรดิ....พวกเขาไม่น่าจะรับมือไหวหรอก.....”

ถ้าจะให้หนีกลับไปเมืองหลวงก็คงจะได้

ด้วยกำลังทหารที่มีอยู่นั้นคงจะทำการหลบหนีได้สำเร็จ แต่ว่า, การทำแบบนั้นมันไม่มีความหมายอะไร

เทศกาลนี้มีจุดมุ่งหมายคือการลดความไม่พอใจของฝั่งตะวันออก, ถ้าตัวจักรพรรดิหนีไปแล้วทิ้งให้เคียร์เจอกับสึนามิมอนส์เตอร์, ผู้คนก็จะรู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

อย่างเลวร้ายที่สุด, มันอาจจะทำให้เกิดการก่อกบฎได้เลย และถ้าเรื่องมันไปไกลถึงขั้นนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังคาร์ลอสก็จะเป็นผู้ชนะ

ถ้ามีสงครามขึ้นมามันก็จะสามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นฝีมือของเอริคหรือกอร์ดอน, มันก็คือแผนการที่ไม่ห่วงความปลอดภัยของผู้คนเลย

ถ้าชนะสงครามผู้สืบทอดแล้วได้เป็นจักรพรรดิ, เจ้าพวกนั้นจะต้องมีหน้าที่คอยปกป้องประชาชนนะ....

“ว่าแล้วเชียวจะยอมให้เจ้าพวกนั้นเป็นจักรพรรดิไม่ได้จริงๆด้วย...”

“อัล?”

“....เอลน่า ถ้าข้าบอกให้เจ้าไปช่วยเคียร์จะทำได้ไหม?”

“....แน่นอน, ถึงยังไงการปกป้ององค์จักรพรรดิและประชาชนก็เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”

“ทั้งๆที่เจ้าไม่รู้จำนวนมอนส์เตอร์เนี่ยนะ เจ้าอาจจะตายก็ได้รู้ไหม?”

“ข้าไม่กลัวความตายหรอก”

“.....นั่นรวมถึงคนที่เหลือด้วยรึเปล่า?”

“ครับ, องค์ชาย! พวกข้าจะปกป้องให้ได้ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!”

“พวกเราจะช่วยเคียร์ให้ได้อย่างแน่นอนครับ!”

ลูกน้องของเอลน่านั้นมีแต่คนที่กล้าหาญ

ไม่กลัวความตาย, เอาชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยง คำพวกนี้ล้วนเป็นคำที่เขาเกลียดทั้งนั้น

เขาไม่อยากได้ยินคำพูดเห็นแก่ตัวพวกนี้

“...สาบานมาอย่างนึง เอลน่า จงสาบานกับดาบของตัวเองซะ”

“เอ๋.....? สาบานอะไรหรอ?”

“จงมีชีวิตอยู่ คนที่เหลือก็ด้วย ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมสาบานแบบนี้ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าเคลื่อนไหวโดยเด็ดขาด”

“อัล.....”

เอลน่าพึมพำชื่อของเขาด้วยความประหลาดใจ จากนั้นเธอก็คุกเข่าลงพร้อมกับปักดาบบนพื้น, และเอาหน้าผากจรดฝักดาบ ลูกน้องของเธอเองก็ทำตามเหมือนกัน

“ข้า, เอลน่า ฟ็อน แอมส์เบิร์ก แห่งภาคีอัศวินหลวงขอสาบานกับดาบของข้า, ข้าจะไม่เอาชีวิตไปทิ้งโดยเด็ดขาด”

คนที่เหลือเองก็สาบานเหมือนกัน

ด้วยสิ่งนี้, ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

“เอาหล่ะ, ไปกันเถอะ! อัล! แต่ว่าจำนวนของมอนส์เตอร์ไม่ใช่น้อยๆพวกเราอาจจะพลิกสถานการณ์ไม่ไหวก็ได้นะ........”

“ไม่...ข้าไปด้วยก็เป็นแค่ตัวภาระ พวกเจ้าไปกันเองเลย”

ในตอนที่พูดจบเขาก็ฝืนถอดกำไลออกมา กำไลนี้มีกฏอยู่ว่าห้ามถอดออก, แต่ในเมื่อเขาถอดออกแล้วก็ถือว่าทำผิดกฏและต้องถูกตัดสิทธิไป

“อะ, อัล....?”

“แย่จัง, ข้าทำกำไลหลุดซะแล้ว ถ้างั้นก็คงทำไรไม่ได้แล้วหล่ะ, ข้านี่มันซุ่มซ่ามจริงๆ ในเมื่อมันหลุดออกมาแล้ว, ข้าก็คงต้องไปหาอะไรดื่มที่เมืองใกล้ๆสินะ”

“ทำไมกัน....พวกเรายังมีโอกาสตีโต้กลับมาได้นะ!? ทำไมถึงทำแบบนี้!?”

“ข้าหมดคุณสมบัติแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ ข้าไม่ได้หมดคุณสมบัติเพราะพวกเจ้าเดินออกห่างจากข้า ข้าทำให้ตัวเองหมดคุณสมบัติเอง ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอก”

ถ้าเขาสั่งให้พวกอัศวินแยกจากเขาที่นี่อย่างเดียวพวกเขาก็จะลังเล ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะกำจัดเมล็ดพันธุ์แห่งความลังเลทิ้งซะ

เมื่อเทียบกับชีวิตของจักรพรรดิและประชาชนของเคียร์แล้ว, อันดับในงานเทศกาลก็เป็นแค่ความสำคัญที่รองลงมา

“อัล....เจ้านี่มัน.....”

“บอกท่านพ่อของข้าไปแบบนี้นะ, ข้าเป็นคนทำกำไลพังเอง”

เนื่องจากให้คำสาบานกับองค์จักรพรรดิไปแล้วว่า, อัศวินจะไม่ทิ้งเจ้าชาย, แม้ว่านั่นจะเป็นคำสั่งของเจ้าชายก็ตาม

ดังนั้นถ้าเขาถอดกำไลออกเองมันก็จะถือเป็นความรับผิดชอบของเขา

การทำแบบนี้จะทำให้คนอื่นไม่สามารถโทษอัศวินได้ เอาเถอะ, ถ้าพวกเขาสามารถช่วยเคียร์ได้มันก็คงจะไม่มีปัญหาแบบนั้นหรอก แต่ถึงอย่างนั้น, เขาก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่พวกอัศวินล้มเหลวด้วย ถ้าพวกเขาล้มเหลวการกล่าวโทษก็จะเริ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่ๆ

บางทีเธอน่าจะเดาเจตนาของเขาออก, เอลน่าทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

อัศวินคนอื่นๆเองก็คอตกไปตามๆกัน

ด้วยเหตุนี้เอง, เขาจึงพูดกับพวกอัศวิน

“อัศวินทุกคน, จงฝั่งคำสั่งของข้า”

“.....”

“จงไปช่วยองค์จักรพรรดิและประชาชนของเคียร์ ข้าไม่สนใจว่าเมืองจะเสียหายหนักแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชีวิตของประชาชนที่นั่น”

“พวกเรายินดี....น้อมรับคำสั่งขององค์ชายครับ/ค่ะ”

“อ้อแล้วก็, คริสต้ากับฟีเน่ก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน, ตอนนี้สองคนนั้นคงกำลังหวาดกลัวอยู่ช่วยทำอะไรซักอย่างให้หน่อยนะ”

“ค่ะองค์ชาย ข้าจะ...ข้าจะนำลูกน้องบางส่วนไปช่วยพวกเธอด้วยตัวเองค่ะ”

เอลน่าตอบกลับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งสิ้นหวัง, ไร้หนทาง, และเศร้าโศก

พวกอัศวินคนอื่นๆเองก็เหมือนกัน

ในระหว่างนั้น, เซบาสก็ปรากฎตัวขึ้นข้างหลังเขาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง

“เรื่องพาองค์ชายกลับนั้นไว้เป็นหน้าที่ข้าเอง ทุกท่านไม่ต้องห่วงนะครับ”

“เซบาส...ทำไมถึงได้.....”

“ข้าก็แค่ห่วงชีวิตของเจ้านายครับ เพราะฉะนั้นช่วยฝากองค์ชายไว้กับข้าเถอะนะครับ, ท่านเอลน่า”

เอลน่าที่ถูกบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องมาคอยเป็นผู้คุ้มกันดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อย เธออาจจะเก็บไปคิดก็ได้ว่าตัวเองไม่ได้รับอนุญาตให้ปกป้องเขาด้วยซ้ำ แต่ถึงมันจะไม่ใช่แบบนั้นเขาก็ไม่มีเวลามาแก้ความเข้าใจผิดของเธออยู่ดี

อย่างไรก็ตาม, สมกับที่เป็นถึงอัศวิน พวกเขาทุกคนเริ่มเตรียมม้าของตัวเองแล้ว

จากนั้นในตอนที่พวกเขากำลังออกเดินทาง, เขาก็พูดบอกลาพวกเขา

“อัศวิน ‘ของข้า’ ข้าขอฝากทุกอย่างเอาไว้กับพวกเจ้านะ มีแค่พวกเจ้าเท่านั้นที่ทำได้”

ในตอนที่เธอได้ยินคำนี้ดวงตาของเอลน่าก็เริ่มมีน้ำตาคลอ

อย่างไรก็ตาม, เธอชักดาบออกมาแล้วสะบัดมันออก

“ข้าอัศวินหลวง, เอลน่า ฟ็อน แอมส์เบิร์ก จะตอบสนองความปราถนาขององค์ชายให้สำเร็จให้จงได้! ข้าขอสาบานต่อดาบและชื่อของข้า, ข้าจะกำจัดศัตรูทั้งหมดและช่วยเหลือเคียร์!”

“ดีมาก, ขอฝากเจ้าด้วยนะ”

หลังจากนั้น, เอลน่ากับอัศวินของเธอก็ออกเดินทางด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

ในตอนที่เขาขี่ม้าร่วมเดินทางกับพวกอัศวินก็รู้สึกว่าพวกเขาเร็วแล้วแต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะออมความเร็วเอาไว้เยอะเลย

พอพวกเขาหายไป

เขาก็พูดกับพ่อบ้านเพียงหนึ่งเดียวของเขา

“เซบาส”

“ครับองค์ชาย”

“เตรียมตัวซะ นับจากนี้ไป มันถึงเวลาที่จะต้องเคลื่อนไหวอย่างลับๆแล้ว”

“รับทราบครับ”

ด้วยการสวมเสื้อคลุมสีดำและหน้ากากเงินตามปกติ, เขาก็เทเลพอร์ทไปในฐานะซิลเวอร์

จบบทที่ ตอนที่ 12 อุบัติการณ์สึนามิ

คัดลอกลิงก์แล้ว