เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 : ศัตรูตามธรรมชาติของข้าคือผู้กล้า

ตอนที่ 7 : ศัตรูตามธรรมชาติของข้าคือผู้กล้า

ตอนที่ 7 : ศัตรูตามธรรมชาติของข้าคือผู้กล้า


“กลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาแล้วสินะครับ”

“เห้อ งานนี้พวกเราซวยแล้วจริงๆ”

เช้าวันต่อมา, เจ้าชายอาร์โนลด์ก็เชิญเซบาสกับฟีเน่มาที่ห้องเพื่อประชุมวางแผน

ตามที่คาดเอาไว้, ดูเหมือนว่าเซบาสจะเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้

“ซวยหรอคะ? ไม่ใช่ว่านี่เป็นโอกาสที่ท่านลีโอจะได้แสดงความสามารถหรอคะ?....แถมเพื่อความเท่าเทียมองค์จักรพรรดิยังทำการจัดสรรอัศวินด้วยตัวเองอีก ท่านอัลก็น่าจะรู้ถึงความยอดเยี่ยมของท่านลีโอดีไม่ใช่หรอคะ?”

“เห้อ...”

“ที่ถอนหายใจเมื่อสักครู่นี้คือกำลังบอกว่าข้าโง่ใช่ไหมคะ!? ข้ารู้นะคะ!”

พอได้ยินเสียงตะโกนของฟีเน่, เขาก็เริ่มอธิบายอย่างไม่เต็มใจ

อันที่จริง, ความคิดของฟีเน่นั้นไม่ได้ผิดไปซะทีเดียว มันถูกอยู่ครึ่งนึง

“เทศกาลนี้เป็นทั้งโอกาสและวิกฤต มันคือโอกาสเพราะมีความเป็นไปได้ที่ลีโอจะได้กลายเป็นทูตที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ส่วนเหตุผลที่มันเป็นวิกฤตก็เพราะในขณะเดียวกันถ้าหนึ่งในคู่แข่งทั้งสามคนของเราได้เป็นทูตที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ, ระยะห่างที่พวกเราอุตส่าย่นเข้ามาได้ก็จะถอยห่างออกไปอีก ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราจะเป็นขุมอำนาจที่สี่, แต่พวกเราก็ยังอ่อนแอกว่าอีกสามคนที่เหลืออย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดขึ้นมา, พวกเราก็เตรียมหลุดโผลจากศึกผู้สืบทอดได้เลย”

“ขนาดนั้นเลยหรอคะ!? ถ้างั้นก็แย่แล้วหน่ะสิ! พวกเราต้องรีบทำอะไรซักอย่างกับมันนะคะ!”

ฟีเน่เริ่มตื่นตระหนก เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินวนรอบห้อง

ซึ่งเขาก็ปล่อยเธอเอาไว้อย่างนั้นแล้วคุยกับเซบาส

“มีข้อมูลอะไรบ้างไหม?”

“ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ครับองค์ชาย, ดูเหมือนว่าภาคีอัศวินเองก็พึ่งจะรู้เรื่องเมื่อวานนี้ ซึ่งคนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้คงจะมีแค่ตัวจักรพรรดิเองกับเหล่าคนสนิทของเขาครับ”

“ถ้าเป็นแบบนี้อุบายที่พวกเราใช้ได้ก็จะมีจำกัด ปัญหาในตอนนี้ก็คือทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับความสามารถและดวงของผู้เข้าแข่งขันเท่านั้นสินะ เห้อ.....”

จะมีมอนส์เตอร์หายากปรากฎตัวรึเปล่า? พวกเราจะได้ปะทะกับพวกมันรึเปล่า? เรื่องพวกนี้มันขึ้นอยู่กับดวงจริงๆ

ไม่ว่าคุณจะแข็งแกร่งแค่ไหน, มันก็ไม่มีความหมายถ้าคุณไม่มีโอกาสได้แสดงมันออกมา

“มีข้อมูลอีกอย่างนึงครับ พวกอัศวินคิดว่าสถานที่จัดงานเทศกาลในครั้งนี้น่าจะเป็นฝั่งตะวันออกของจักรวรรดิครับ”

“ฝั่งตะวันออกหรอ? ทำไมหล่ะ?”

“แต่เดิมนั้นฝั่งตะวันออกคือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากมอนส์เตอร์หนักที่สุด, แถมอัตราการกำจัดมอนส์เตอร์ของนักผจญภัยในพื้นที่ก็ไม่สามารถไล่ตามจำนวนประชากรมอนส์เตอร์ที่เกิดขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้, ภาคีอัศวินของพวกเรานั้นต่างก็ถูกส่งไปยังพื้นที่อื่นๆแต่ในส่วนของฝั่งตะวันออกก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอัศวินถูกส่งไปเลยครับ”

“แสดงว่าเขาทิ้งฝั่งตะวันออกไว้เพื่อใช้มันเป็นสถานที่จัดเทศกาลสินะ นี่ต้องเป็นฝีมือท่านพ่อแน่ๆ”

ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าอัศวินไม่สามารถล่ามอนส์เตอร์ทั่วทุกมุมของจักรวรรดิได้ เราคิดอยู่แล้วว่ามันจะต้องมีบางแห่งที่พวกเขาครอบคลุมไม่ทั่วถึง และดูเหมือนว่าสถานที่นั้นก็คือฝั่งตะวันออกสินะ ถ้าพื้นที่นั้นได้รับความเสียหายจากมอนส์เตอร์จนกลายเป็นศูนย์กลางของเทศกาลนี้ขึ้นมามันจะต้องเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแน่ๆ และการฟื้นฟูมันก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย

สมกับเป็นท่านพ่อจริงๆ

“การดำเนินเทศกาลคงจะเป็นประมาณนี้ครับ, พวกอัศวินจะถูกส่งไปที่ฝั่งตะวันออกและทำการล่ามอนส์เตอร์เป็นเวลาหลายวัน, หลังจากนั้นก็จะต้องเลือกตัวที่มั่นใจที่สุดแล้วนำกลับมาให้องค์จักรพรรดิตัดสินผู้ชนะ นอกจากนี้, ข่าวคราวก็แพร่กระจายออกไปแล้วดังนั้นพวกพ่อค้าเองก็น่าจะเริ่มหลั่งไหลไปที่ฝั่งตะวันออกในขณะที่พวกเรากำลังพูดคุยกันอยู่ครับ”

“ถึงยังไงมันก็เป็นโอกาสในการทำธุรกิจของพวกเขาหล่ะนะ, พวกพ่อค้าคงไม่อยากจะพลาดเทศกาลนี้หรอก ดูเหมือนว่าความใหญ่โตของเทศกาลจะมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ....ผู้มีอิทธิพลจากทั่วโลกจะต้องมาดูแน่, จุดนี้เองก็น่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน”

“ทะ, ท่านอัลคะ! ข้าคิดแผนออกแล้วหล่ะ!”

“ไหนว่ามาซิ”

หลังจากที่ฟีเน่ตบมือดังแป้ะเธอก็ยกมือขึ้นเพื่อขอแสดงความคิดเห็น

เขานั้นไม่ได้คาดหวังอะไรจากเธอแต่การลองฟังดูก็ไม่ได้เสียหายอะไร ฟีเน่ไม่ใช่นักวางแผนที่เก่งแต่เธอก็ไม่ได้โง่

เธออาจจะสามารถคิดอะไรที่มันแหวกแนวออกมาก็ได้

“ข้าคิดว่าตราบใดที่ท่านอัลเป็นผู้ชนะก็คงจะไม่เป็นไรมั้งคะ!”

“ข้ารู้สึกว่าตัวเองโง่จริงๆที่ฝากความหวังไว้ที่เจ้า.......”

“ท่านฟีเน่ครับ ท่านอาร์โนลด์ต้องทำเป็นว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถ การที่จู่ๆเขาแสดงความสามารถออกมามันจะดูไม่เป็นธรรมชาตินะครับ”

“อ้ะ, นั่นสินะคะ.....ตะ, แต่ว่ามันไม่น่าจะมีทางอื่นที่ทำให้พวกเราชนะอย่างแน่นอนไม่ใช่หรอคะ.......?”

เหมือนกับที่ฟีเน่พูด, การให้เขาเป็นคนชิงที่หนึ่งนั้นคงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด เพราะว่าเขาคือซิลเวอร์ และแน่นอนว่า, บางทีผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆและอัศวินของพวกเขาก็ไม่น่าจะรับมือเขาไหวด้วย

อย่างไรก็ตาม, ถ้าพวกเขาทำแบบนั้น, พวกเขาก็จะเสียไพ่ตายไปและการทำให้ลีโอได้เป็นจักรพรรดิก็คงจะยากขึ้นด้วย นอกจากนี้การที่เขาใช้แผนนี้, มันจะนำไปสู่การแบ่งแยกความนิยมที่มีประโยชน์อีก

ไม่ว่าเขาจะคิดยังไง, มันก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเลย

“พวกเราต้องหาทางอื่น”

“แต่ในสถานการณ์แบบนี้มันมีไม่กี่วิธีที่พวกเราจะทำได้นะคะ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นสามารถทำได้มากกว่าเราเยอะไม่ว่าจะเป็นการล่อมอนส์เตอร์ไปที่ฝั่งตะวันออกหรือไม่พวกเขาก็สามารถหาตำแหน่งของมอนส์เตอร์หายากเอาไว้ก่อนได้ ซึ่งพวกเราขาดกำลังคนที่จะทำเรื่องพวกนั้นนะคะ”

“ข้ารู้ พวกนั้นคงจะทำแบบนั้นแน่ๆแต่ข้าเองก็สามารถทำอะไรที่คล้ายๆกันได้ ข้าก็แค่ต้อนมอนส์เตอร์ไปที่ฝั่งตะวันออกในฐานะซิลเวอร์ก็เท่านั้นเอง”

“ไม่ได้นะคะ! การทำเรื่องแบบนั้นมัน.....!”

ฟีเน่เป็นคนแรกที่คัดค้านความคิดของเขา

ในขณะที่มองเธอ, เขากับเซบาสก็ยิ้มแหยๆ

เธอคล้ายกับลีโอจริงๆ

“นั่นสินะ, ถึงยังไงถ้าข้าทำแบบนั้นมันก็อาจจะทำให้คนที่อยู่ฝั่งตะวันออกเป็นอันตรายได้ ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ข้าไม่คิดจะทำ ลีโอเองก็คงจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้”

ในแง่ของความรู้สึกส่วนตัว, มันคือแผนการที่เขาไม่อยากจะใช้จริงๆ ศักดิ์ศรีในฐานะนักผจญภัยของเขาไม่ยอมให้ทำแบบนั้น แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ, เขาก็อาจจะต้องทำ อย่างไรก็ตาม, มันยังไม่ใช่สำหรับตอนนี้ ถ้าผู้เข้าแข่งทุกคนนอกจากลีโอกลายเป็นทรราชขึ้นมามันก็อีกเรื่องนึงแต่สิ่งที่ถูกเดิมพันในตอนนี้มีแค่ชีวิตของเขา, ลีโอ และแม่ของพวกเขาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง, เขาจึงไม่สามารถสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเพียงเพราะมันเกี่ยวพันธ์กับชีวิตของเขาและครอบครัวได้

“งั้นหรอคะ......ค่อยสบายใจหน่อย”

ด้วยความรู้สึกโล่งอก, ฟีเน่ก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกแล้วก้มศรีษะลงในทันที

“ขะ, ข้าขอโทษจริงๆนะคะ...ข้าเผลอพูดโพล่งออกมาโดยไม่ทันไตร่ตรองให้ดีก่อนอีกแล้ว! ข้ารู้ค่ะว่าท่านอัลคงจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก!”

“ไม่เป็นไรหรอก, คิดอะไรได้ก็พูดออกมาเถอะ ถึงยังไงความคิดเห็นของเธอมันก็อยู่ในวิถีทางที่ถูกต้องมาโดยตลอดอยู่แล้ว”

“ท่านหมายความว่ายังไงหรอคะ......?”

“มันหมายความว่าเจ้าชายชอบท่านยังไงหล่ะครับ ท่านฟีเน่”

“นี่, จะไปกันใหญ่แล้วนะ!!”

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาด้วยตัวเอง, แต่ใบหน้าของฟีเน่ก็กลายเป็นสีแดงขึ้นมาแล้วเธอก็ใช้สองมือปิดซ่อนเอาไว้

เจ้าจะรู้สึกอายขึ้นมาเองมันก็ไม่เป็นอะไรหรอกแต่คนที่พูดมันคือเซบาสนะ ไม่ใช่ข้าซักหน่อย

“ข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าเคยพูดว่าชอบเธอตอนไหน?”

“แล้วท่านเกลียดท่านฟีเน่หรอครับ?”

“ไม่ใช่แบบนั้น, คือว่า......”

“ถ้างั้นก็ถือว่าชอบแล้วกันนะครับ ดีจังเลยนะครับท่านฟีเน่”

“ค่ะ!”

พอเห็นรอยยิ้มเริงร่าของฟีเน่, เขาก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา

สุดท้ายแล้ว, พวกเขาก็ไม่สามารถคิดแผนดีๆได้ดังนั้นพวกเขาก็เลยตัดสินใจว่าจะเก็บไปเป็นการบ้านแล้วจบการประชุม

————-

วันต่อมา, เขาก็ไปรับคำขอของกิลด์ในฐานะซิลเวอร์

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกิลด์ได้แจ้งเขามาว่ามีเควสระดับสูงเข้ามา

ปกติเขาแทบจะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวถึงสองครั้งในเดือนเดียว ดูเหมือนว่าเรื่องที่ประชากรมอนส์เตอร์ในจักรวรรดิเพิ่มขึ้นจะเป็นความจริง

ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่ามอนส์เตอร์ที่ปรากฎตัวขึ้นนั้นจะแข็งแกร่งจนถึงขนาดสร้างปัญหาให้กับนักผจญภัยแรงค์ SS อย่างเขา มอนส์เตอร์ที่ปรากฎตัวขึ้นในครั้งนี้ก็คือเซอร์เบอรัสแดง มันแข็งแกร่งมากจนมีนักผจญภัยหลายคนถอดใจ, ด้วยเหตุนี้เองกิลด์จึงตั้งค่าหัวของมัน คลาสของมันนั้นอยู่ที่ AAA, ซึ่งเป็นคลาสเดียวกับราชามิโนทอร์ที่เขาเคยจัดการไปก่อนหน้านี้

เซอร์เบอรัสเองก็เป็นมอนส์เตอร์หายากที่แต่เดิมนั้นไม่มีอยู่ในจักรวรรดินี้ มันต้องหนีจากนักผจญภัยคนอื่นและหลงเข้ามาในดินแดนของจักรวรรดิแน่ๆ

พอมาคิดว่าเขาต้องมาจัดการเรื่องอื่นของจักรวรรดิในช่วงเวลาที่ยุ่งแบบนี้, เขาก็รู้สึกว่าจะต้องรีบจัดการมันโดยเร็ว!

แต่ก็เป็นไปตามที่คิดไว้, มันไม่ใช่มอนส์เตอร์ประเภทที่จะจัดการได้ด้วยการโจมตีเดียว, มันถูกโค่นหลังจากที่เขาโจมตีด้วยเวทมนตร์เป็นครั้งที่สาม ซึ่งในการโจมตีสุดท้ายนั้น, ร่างกายของมันก็หายไปจนเกือบหมดแต่ยังเหลือเขี้ยวติดอยู่ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะเอาเขี้ยวกลับไปเป็นหลักฐานว่าจัดการได้แล้ว

ในขณะที่เขากำลังทำหน้าที่ของนักผจญภัยอยู่นั้นเอง, พลม้าหน่วยนึงก็มุ่งหน้าเข้ามาหาเขาจากระยะไกลๆ

พวกนั้นกำลังควบม้ามาที่นี่ด้วยความเร็วค่อนข้างสูง หน่วยพลม้าของใครกันนะ? เจ้าของพื้นที่นี้น่าจะได้รับแจ้งจากกิลด์แล้วไม่ใช่หรอว่าซิลเวอร์กำลังจะมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อจัดการเซอร์เบอรัส.....

“เจ้าที่อยู่ตรงนั้นหน่ะ! ระเบิดเมื่อสักครู่นี้เป็นฝีมือของเจ้าใช่ไหม?”

“ถ้าใช้แล้วจะทำไมหล่ะ? เจ้าบอกชื่อของตัวเองมาก่อนจะดีกว่าไหม?”

ในขณะที่ตอบคำถามที่ดังมาจากข้างหลัง, เขาก็ดึงเขี้ยวออกมาได้แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับหน่วยพลม้า

จากนั้นเขาก็ตัวแข็งทื่อ เพราะเขาได้เจอกับคนที่คาดไม่ถึงเข้าซะแล้ว

“…….! ?”

คนที่ขี่ม้าอยู่นั้นคือผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง

เธอมีผมยาวสีชมพูเหมือนดอกซากุระและมีดวงตาสีเขียวเหมือนหยก ผมที่เหยียดตรงและสายตาที่แข็งกร้าวของเธอนั้นชวนให้เขานึกถึงดาบที่ทั้งแข็งแกร่งและงดงาม

เขารู้ว่าเธอเป็นใคร แถมยังรู้จักดีเลยด้วย

เนื่องจากว่าเขาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเธอมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว, เขาจึงจำเสียงของเธอไม่ได้แต่ในทันทีที่ได้เห็นเธอเขาก็นึกออกในทันที มันค่อนข้างจะเหมือนกับว่าการพูดถึงใครซักคนที่มีผมสีชมพูซากุระและดวงตาสีเขียวหยกนั้น, จะมีแค่คนๆเดียวเท่านั้นที่ตรงกับคำอธิบายนี้ในจักรวรรดิแห่งนี้

“ข้าคือหัวหน้าของหน่วยรบที่สามแห่งภาคีอัศวินหลวง, เอลน่า ฟ็อน แอมส์เบิร์ก ข้าได้ยินมาว่ามีเซอร์เบรัสกำลังก่อความวุ่นวายอยู่ในพื้นที่ระแวกนี้แต่, บางทีเจ้าคงจะจัดการมันไปแล้วสินะ?”

แอมส์เบิร์ก

แค่ได้ยินชื่อนี้, ก็ทำให้ประเทศรอบข้างสั่นสะท้านแล้ว

พวกเขาคือลูกหลานของผู้กล้าที่จัดการราชาปีศาจที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทวีปเมื่อ 500 ปีก่อน

หลังจากเอาชนะราชาปีศาจได้, จักพรรดิในตอนนั้นก็อยากจะดึงผู้กล้าคนนี้มาอยู่กับเขา อย่างไรก็ตาม, ผู้กล้าได้บอกกับเขาว่าไม่ต้องการทั้งยศดยุค, มาร์ควิสหรือว่าเคานต์ เขาปฏิเสธรางวัลทุกอย่างที่จักพรรดิเสนอให้และเตรียมตัวออกเดินทางท่องโลก ในตอนนั้นเองจักพรรดิก็คิดข้อเสนอนึงขึ้นมาได้, เขาได้เสนอตำแหน่งพิเศษให้กับผู้กล้า, มันคือตำแหน่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวทั่วทั้งทวีปนี้

มันคือตำแหน่งที่ชื่อว่า ‘ผู้กล้าหาญ’ มันคือตำแหน่งสูงสุดในหมู่ขุนนางจักรวรรดิ, สถานะของมันนั้นสูงกว่าเจ้าชายด้วยซ้ำ, เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครนอกจากจักรพรรดิ

แต่ถึงจะมีอภิสิทธิขนาดนี้ก็ยังไม่มีใครไม่พอใจ ซึ่งนี่เป็นเพราะพวกเขาสมควรที่จะได้รับมัน, ไม่สิมันเกินกว่าคำว่าสมควรด้วยซ้ำเพราะจักรวรรดิได้ประโยชน์ทางการทหารจากพวกเขามาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว

ผู้พิทักษ์จักรวรรดิ เอลน่าคือผู้สืบทอดของ ‘บ้านแอมส์เบิร์กผู้กล้าหาญ’ นี้

และเธอก็เป็นคนที่คอยปกป้องตัวเขาที่อ่อนแอจากการถูกรังในตอนที่เขายังเด็ก เธอมักจะชอบเรียกเขาว่าเจ้าอ่อนและมอบการฝึกสุดหฤโหดให้กับเขาและสิ่งที่เธอปลูกฝังเอาไว้ในตัวเขานี้ก็ทำให้เขาไม่สามารถต่อกรเธอได้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้, เธอคือศัตรูตามธรรมชาติของเขา เขากล้าพูดได้เลยว่า, สิ่งที่เธอเคยทำในตอนนั้นมันก็คือการรังแกรูปแบบนึงนั่นแหล่ะ

และด้วยเหตุนี้เองเขาจึงก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว, เขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แต่ในตอนนั้นเองเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเงินดังนั้นเขาจึงสามารถเรียกสติกลับมาได้

ใช่แล้ว, ใช่ ใช่ ตอนนี้เราไม่ใช่อาร์โนลด์ เราคือซิลเวอร์ต่างหาก

 

เราไม่กลัวเอลน่าหรอกหน่า!

“แค่ดูยังไม่รู้อีกหรอ? ดูเหมือนว่าท่านหญิงจากบ้านผู้กล้าหาญจะมีสายตาฝ้าฟางสินะ”

“เจ้าว่ายังไงนะ......?”

อ้ะ.....

วะ, เวรแล้วไหมหล่ะ!!??

เขาพูดสไตล์นี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้วดังนั้นเขาจึงเผลอใช้น้ำเสียงแบบนี้กับเธอโดยไม่รู้ตัว

ซะ, ซวยแล้วไง!!

“ถ้าดูจากรูปลักษณ์ของเจ้า, เจ้าคงจะเป็นนักผจญภัยแรงค์ SS ซิลเวอร์สินะ? แค่เพียงเพราะเจ้าพอมีฝีมืออยู่บ้างก็เลยกล้าทำตัวกร่างใช่ไหม?”

เอลน่ายิ้มให้เขา

แต่เขารู้ดีว่า เอลน่ามักจะยิ้มในตอนที่เธอโกรธ นี่คือรอยยิ้มแห่งความโกรธของเธออย่างไม่ต้องสงสัย

นะ, นี่มันแย่ไปกันใหญ่แล้ว.... เราไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับเอลน่านะ ถ้าตอนนี้เราไม่รีบทำให้สถานการณ์มันสงบลงหล่ะก็.....

“ช่วงนี้เจ้าทำงานแถวเมืองหลวงของจักรวรรดิอยู่ตลอดก็เลยเริ่มถูกผู้คนเรียกว่าผู้พิทักษ์เมืองหลวงถูกไหม? ข้าถือว่านี่เป็นการท้าทายบ้านแอมส์เบิร์กของพวกเราได้รึเปล่า?”

“ผู้พิทักษ์เมืองหลวงมันก็แค่สิ่งที่ผู้คนเรียกข้า ข้าไม่ได้เรียกตัวเองด้วยชื่อแบบนั้นซะหน่อยและข้าก็ไม่ได้สนใจชื่อเล่นพวกนี้ด้วย”

อะ, เอาหล่ะ แบบนี้น่าจะได้อยู่มั้ง

 

เราน่าจะสื่อกับเธอได้แล้วว่าเรากับเธอไม่ได้เป็นศัต......

“นี่เจ้ากำลังบอกว่าชื่อเล่นจิ๊บจ๊อยอย่างบ้านแอมส์เบิร์กของพวกเราไม่ได้อยู่ในความสนใจของเจ้าหรอ? หรือเจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าคิดว่าชื่อของเรามันไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาตั้งแต่แรกแล้ว? แต่ไม่ว่าจะยังไง, นี่มันคือการยั่วยุชัดๆเลยใช่ไหม?”

หา-!!??

มันจบแล้ว! ความประทับใจครั้งแรกของเธอที่มีต่อเรามันเข้าขั้นเลวร้ายแล้วหล่ะ, ไม่ว่าเราจะพูดอะไรออกไปเธอก็จะนำไปตีความผิดๆอยู่ดี! ถึงยังไง, เอลน่าก็เป็นพวกที่เกลียดความพ่ายแพ้เข้ากระดูกดำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าเริ่มต่อสู้กับเธอเมื่อไหร่ เธอก็จะต้องเหยียบอีกฝ่ายให้จมดินให้ได้ถึงจะพอใจ

 

เวรจริง! ไหงมันเป็นแบบนี้ได้หล่ะเนี่ย!

เอาเถอะ, ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้วก็ขอสะสางความขุ่นเคืองที่เก็บมานานหน่อยเถอะ ถึงยังไงตอนนี้จะมาผูกมิตรกับเธอก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว

ในขณะที่เขารวบรวมสติของตัวเอง, เขาก็หัวเราะใส่เอลน่าอย่างเหน็บแนม

“เหอะ, ดูเหมือนเจ้าค่อนข้างจะสนใจเรื่องของข้ามากเลยนี่ บ้านผู้กล้าหาญคงจะมองว่าเกียรติยศเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยสินะ พอมาคิดว่าเจ้าเป็นคนที่ใจแคบจนทนเห็นคนอื่นถูกสรรเสริญไม่ได้แล้วมัน....”

“ว่าไงนะ!? นี่เจ้า! ข้าจะไม่ยกโทษให้กับคนที่กล้าพูดอวดดีแบบนั้นกับตระกูลของข้าโดยเด็ดขาด!”

“ใครกันแน่ที่อวดดี? ข้ากำลังกำจัดมอนส์เตอร์ตามคำขอของกิลด์อยู่ แต่จากที่เจ้าพูดมานั้น, เจ้าตั้งใจจะล่ามันถ้าข้าไม่อยู่ถูกไหม? นี่มันเป็นการยั่วยุกิลด์นักผจญภัยชัดๆเลยไม่ใช่หรอ?”

“ข้าไม่ได้มีความตั้งใจแบบนั้นนะ! ข้าทำเพื่อผู้คนต่างหาก!”

“หัวหน้าครับ ใจเย็นลงหน่อยเถอะ ต่อให้มีการสื่อสารผิดพลาด, แต่ถ้ามีคำขอจากกิลด์หล่ะก็, พวกเราจะมีปัญหาเอาได้นะครับ ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเรายังต้องรีบกลับไปที่เมืองหลวงด้วย”

“ชิ.....! ซิลเวอร์! จำเอาไว้เลยนะ! คนที่กำลังปกป้องจักรวรรดิคือพวกเราบ้านผู้กล้าหาญ, อัศวิน, และเหล่าทหารต่างหากหล่ะ! ไม่ใช่พวกนักผจญภัยอย่างเจ้า!”

“ข้าจะจำเอาไว้นะ ถึงแม้ว่าอีกเดี๋ยวเดียวข้าก็จะลืมแล้วก็เถอะ”

“คนอย่างเจ้านี่มัน......!”

พอเห็นเอลน่าที่กำลังจากไปพร้อมกับความเดือดดาล, เขาก็คิดกับตัวเองว่าเขาจบสิ้นแล้วหล่ะ แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง, เขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากที่สามารถระบายความคับแค้นใจที่เก็บเอาไว้นานแสนนานออกมาได้

เอลน่าเข้าร่วมภาคีอัศวินหลวงตั้งแต่อายุสิบเอ็ด, เธอคืออัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ตั้งแต่ตอนที่เธอได้รับภารกิจสำคัญๆอยู่บ่อยๆ, เขาก็ไม่ค่อยได้เจอเธออีกเลย และในตอนที่เจอกันก็ได้เห็นหน้ากันเพียงชั่วครู่, เพราะเธอไม่ค่อยจะมีเวลาเท่าไหร่นัก, ซึ่งทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือการพูดคุยกันแค่สั้นๆ

อย่างไรก็ตาม, ครั้งนี้เขาสามารถเอาชนะเธอได้ อืม, รู้สึกดีชะมัด! ตอนนี้เราเข้าใจแล้วหล่ะว่าเด็กที่ถูกรังแกรู้สึกยังไงในตอนที่ล้างแค้นคนที่รังแกได้สำเร็จ

“แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเราสร้างศัตรูขึ้นมาโดยไม่จำเป็นหล่ะนะ......”

นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ย......

ถ้าบ้านแอมส์เบิร์กตัดสินใจเป็นศัตรูกับพวกเรามันก็ถือว่าเป็นความผิดของเราเต็มๆเลยสินะ......

“ดูเหมือนข้าจะทำพังซะแล้วสิ........”

จากนั้นเขาก็เดินทางกลับในขณะที่เกาศรีษะของตัวเองไปด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 7 : ศัตรูตามธรรมชาติของข้าคือผู้กล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว