เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 : พาชมเมืองหลวงจักวรรดิ

ตอนที่ 5 : พาชมเมืองหลวงจักวรรดิ

ตอนที่ 5 : พาชมเมืองหลวงจักวรรดิ


ในทันทีที่กลับมาถึงเมืองหลวงพวกเขาก็มุ่งหน้าไปหาลีโอ

ลีโอรู้ว่าเขากำลังเคลื่อนไหวอยู่แต่เขาไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับซิลเวอร์ ดังนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามในเรื่องนี้ก่อน

“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าท่านพี่มีเส้นสายกับซิลเวอร์ด้วย..... ข้ารู้ว่าท่านรู้จักคนมากมายแต่ไม่รู้เลยว่าจะรู้จักคนสำคัญระดับนั้นด้วย”

“เขาไม่ใช่คนรู้จักของข้าหรอก เขาเป็นคนที่ติดต่อข้ามา และบอกว่าเพื่อเป็นหลักฐานความเชื่อใจ, เขาจะช่วยดึงดยุคไคลเนลต์ให้มาอยู่ฝั่งเรา และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำไมข้าถึงสร้างเรื่องขึ้นมาว่าซิลเวอร์เคลื่อนไหวเพราะเจ้าขอให้ช่วย แล้วก็ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้มาปรึกษาก่อนหลังจากที่เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว”

หลังจากที่เขารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องของลีโอเขาก็อธิบายเรื่องเกี่ยวกับซิลเวอร์ให้เขาด้วย

ถ้าเขาไม่ทำให้เหมือนกับว่าซิลเวอร์เป็นคนริเริ่มมันจะทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ยากขึ้นในอนาคต

และสุดท้ายแล้ว, ความสัมพันธ์ของเขากับซิลเวอร์ก็คงจะถูกเปิดเผย ซึ่งเขาก็ต้องเตรียมตัวสำหรับเรื่องนั้นเอาไว้ด้วย

“ไม่เป็นไรหรอกครับ, ท่านพี่เองก็มีความคิดของตัวเองในเรื่องนี้เหมือนกันใช่ไหมหล่ะครับ?”

“ก็ใช่อยู่หรอก, ที่ข้าไม่ได้รีบบอกเจ้าในทันทีก็เพราะข้ายังไม่เชื่อใจซิลเวอร์ แต่ว่าเขาก็ได้ทำในสิ่งที่เขาว่าเอาไว้สำเร็จดังนั้นข้าจึงนำมาบอกเจ้า ข้าคิดว่าสำหรับตอนนี้การเชื่อใจเขาคงจะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถึงอย่างนั้น, ชายคนนี้ก็ยังคงเป็นคนที่มีปริศนามากมาย และพวกเราก็ไม่รู้เหตุผลที่เขาให้ความร่วมมือกับเราด้วย ดังนั้นสำหรับตอนนี้อย่าพึ่งเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่จะดูฉลาดกว่า”

“เข้าใจแล้วครับ....ข้าเองก็อยากเจอเขาเหมือนกัน”

“ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกเขาให้แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะเข้าหาข้า, ก็แสดงว่าตอนนี้เขายังไม่มีแผนที่จะมาพบเจ้าโดยตรง ข้ารู้วิธีติดต่อเขาแต่มันก็ยังขึ้นอยู่กับตัวเขาด้วยว่าจะตอบสนองหรือเปล่า และในเมื่อเขาไม่ได้ทำตามคำสั่งของเราโดยตรง, ข้าก็เลยคิดว่าเขาเหมือนกับตัวโจ๊กเกอร์ที่เคลื่อนไหวตามความพึงพอใจของตัวเองดังนั้นอย่าหวังพึ่งเขามากเกินไปจะดีกว่านะ”

“เข้าใจแล้วครับ แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะ, ดยุคไคลเนลต์ถึงได้ปลอดภัยและยังมาสนับสนุนพวกเราด้วยไม่ใช่หรอครับ? ข้าคิดว่าเขาต้องเป็นคนดีแน่ๆเลย”

“สำหรับเจ้าไม่ว่าใครก็เป็นคนดีทั้งนั้นแหล่ะ........”

เพลียใจจริงๆ เห้อ, เขาถอนหายใจ

เขารู้สึกว่าช่วงนี้เขาถอนหายใจแบบนี้บ่อยมาก ซึ่งเหตุผลก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากมีอีกคนนึงที่มีนิสัยคล้ายกับลีโอ

“ว่าแต่, ข้าได้ยินมาว่าท่านดยุคได้ส่งคนมาช่วยพวกเราด้วย, เขาส่งใครมาหรอครับ? ถึงยังไงดยุคก็คงจะมาที่นี่ด้วยตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว.......”

“อืมม, นั่นสินะ เซบาส, ช่วยเรียกเธอมาหน่อยได้ไหม?”

“ครับท่าน”

เขาบอกเซบาสที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องให้พาตัวฟีเน่ที่อยู่ห้องใกล้ๆมาที่นี่

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะองค์ชายลีโอนาร์ด ข้าคือลูกสาวคนโตของดยุคไคลเนลต์, ฟีเน่ ฟ็อน ไคลเนลต์ค่ะ ขอฝากตัวด้วยนะคะ”

ฟีเน่จับจีบกระโปรงอย่างงดงามและทำการถอนสายบัว

โดยไร้ซึ่งความประหลาดใจ, ลีโอเองก็ตอบรับเธอด้วยมารยาทอันสมบูรณ์แบบ

“ข้าคือองค์ชายลำดับแปด, ลีโอนาร์ด เลคส์ แอดเลอร์ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาเจอกับเจ้าหญิงนกนางนวลสีน้ำเงินที่เลื่องชื่อคนนั้น พอได้มาเจอกับตัวข้ารู้สึกว่างดงามมากจริงๆ ข้ารู้สึกเป็นเกีรยติจริงๆที่ได้พบท่าน”

“ท่านเองก็เป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันค่ะ มันถือเป็นเกียรติของข้าที่ได้พบกับน้องชายของท่านอาร์โนลด์ ข้ารู้สึกโล่งใจยิ่งนักที่ได้พบว่าองค์ชายเป็นคนอ่อนโยนเหมือนดั่งที่เจ้าชายอาร์โนลด์พูดเอาไว้เลย”

“ท่านพี่พูดถึงข้าด้วยหรอ? ชักน่าสนใจแล้วสิ ช่วยเล่าให้ข้าฟังบ้างได้ไหม?”

“ยินดีค่ะ อ้ะ, เดี๋ยวข้าเตรียมชาให้นะคะ”

“ขอบใจนะ”

เขาใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการเข้าถึงหัวใจคนอื่น น้องชายของเขาช่างน่ากลัวจริงๆ ความสามารถในการถลำเข้าไปในด้านดีของอีกฝ่ายนั้นถือเป็นพรสวรรค์ติดตัวเขาอยู่แล้ว

ระหว่างคนสองคนที่พึ่งรู้จักกันมันมีหัวข้อให้คุยกันเพียงน้อยนิด ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ในเมื่อพวกเขาไม่ค่อยมีประเด็นให้พูดคุยกัน, ก็ต้องเพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับเขาเข้าไปด้วย

เขาได้แต่ทำหน้านิ่วในตอนที่พวกเขากำลังพูดเกี่ยวกับเขา ซึ่งลีโอก็คงจะสังเกตเห็นก็เลยส่งบทสนทนาตรงมาทางเขา

“จะว่าไปท่านพี่ครับ, พี่คิดจะให้คุณฟีเน่ร่วมมือกับเรายังไงหรอ?”

“หลักๆเลยก็คือข้าจะให้เธอเป็นนักเจรจาของพวกเรา และหลังจากนั้น, ข้าก็จะให้เธอเดินทางจากคฤหาสน์ในเมืองหลวงมาหาพวกเราบ่อยๆ การทำเช่นนี้จะแสดงให้เห็นว่าดยุคไคลเนลต์อยู่ฝั่งพวกเรา นี่คือทั้งหมดสำหรับตอนนี้ แล้วก็, ข้าได้บอกเธอเรื่องซิลเวอร์ไปแล้วนะ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก เธอรู้ว่าข้าหลอกตระกูลของเธอแต่ก็ยังร่วมมือกับพวกเรา”

“ท่านพูดให้ตัวเองดูเป็นคนเลวอีกแล้วนะคะ.......เรื่องที่ตระกูลของเราทำให้ท่านซิลเวอร์โกรธนั้นยังคงเป็นความจริงอยู่ดี, และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ท่านอาร์โนลด์เป็นคนช่วยซ่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา ถ้าเราปล่อยวางเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านั้นก็คงจะไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”

“นั่นสินะ, ข้าเองก็เห็นด้วย ข้อเสียของท่านพี่ก็คือการชอบทำให้ตัวเองดูแย่เนี่ยแหล่ะ”

“เห้ออ......”

นี่มันเหมือนกับเจอลีโอพร้อมกันสองคนเลย

 

เอาเถอะ, ถ้าพวกเราจะหาพันธมิตรเพิ่มการรวบรวมคนแบบนี้เอาไว้ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน แต่ปัญหาของเราก็คือว่าจะเพิ่มยังไงเนี่ยแหล่ะนะ

“นี่มันนิสัยของข้าไม่ต้องห่วงหรอกหน่า ที่สำคัญกว่านั้น, ลีโอ, เจ้าได้พันธมิตรจากในเมืองหลวงบ้างรึเปล่า?”

“อืมม, พูดยากครับ ถึงยังไงผู้มีอิทธิพลในเมืองหลวงก็เข้าพวกกับพี่ๆสามคนนั้นหมดแล้วครับ”

เขาลองเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยการถามว่าทางฝั่งของลีโอเป็นยังไงแต่มันก็เป็นไปตามคาด

ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่าดยุคไคลเนลต์คอยหนุนหลังลีโออยู่, แต่พวกที่จะเคลื่อนไหวได้นั้นก็มีแต่กลุ่มอิทธิพลที่เป็นกลางเท่านั้น ส่วนพวกที่อยู่ฝ่ายของคู่แข่งทั้งสามคนแล้วนั้นเคลื่อนไหวไม่ได้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ก็คือพวกขุนนางยังไม่รู้ว่าดยุคสนับสนุนพวกเขาหล่ะนะ

“เอ่ออ...คือว่าข้ายังไม่ค่อยรู้สถานการณ์ในเมืองหลวงซักเท่าไหร่เลยค่ะเพราะฉะนั้น....ช่วยเล่าเรื่องคู่แข่งทั้งสามคนที่ท่านพูดถึงให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?”

“ท่านพี่ยังไม่บอกคุณฟีเน่หรอ?”

“เธอเอาแต่ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องในระหว่างทางมาที่นี่ข้าก็เลยไม่เหลือแรงอธิบายเรื่องนี้”

“ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก, ท่านพี่เป็นคนขี้รำคาญมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วท่านพี่ก็เลยมักจะชอบหลีกเลี่ยงผู้คนอยู่ตลอด”

“จริงหรอคะ!?”

“แต่บางครั้งมันก็ยุ่งยากเกินกว่าที่จะหลีกเลี่ยงได้หล่ะนะ”

“ฮืออ.....”

เจ้าชายอาร์โนลด์เหลือบมองใบหน้าที่เศร้าสลดของฟีเน่แล้วคว้าอัญมณีทั้งสามที่อยู่ในห้องมาจัดเรียงบนโต๊ะเพื่อใช้ในการช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

“สมมุติว่านี่คือคู่แข่งสามคนของพวกเรา คนแรกก็คืออัญมณีสีฟ้าชิ้นนี้ เจ้าชายลำดับสอง, เอริค เลคส์ แอดเลอร์, อายุ 28 ปี, เขามีคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่อยู่ฝั่งเขาและเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าชายมากปัญญา ส่วนคนที่สองก็คืออัญมณีสีแดงชิ้นนี้ เจ้าชายลำดับสาม, กอร์ดอน เลคส์ แอดเลอร์, อายุ 26 ปี เขามุ่งหน้าสู่สนามรบในฐานะขุมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในกองทัพเรา, เขาได้ครอบครองอิทธิพลทางการทหาร และคนที่สามก็คืออัญมณีสีเขียว เจ้าหญิงลำดับสอง, ซานดร้า เลคส์ แอดเลอร์, อายุ 22 ปี เธอเก่งด้านเวทมนตร์และได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากนักเวทย์ทั่วจักวรรดิ ทั้งสามคนนี้ต่างก็มุ่งหวังที่จะครองบัลลังก์ในขณะที่ขยายขอบเขตอำนาจของพวกเขา อันที่จริงก็ยังมีสมาชิกคนอื่นที่เล็งบังลังก์อยู่แต่เจ้าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับทั้งสามคนนี้ได้เลย”

“คณะรัฐมนตรี, ทหารและนักเวทย์ พวกเขาแต่ละคนนั้นต่างก็มีฐานสนับสนุนที่มั่นคง มันคือการต่อสู้ชิงบังลังก์ที่พวกขุนนางกำลังหาประโยชน์เพื่อตัวเอง, นี่แหล่ะคือสงครามผู้สืบทอดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้ ซึ่งมันได้เริ่มขึ้นเมื่อสามปีก่อน....ในตอนที่พี่ชายคนโตของเรา, มงกุฎราชกุมารจากไปในสนามรบ”

“ข้าเองก็ได้ยินมาค่ะ.....ท่านพ่อเคยบอกว่าถ้าเจ้าชายองค์แรกยังมีชีวิตอยู่, เรื่องอย่างสงครามผู้สืบทอดก็คงจะไม่มีวันเกิดขึ้น”

“ข้าเองก็เห็นด้วยครับ ถ้าคนๆนั้นยังมีชีวิตอยู่เรื่องยุ่งยากแบบนี้ก็คงจะไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วหล่ะครับ”

ในทางกลับกัน, มันก็เป็นเพราะคนๆนั้นตายไปจริงๆคนอื่นถึงได้มีโอกาส

แม้กระทั่งเจ้าชายอาร์โนลด์เองก็รู้สึกเสียใจกับการตายนี้ เขาทั้งมีเกียรติและกล้าหาญ ลักษณะนิสัยและการวางตัวของเขาเหมือนกับลีโอเวอร์ชันอัพเกรดแล้ว, คนแบบนี้จะไปตายในสนามรบได้ยังไงกัน?

อันที่จริงมีการจัดตั้งทีมสืบสวนขึ้นมาและจักรพรรดิก็ลงมาคุมงานนี้ด้วยตัวเอง หลังจากที่สืบดูแล้วมันก็ได้ข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครวางแผนฆ่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสลัดความความรู้สึกที่ว่ามีกลิ่นคาวบ่างอย่างซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ออกไปได้

อย่างไรก็ตาม, การนำคนตายขึ้นมาพูดนั้นก็คงจะไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขา

“คนๆนั้นไม่อยู่แล้วและพี่ทั้งสามคนของพวกเราก็เป็นคนที่ไม่ปราณีกับศัตรูด้วย ลีโอ, ถ้าเจ้าไม่ชิงตำแหน่งมาจากพวกพี่ๆแล้วกลายเป็นจักรพรรดิ, อนาคตข้างหน้าของพวกเราดับสนิทแน่”

“ข้ารู้ครับ, แต่ข้าจะทำได้จริงๆหรอ......”

“สบายใจได้ ข้าจะช่วยให้มันเป็นไปได้เอง”

ในตอนที่พูดจบ, เขาก็ตบหลังของลีโอ

พอเห็นว่าลีโอสำลักออกมา, เขากับฟีเน่ก็หัวเราะ

————————-

ฟีเน่มาอยู่เมืองหลวงได้สามวันแล้ว

หลังจากไปทักทายจักรพรรดิฟีเน่ก็มักจะมาเยี่ยมพวกเขาต่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนมากมายเห็นเธอ, และข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง

ซึ่งข่าวลือที่ว่านั้นก็คือ ‘เพื่อที่จะสนับสนุนเจ้าชายลีโอนาร์ดดยุคไคลเนลต์ก็เลยส่งเจ้าหญิงนกนางนวลสีน้ำเงินมาอยู่เคียงข้าง’

ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปตามนี้ ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงนั้นก็เริ่มพัฒนาข่าวลือจนถึงขั้นกลายเป็นเรื่องราวความรักระหว่างฟีเน่กับลีโอ, ซึ่งนี่ก็ถือว่าไม่เลวนะ แต่ไม่ว่ายังไง, ตอนนี้ข่าวคราวมันก็กระจายออกไปแล้วว่าดยุคไคลเนลต์สนับสนุนลีโอ

“ช่วยพาไปชมเมืองหลวงหน่อยได้ไหมคะ?”

ฟีเน่ขอร้องเจ้าชายอาร์โนลด์

เหตุผลที่มาขอร้องเขานั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะเขานั้นคุ้ยเคยกับเมืองหลวงมากกว่าลีโอ

อย่างไรก็ตามมันมีปัญหาอยู่

“ถ้าเจ้าไปเดินเล่นเมืองหลวงหล่ะก็จะตกเป็นเป้าสายตาเอานะ.......”

“ข้าจะปลอมตัวค่ะ!”

พอพูดจบฟีเน่ก็หยิบแว่นออกมาสวมด้วยสีหน้าที่แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

เจ้าตัวอาจจะคิดว่ามันแนบเนียนแล้ว, แต่นี่มันไม่ได้แนบเนียนอะไรเลย ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีคนรู้ตัวว่าเป็นฟีเน่น้อยลงไปบ้าง, แต่ความงามของเธอนั้นก็ไม่ได้ถูกปกปิดเอาไว้

การสวมแว่นนั้นทำให้รู้สึกว่าดูสวยฉลาดขึ้น ซึ่งคนที่ชอบแนวนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจะพูดว่ามันเป็นการปลอมตัวที่ฉลาดก็คงจะไม่ได้

“ไม่ไป”

“เอ๋, ทำไมหล่ะคะ!?”

ถึงอย่างนั้นพอเห็นฟีเน่ที่เกาะติดไม่ปล่อยเขาก็ถอนหายใจออกมา ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้เลยรึไงว่าความสวยของตัวเองนั้นดึงดูดความสนใจได้มากขนาดไหน

การที่เธอได้รับเครื่องประดับนกนางนวลสีน้ำเงิน, มันก็เป็นเครื่องบ่งบอกแล้วว่าเธอสวยที่สุดในจักรวรรดิ

“ข้าไม่อยากเด่น ถ้าไปคิดวิธีทำตัวให้เด่นน้อยลงกว่านี้ได้ข้าจะคิดดูอีกที”

ถึงนั่นจะเป็นไปไม่ได้ก็เถอะนะ เขาพึมพำในใจในขณะที่ปฏเสธคำขอร้องของฟีเน่

นอกจากนี้การออกไปกับเขาในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะถึงยังไงตอนนี้ข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฟีเน่กับลีโอก็กำลังไปได้ดี ถ้าจู่ๆมีเจ้าชายไร้ค่าเข้ามาแทรกมันก็คงจะไม่โอเคซักเท่าไหร่

ถึงจะคิดไปแบบนั้น, แต่ตอนช่วงบ่ายฟีเน่ก็เข้ามาหาเขาในห้องด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเหมือนกับตอนช้า

“ช่วยพาไปชมเมืองหลวงด้วยค่ะ!”

“ข้าไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา”

“ข้าจะปลอมตัวค่ะ”

ด้วยคำพูดที่เหมือนกับก่อนหน้านี้ฟีเน่ก็หยิบเสื้อผ้าชุดนึงออกมาด้วยความมั่นใจ

มันคือเสื้อคลุมฮู้ดสีแดงเพลิงที่ยาวไปถึงเท้าสำหรับนักเดินทาง

ฟีเน่ได้ดึงฮู้ดลงมาปิดด้วย และด้วยความที่มันบดบังใบหน้าของเธอจนแทบมิดจึงไม่น่าจะมีใครจำได้ว่าเป็นเธอ

“ความคิดใครหล่ะ?”

“ท่านเซบาสเป็นคนช่วยชี้แนะค่ะ!”

“หนอยตาแก่เซบาส......แต่ว่ามันยังติดเรื่องคนคุ้มกันด้วยเอาไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ”

“ท่านเซบาสบอกว่าถ้าท่านอาร์โนลด์อยู่ด้วยก็ไม่จำเป็นต้องมีคนคุ้มกันหรอกค่ะ!”

“.....”

ตาพ่อบ้านนั่นคิดจะหาเรื่องรบกวนเราใช่ไหม?

วันนี้ดูเหมือนว่าพวกขุนนางที่เป็นกลางจะอยู่ที่นี่ด้วยอุตส่าคิดว่าจะหาทางรวบรวมพวกเขาอยู่นะเนี่ย.....

อย่างไรก็ตาม, พอเห็นสายตาที่เป็นประกายของเธอเขาก็ถอนหายใจแล้วยอมใจอ่อน

“ก็ได้ ก็ได้, ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน”

“ค่ะ!”

“ไปได้ไม่นานนะโอเคไหม? แล้วก็เธอเองก็เถอะ, น่าจะมีคำร้องขอพบปะจากผู้คนเข้ามาเยอะเลยไม่ใช่หรอ?”

“ก็ไม่นะคะ, ช่วงนี้ไม่เห็นจะมีคำร้องเข้ามาเลย”

“........คงเป็นเพราะเธอเป็นที่ถูกใจของท่านพ่อหล่ะนะ ก็เลยแตะต้องไม่ได้ง่ายๆ”

จักรพรรดินั้นไม่ได้คิดจะให้ฟีเน่มาเป็นสนม แต่ว่าเขารักฟีเน่เหมือนกับเป็นลูกสาวของเขา ซึ่งนี่แหล่ะที่ทำให้มันยุ่งยากยิ่งกว่า จักรพรรดิอาจจะไม่พอใจได้ถ้าเข้ามาหาเธอด้วยเจตนาไม่ดีเหมือนกับการที่พ่อหวงลูกสาว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความสัมพันธ์กับลีโออีก ซึ่งมันก็คือหนึ่งในเหตุผลที่ขุนนางคนอื่นๆตัดใจ เพราะการเข้าหาฟีเน่นั้น, จะทำให้พวกเขาต้องใกล้ชิดกับลีโอมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีขุนนางคนไหนที่ตัดสินใจได้ถึงขนาดนั้น

“ช่างเถอะ ไปกันได้แล้ว เกือบลืมอีกเรื่องนึง, ถ้าข้าบอกให้กลับเมื่อไหร่ก็ต้องกลับนะเข้าใจไหม?”

“ได้ค่ะ! ขอฝากตัวด้วยนะคะ!”

ฟีเน่ตอบรับอย่างดีใจด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

————————-

ถนนของเมืองหลวงนั้นพลุกพล่านอยู่เสมอ

ฟีเน่มองถนนของที่นี่แล้วหันกลับมามองเขา

“ท่านอาร์โนลด์ นั่นอะไรหรอคะ?”

“นั่นคือร้านประเมินราคา ที่นั่นมีการออกใบรับรองให้ด้วยดังนั้นค่าธรรมเนียมก็เลยค่อนข้างสูง แล้วก็นะเจ้าจะเรียกข้าว่าอัลก็ได้”

“จะไม่เป็นหรอหรอค่ะให้เรียกชื่อเล่นแบบนี้?”

“ข้าจะมีปัญหาเอาได้ถ้ามีคนรู้ตัวตนของข้าเพราะฉะนั้นเรียกว่าอัลเฉยๆก็พอ”

“....หลังจากนี้ไปข้าก็สามารถเรียกแบบนั้นได้เหมือนกันใช่ไหมคะ?”

ฟีเน่มองเขาอย่างคาดหวัง

มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เรียกเขาว่าอัล อย่างไรก็ตาม, ถ้าเธออยากเรียกแบบนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้หยุดเธอ

“ตามใจเถอะ”

“ค่ะ! ท่านอัล!”

อะไรทำให้เธอดูมีความสุขขนาดนี้นะ?

ในขณะที่เขากำลังประทับใจที่เรื่องเล็กๆแบบนี้สามารถทำให้เธอมีความสุขได้, เขาก็คอยพาเธอเดินชมเมืองหลวง

ในระหว่างทาง, พวกเขาก็ได้แวะร้านอาหารพื้นเมืองแห่งนึง หลังจากนั้น, เขาก็พาเธอไปดูสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองหลวง

พวกเขามีเวลาไม่มากนักดังนั้นแค่การชมรอบๆเมืองก็ใช้เวลาไปซักพักแล้ว

ในตอนที่เขาคิดว่ามันได้เวลาที่ควรจะเตรียมตัวกลับแล้ว, ฟีเน่ก็เจอร้านเครื่องประดับร้านนึงเข้า

“เห้อออ....อย่านานนักหล่ะเข้าใจไหม?”

“ค่ะ!”

เนื่องจากเธอมองเขาเหมือนกับกำลังขอร้องว่าอยากจะไปดูข้างใน, เขาจึงอนุญาตเธอ

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดออกมาเอง แต่ว่าดวงตาของคนเรานั้นสามารถสื่อความรู้สึกได้มากกว่าปาก, ซึ่งพลังจากสิ่งที่เธอกำลังสื่อออกมาทางดวงตานั้นก็ไม่ได้อยู่ในระดับแค่ครึ่งๆกลางๆเลย

เวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ?

ด้วยความที่เขาเหนื่อยเขาจึงไม่ได้เข้าไปในร้าน เขายืนพิงรอเธออยู่ที่เสาข้างหน้าร้านแทน

อย่างไรก็ตาม, มีลูกค้าคนนึงที่ไม่ให้เวลาเขาได้พักเลย

“หืม, หน้าตาคุ้นๆนะ นี่มันท่านเจ้าชายไร้ค่าไม่ใช่หรอครับ?”

พอได้ยินเสียงอันไม่น่าอภิรมย์ที่แฝงมาด้วยการถากถาง, เขาก็ขมวดคิ้ว

พูดตามตรง, เขาได้บังเอิญมาเจอกับคนที่เขาไม่อยากเจอเข้าซะแล้ว

คนที่ปรากฎตัวขึ้นนั้นเป็นชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทำเป็นทรงบ๊อบที่ถูกห้อมล้อมด้วยคณะผู้ติดตามของเขา

เสื้อผ้าที่ดูเทอะทะและเซ้นส์ในการทำผมของเขานั้นบอกได้เลยว่าเข้าขั้นเลวร้าย อย่างไรก็ตาม, ดูเหมือนว่าเขาจะคิดว่าตัวเองดูเท่ดังนั้นก็เลยกล้าแต่งออกมาเดินได้ด้วยความภาคภูมิใจ

ชื่อของเขาคือกีโด้ ฟ็อน ฮอร์วาธ เขาคือผู้สืบสายเลือดจากบ้านฮอร์วาร์ธซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจักวรรดิ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจ, แต่นี่ก็คือเพื่อนสมัยเด็กของเขา

บ้านฮอร์วาธนั้นปกครองดินแดนที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงของจักรวรรดิ ดังนั้น, เขาจึงอาศัยอยู่ในเมืองหลวงและมักจะไปที่ปราสาทอยู่บ่อยๆ และเนื่องจากเขามีอายุเท่ากับพวกเขา, ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวจึงชอบพาเขามาหาพวกเขา เขานั้นมักจะเข้าร่วมการเรียนและการฝึกฝนด้วยกันกับพวกเขาอยู่บ่อยๆ นี่แหล่ะคือความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกัน

อย่างไรก็ตาม, เขาจะทำตัวดีก็แค่ตอนที่มีลีโออยู่ด้วยเท่านั้นและชอบหาเรื่องแกล้งเขาลับหลัง ซึ่งคณะติดตามของเขาเองก็เป็นกลุ่มที่รังแกเขามาตั้งแต่เด็กด้วย เขาไม่เคยตอบโต้หรือเอาไปฟ้องใครเลย และยิ่งไปกว่านั้น, ผู้ใหญ่ที่สังเกตเห็นก็มองข้ามเขาด้วย ซึ่งนี่ค่อนข้างจะเป็นที่ประจักษ์สำหรับพวกเขา

ถึงยังไง, การได้เห็นเจ้าชายที่มีสถานะสูงกว่าตัวเองถูกพวกเขารังแกแบบนี้ก็อาจจะทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนตัวเองพิเศษก็ว่าได้

ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาโตขึ้น, กีโด้จึงมักจะเข้ามาวุ่นวายกับเขาด้วยเรื่องแบบนี้

“กีโด้....หายากนะที่จะได้มาเจอเจ้าในสถานที่แบบนี้”

“ข้าบังเอิญเห็นหน้าซึมกระทื่อที่ไม่ควรจะถูกมองว่าเป็นเจ้าชายในตอนที่กำลังนั่งอยู่บนรถม้าหน่ะ ข้าก็เลยคิดว่าข้าต้องทักเจ้าในฐานะที่เป็นหนึ่งในขุนนางของจักรวรรดิ”

“หรอ, ขอบใจนะ”

“ทัศนคติเช่นนี้มันอะไรกัน?”

กีโด้เอาไม้เท้าในมือของเขากดเท้าเขาและทำสีหน้าไม่พอใจ

“เจ้าคิดว่าข้าไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้เพราะพวกเราอยู่ในที่สาธารณะใช่ไหม? ดูเหมือนเจ้าจะคิดผิดแล้วแหล่ะเพราะถึงข้าจะอัดเจ้าเละที่นี่ก็คงไม่มีคงส่งเสียงอะไรหรอกเจ้าก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอ? ถึงยังไงก็ไม่มีใครรู้จักหน้าเจ้าอยู่แล้ว”

“ข้าคิดว่า, ช่วงนี่ลีโอมีชื่อเสียงขึ้นมา, ผู้คนอาจจะรู้จักหน้าข้าแล้วก็ได้นะ”

ประชาชนนั้นไม่ได้จดจำใบหน้าของสมาชิกในราชวงศ์ได้ทุกคน ถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงอื้อฉาว, แต่พวกเขาก็รู้แค่ว่าเขามีผมสีดำและดวงตาสีดำ เขาเคยปรากฎตัวเบื้องหน้าผู้คนในงานเฉลิมฉลองเป็นบางครั้งแต่เนื่องจากเขาอยู่ห่างจากประชาชนมากๆ, ดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะเห็นใบหน้าที่ชัดเจนของเขา

อย่างไรก็ตาม, ช่วงนี้ลีโอกลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่ถ้าเขาที่มีใบหน้าเหมือนกันถูกทำร้าย

“เจ้าไม่ใช่ลีโอนาร์ด แค่มองเจ้าผู้คนเขาก็ดูออกแล้ว เจ้าชอบสวมเสื้อผ้าหลุดรุ่ยและทำหน้าหม่นหมองอยู่ตลอด มันคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจในตัวเองของเจ้า ใครจะไปคิดกันหล่ะว่าเจ้าเป็นสมาชิกของราชวงศ์? แค่นิสัยและการแสดงออกของเจ้าก็ไม่ใกล้เคียงกับมันแล้ว!”

พอพูดจบ, กีโด้ก็เอาไม้ฟาดเข้าที่คางของเขา ใบหน้าของเขาบูดบึ้งด้วยความเจ็บปวดแต่เขาก็ไม่ได้ล้มลง

เขาไม่สามารถทำตัวเด่นในสถานการณ์แบบนี้ได้ ตอนนี้ผู้คนยังคิดว่าเขาเป็นชนชั้นสูงซักคนอยู่แต่ถ้าผู้คนจำหน้าของเขาได้ว่าเป็นสมาชิกของราชวงศ์หล่ะก็มันจะเกิดความวุ่นวายขึ้นมา และถ้ากลายเป็นแบบนั้น, มันก็จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากได้ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมายังไงก็ตาม

ตอนนี้เราจะเอายังไงดีนะ?

“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ?”

พอคิดว่าเธอโผล่มาในเวลานี้ เขาก็แทบจะกัดลิ้นของตัวเอง

ขอร้องหล่ะช่วยอย่าทำให้สถานการณ์มันวุ่นวายไปกว่าเดิมจะได้ไหม?

ฟีเน่มองไม้เท้าที่กีโด้ใช้ฟาดเขาและแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย

“อวดดียิ่งนัก!”

“หืม? ใครกัน? คนรับใช้ของเจ้าหรอ?”

“ข้าเข้าใจแล้วหล่ะว่าท่านเป็นคนที่หยาบคายขนาดไหน”

พอพูดจบฟีเน่ก็ถอดฮู้ดออก

เป็นเวลาครู่นึงที่กีโด้เผลอชื่นชมความงามของเธอโดยไม่รู้ตัว, แต่ในตอนที่เขารู้ว่ากำลังพูดกับใครเขาก็สะดุ้ง

“ทะ, ท่านคือ..ท่านหญิงฟะ, ฟีเน่ใช่ไหมครับ!?”

“ใช่ค่ะ, ข้าคือฟีเน่ ฟ็อน ไคลเนลต์ แล้วท่านเป็นใคร?”

“ข้า, ข้าชื่อกีโด้ ฟ็อน ฮอร์วาธ ลูกชายคนโตของดยุคฮอร์วาธครับ”

“ลูกชายของท่านดยุคฮอร์วาธที่น่าเคารพคนนั้นหรอคะ? ช่างน่าเสียดายจริงๆ ข้าคิดว่าท่านน่าจะเป็นคนที่มีเกียรติมากกว่านี้”

กีโด้เริ่มแก้ตัวในตอนที่เห็นฟีเน่ทำหน้าผิดหวัง

เขาดูไม่สบายใจมากๆ คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะแสดงออกมาจากกีโด้ที่มักจะเชิดชูเรื่องศักดิ์ศรีของตัวเอง การถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อหน้าฝูงชนแบบนี้, มันคงเป็นสิ่งที่ศักดิ์ศรีของเขาไม่อาจยอมรับได้ก็ว่าได้

“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะครับ! ไอ้หมอนี่คือ..”

“เจ้าชายอาร์โนลด์ เลคส์ แอดเลอร์ สินะคะ ท่านเห็นว่าเป็นเจ้าชายไร้ค่าก็เลยคิดว่าจะทำอะไรก็ได้หรอคะ? นี่ท่านไม่มีความเคารพภัคดีต่อราชวงศ์เลยหรอ?”

“มะ, ไม่, มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ......”

เขามองฟีเน่

มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าฟีเน่มาหักหน้ากีโด้ที่นี่ ฟีเน่คือเจ้าหญิงนกนางนวลสีน้ำเงิน จากความจริงที่ว่าเธอมีชื่อเสียงในเมืองหลวงอย่างมาก, แถมยังเป็นที่ชื่นชอบของจักรพรรดิด้วย ดังนั้นมันคงจะเป็นเรื่องง่ายถ้าให้เธอช่วยเขาที่นี่แต่ว่าเขาไม่สามารถยอมให้เธอมาสร้างศัตรูกับกีโด้ได้

การสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นนั้นมันไม่มีผลดีอะไร ถ้าเขาปล่อยให้กีโด้ทำตามอำเภอใจและทำร้ายเขาฝ่ายเดียวมันก็จะมีแค่ชื่อเสียงของเขาที่แย่ลง

เขาพยายามห้ามเธอด้วยสายตาแต่ดูเหมือนว่าฟีเน่จะไม่ได้สนใจเลย

จากนั้นเธอก็พูดอะไรที่อุกอาจออกมา

“เอาจริงๆตั้งแต่แรกแล้ว.....นี่ท่านคิดว่าข้าจะมากับเจ้าชายอาร์โนลด์หรอคะ?”

“เอ้ะ.....?”

ฟีเน่มองตรงมาที่เขา

พอรู้ถึงสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำ, เขาก็ถอนหายใจออกมา

ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้วก็คงทำได้แค่เล่นตามแผนของฟีเน่

“แบบนี้มันจะเป็นปัญหาเอานะครับ, คุณฟีเน่ เห็นท่านบอกว่าไม่อยากให้กลายเป็นข่าวลือ, ก็เลยให้ข้าปลอมตัวเป็นท่านพี่ไม่ใช่หรอ.....”

“ขอประทานโทษด้วยนะคะ ท่านลีโอ”

“เอ้ะ, เอ, นี่ลีโอนาร์ดหรอ.....?”

“ใช่แล้วครับคุณกีโด้”

เขาจัดผมและยืดตัวตรง จากนั้นเขาก็ดัดเสียงให้เหมือนลีโอแล้วเปลี่ยนสีหน้าให้ดูอ่อนโยน

พอเห็นเขาทำแบบนี้, ใบหน้าของกีโด้ก็ซีดเผือดในทันทีหลังจากที่เขานึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำเอาไว้

“ละ, ลีโอนาร์ด....มันไม่ใช่แบบนั้นนะ นี่มันคือ.....”

“ไม่เป็นไรหรอกคุณกีโด้ ข้ารู้ว่าท่านทำเรื่องแบบนี้กับท่านพี่, ตราบใดที่ท่านพี่ไม่พูดอะไรข้าเองก็ไม่คิดจะเคลื่อนไหวเหมือนกัน และที่ทำกับข้าในครั้งนี้ข้าก็จะยกโทษให้ เพราะข้าอยู่ในระหว่างการพาท่านฟีเน่ชมเมืองอยู่”

“ขะ, เข้าใจแล้วหล่ะ.....”

กีโด้เดินหนีไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

ถ้าเป็นเขา, ในกรณีที่เกิดเรื่องแบบนี้กับลีโอเขาเองก็อาจจะนำเรื่องความเคารพภัคดีต่อราชวงศ์มาพูดเหมือนกับฟีเน่ ถึงยังไง, ตอนนี้ลีโอก็คือขั้วอำนาจที่สี่ในสงครามผู้สืบทอด ไม่เหมือนกับเขา, ลีโอคือเจ้าชายที่อาจจะกลายเป็นจักรพรรดิ

กีโด้เองก็ต้องเข้าใจแน่ๆว่ามันคงจะเลวร้ายขึ้นไปอีกถ้าเขาปล่อยให้สถานการณ์มันแย่ลงกว่านี้ ในตอนที่กีโด้จากไปเขาก็รีบเปลี่ยนรูปลักษณ์กลับเป็นปกติ

จากนั้น...

“นี่เจ้าต้องทำแบบนี้จริงๆหรอ?”

“ข้าขอโทษค่ะ....”

“เห้อ...ช่างเถอะไปกันได้แล้ว”

ก่อนอื่น, พวกเขาต้องรีบออกไปจากที่นี่ พวกเขาดึงดูดความสนใจมามากเกินไปแล้ว

พวกเขารีบเร่งฝีเท้าไปทางปราสาท แล้วเขาก็หยุดลงในตอนที่ใกล้จะถึงปราสาทและมองตรงไปที่ฟีเน่

ฟีเน่เองก็มองเขากลับด้วยใบหน้าที่เหมือนกับอยากจะร้องไห้

“...เจ้ารู้ตัวไหมว่าทำอะไรตามอำเภอใจ?”

“ข้าขอโทษจริงๆค่ะ....”

“ถ้าเจ้าปล่อยเอาไว้มันก็มีแต่จะลดชื่อเสียงของเจ้านั่น แต่การทำแบบนี้, สุดท้ายแล้วเจ้านั่นก็จะกลายมาเป็นศัตรูกับเจ้าและลีโอ ยิ่งไปกว่านั้น, เพราะพวกนั้นมีข้อมูลว่าลีโออาจจะออกมาข้างนอกในขณะที่ปลอมตัวเป็นข้า, ข้อมูลนั้นก็จะทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้ยากขึ้นด้วย”

“..........”

ถ้าเขายังพูดต่อไปในลักษณะนี้เธออาจจะร้องไห้จริงๆก็ได้เพราะน้ำตาได้มารวมตัวกันในดวงตาของฟีเน่แล้ว

พอเห็นแบบนี้เข้า, เขาก็เบือนหน้านี้

ไม่ว่าตอนนี้เขาจะพูดอะไรกับฟีเน่, มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว เขาไม่สามารถโทษเธอสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

“ถ้าเข้าใจแล้วครั้งหน้าก็อย่าทำเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองอีก แถมมันยังอันตรายกับเจ้าด้วย ,เพราะฉะนั้นห้ามทำเด็ดขาด”

“ค่ะ”

เธอยังดูเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่

พอเห็นฟีเน่คอตก, เขาก็ยอมใจอ่อน สุดท้ายแล้ว, ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้อีกเขาจึงพูดออกมา

“แต่ว่า....ข้าเองก็เข้าใจว่าเจ้าตั้งใจทำแบบนั้นเพื่อข้า ขอบใจนะ”

“.....ท่านอัล......”

“ขอโทษด้วยนะที่ต้องจบลงเศร้าๆแบบนี้ทั้งที่เจ้ากำลังสนุกอยู่”

“มะ, ไม่หรอกค่ะ! มันไม่ใช่ความผิดของท่านอัลเลยนะคะ! ทั้งหมดมันเป็นเพราะข้าคิดน้อยไปต่างหาก! ครั้งหน้าข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้ค่ะ! เพราะฉะนั้น....ท่านช่วยพามาเดินเล่นอีกจะได้ไหมคะ?”

“อืม, ครั้งหน้าข้าเองก็จะปลอมตัวด้วยแล้วกัน”

พอได้ยินแบบนี้, อารมณ์ของฟีเน่ก็ดีขึ้นในทันทีและเธอก็ยิ้มออกมาอย่างสดใส

การได้เห็นรอยยิ้มนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้วหล่ะนะที่พาเธอออกมาเดินชมเมือง ด้วยความคิดนี้, เขาก็พาฟีเน่กลับเข้าปราสาท

จบบทที่ ตอนที่ 5 : พาชมเมืองหลวงจักวรรดิ

คัดลอกลิงก์แล้ว