เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 : นักผจญภัยแรงค์ SS

ตอนที่ 3 : นักผจญภัยแรงค์ SS

ตอนที่ 3 : นักผจญภัยแรงค์ SS


“สถานการณ์เลวร้ายชะมัด ให้ตายเถอะ”

ด้วยการสวมรูปลักษณ์ของซิลเวอร์, เขากับเซบาสก็มองเข้าไปในรังมอนส์เตอร์ที่เป็นปัญหาจากระยะไกลๆ

แรงค์ของมอนส์เตอร์ที่มาเพ่นพ่านอยู่ในดินแดนของดยุคไคลเนลต์นั้นอยู่ที่คลาส AA

มันคือคลาสที่สูงที่สุดเป็นลำดับสี่จากระบบคลาสมอนส์เตอร์ที่มีตั้งแต่ F ถึง SS พวกมันคือมอนส์เตอร์ที่ต้องใช้ปาร์ตี้นักผจยภัยแรงค์ A ห้าคนขึ้นไปในการจัดการ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็มีอยู่ไม่ค่อยมากนักสำหรับกิลด์นักผจญภัยในอาณาจักร

อันที่จริง, ดยุคไคลเนลต์ได้ส่งคำขอไปยังกิลด์แล้ว และพวกเขาก็ส่งปาร์ตี้นักผจญภัยที่ประกอบไปด้วยแรงค์ B สี่คนและแรงค์ A สองคนมาที่นี่ อย่างไรก็ตาม, พวกเขายังไม่สามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้

“ในเมื่อพวกเขาต้องจัดการกับมาเธอร์สไลม์ก็คงช่วยไม่ได้หล่ะนะ เห้อ”

ที่ภูเขาห่างออกไปไม่ไกลจากเมืองหลวงของดยุคซักเท่าไหร่

มีสไลม์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ที่นั่น ถ้าสไลม์มีอยู่แค่ไม่กี่ตัวมันก็เป็นแค่มอนส์เตอร์ขยะแต่นี่มันมีจำนวนมากเกินไป ไอ้พวกนี้พลุกพล่านอยู่ตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมดและไล่กินพืชผลในดินแดนดังนั้นดยุคก็เลยต้องส่งอัศวินไปไล่พวกมันออกไป

ถ้าถามเหตุผลว่าทำไมสไลม์ถึงมารวมกันเยอะขนาดนี้หล่ะก็, คำตอบก็คงจะเป็นเพราะการมีตัวตนอยู่ของมอนส์เตอร์หายากที่มีชื่อว่ามาเธอร์สไลม์กำลังซุ่มซ่อนอยู่ในภูเขาแห่งนี้

ตามชื่อของมัน, มาเธอร์สไลม์ก็คือแม่ของสไลม์พวกนี้, มันคือมอนส์เตอร์ที่มีความสามารถในการผลิตลูก มันดูดกลืนทุกอย่าง, และเปลี่ยนให้เป็นสารอาหารเพื่อที่จะผลิตสไลม์เพิ่มขึ้นมาอีก มันคือมอนส์เตอร์ตัวปัญหาที่สามารถทำลายประเทศๆหนึ่งได้เลย

ซึ่งมาตรการรับมือกับมันนั้นก็คือการหารังของมาเธอร์สไลม์ให้เจอก่อนที่มันจะเริ่มขยายพันธุ์และกำจัดมันซะ อย่างไรก็ตาม, ในตอนที่ดยุคส่งคำขอไปยังกิลด์นักผจญภัย, มันก็สายเกินไปซะแล้ว

จากรายงานที่ดูมา, จำนวนของสไลม์ที่มาเธอร์สไลม์ผลิตออกมานั้นมันไปถึงระดับจำนวนของกองทัพแล้ว

“สำหรับตอนนี้พวกเราคงต้องกำจัดมาเธอร์สไลม์ให้ได้ก่อนหล่ะนะไม่อย่างนั้นไอ้เจ้าพวกนี้คงไม่มีวันหมดแน่”

“ก็คงเป็นไปตามที่ท่านว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ, แล้วท่านจะอธิบายกับพวกนักผจญภัยที่รับภารกิจนี้มาแล้วยังไงดีหล่ะ?”

“นั่นแหล่ะที่เป็นปัญหา”

โดยพื้นฐานแล้วพวกนักผจญภัยนั้นไม่ได้มีกฎอะไรนัก

ไม่เหมือนกับสังคมขุนนาง, มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปยอมจำนนต่อผู้อื่นถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในจุดที่สูงกว่าก็ตาม พวกเขานั้นมีสิทธิในภารกิจที่ได้รับมาอย่างเต็มที่สำหรับตัวพวกเขาเองในการปกป้องความไว้ใจที่พวกเขาได้รับการฝากฝังเอาไว้

พวกนักผจญภัยจะไม่ยกโทษให้แน่นอนต่อให้คนที่ไปแทรกแซงภารกิจของพวกเขาจะเป็นนักผจญภัยแรงค์ SS ก็ตาม มันคงจะเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปถ้ามีจดหมายจากกิลด์อย่างเป็นทางการแต่ตอนนี้เขากำลังแทรกแซงภารกิจของพวกเขาอย่างชัดเจน

“เอาจริงๆนี่คือส่วนที่ข้าชอบเกี่ยวกับการเป็นนักผจญภัยแต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นต้นตอปัญหาของพวกเราเข้าแล้วสินะ”

“ก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของพวกเขาแล้วหล่ะครับ, ข้าว่าเรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาซักพัก”

“พูดตามตรง, พวกเราไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้หรอก ข้าคงทำได้แค่ขอให้พวกนักผจญภัยที่เป็นเจ้าของภารกิจเข้าใจ เจ้ามุ่งหน้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง”

“ขอให้โชคดีในศึกครั้งนี้ครับ”

จากนั้นเขาก็แยกทางกับเซบาสและมุ่งหน้าลงไปหานักผจญภัยที่ตั้งค่ายอยู่ใกล้กับภูเขา

ถึงยังไง, ถ้าเซบาสมากับเขาด้วยพวกนักผจญภัยก็อาจจะสงสัยและพวกเขาก็อาจจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้

“นี่ทุกคน, ดูเหมือนท่านนักผจญภัยแรงค์ SS จะเดินทางมาพบพวกเราหล่ะ”

พอได้ยินคำพูดของชายหนุ่มผมแดงที่ทำหน้าที่เฝ้าระวัง, พวกนักผจญภัยก็ออกมาจากเต็นท์ของพวกเขา

ที่นี่มีผู้ชายห้าคนกับผู้หญิงหนึ่งคน

สายตาของพวกเขานั้นเคร่งเครียด

“ข้าชื่ออาเบล, เป็นหัวหน้าของปาร์ตี้นี้ อยู่แรงค์ A ข้าคงจะดูเหมือนกับแมลงตัวเล็กๆจากมุมมองของท่านสินะ?”

“ข้าคือนักผจญภัยแรงค์ SS, ซิลเวอร์”

เขาจับมือที่อาเบลยื่นออกมาให้

เขาจับมืออีกฝ่ายเบาๆแต่อาเบลนั้นบีบมือของเขาแน่นราวกับพยายามจะบดมือเขาให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ...

ตามที่คาดเอาไว้เลยสินะ, เขาหงุดหงิดเราจริงๆด้วย

“ข้าได้ยินมาจากดยุคว่าจะมีกำลังเสริมมาช่วยแต่ถ้าข้าพูดแค่ว่า ‘ครับ, เข้าใจแล้วครับ’ ข้าก็คงจะไม่ใช่นักผจญภัยอีกต่อไปแล้ว เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”

“อืม, ข้ารู้”

“การแทรกแซงภารกิจของนักผจญภัยคนอื่นถือเป็นการฝ่าฝืนธรรมเนียมของพวกเรา เจ้าเองก็คงรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?”

“อืม, แน่นอนอยู่แล้ว”

ในตอนที่ซิลเวอร์ลดมือลง, เขาก็หันไปมองนักผจญภัยคนอื่นอีกห้าคน

เมื่อสังเกตจากลักษณะการยืนของพวกเขาแล้ว, แรงค์ A อีกคนดูเหมือนจะเป็นผู้หญิง

เธอมีผมสีน้ำตาลและไว้ทรงหางม้าสั้น, ใบหน้าของเธอนั้นถูกหมวกบดบังเอาไว้แต่เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน

เสื้อผ้าของเธอเองก็เหมือนกับผู้ชายอย่างสมบูรณ์, เขาคิดว่าคงจะมีคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้ชายอยู่ไม่น้อย

เธอน่าจะทำหน้าที่เป็นคนสนับสนุนปาร์ตี้ของอาเบลในเมื่อเธอยังเงียบอยู่มันก็หมายความว่าเธอไม่มีความตั้งใจที่จะขัดอาเบลสินะ

ถ้าเป็นแบบนี้เราก็แค่ต้องโน้มน้าวอาเบลให้ได้ก็พอ

“ท่านบอกว่ารู้สินะ? ในเมื่อท่านรู้อยู่แล้วเหตุใดท่านถึงมาพยายามแทรกแซงงานของพวกข้า!? แถมท่านยังลงทุนถึงขั้นใช้เส้นสายขุนนางอีก! นักผจญภัยอย่างท่านไม่น่าจะมีปัญหากับการจัดการภารกิจของตัวเองไม่ใช่รึไง!?”

“สิ่งที่เจ้าอยากจะพูดนั้นมีเหตุผลอยู่ ข้าเองก็เข้าใจความไม่พอใจของเจ้า ดังนั้นถ้าเจ้าอยากจะด่าข้าหรืออัดข้า, ข้าก็จะไม่ถือสาอะไร”

“ว่าไงนะ?”

“แต่ว่า.... ข้าอยากจะถามเจ้าในฐานะนักผจญภัยถามนักผจญภัยอยู่เรื่องนึง เจ้าสามารถควบคุมสถานการณ์นี้ได้ไหม?”

“……..”

อาเบลชะงัก

ซึ่งนี่ก็เป็นเหมือนกันกับนักผจญภัยคนอื่นๆ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่าพวกเขาควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม, สำหรับนักผจญภัยนั้น, ความเชื่อใจเปรียบเสมือนชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่สามารถพูดออกมาได้ว่าพวกเขาเอาอยู่ในเมื่อภารกิจที่อยู่ในมือนั้นคือภารกิจที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ

นักผจญภัยทั้งหกคนที่อยู่ที่นี่คือนักผจญภัยระดับสูงสุดในภูมิภาคนี้ บางทีพวกเขาน่าจะไม่ได้รับภารกิจนี้ด้วยความตั้งใจของตัวเองแต่ถูกพนักงานในกิลด์โน้มน้าว

อย่างไรก็ตาม, สิ่งที่พวกเขาพบนั้นก็คือสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ได้ฟังมา มาเธอร์สไลม์คือมอนส์เตอร์ที่มีความแข็งแกร่งไม่แน่นอน ถ้ามันยังได้รับสารอาหารอยู่ในรังอย่างต่อเนื่องมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นมันก็จะให้กำเนิดสไลม์อย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งการให้กำเนิดสไลม์ในแต่ละครั้งนั้น, จะทำให้มันยิ่งอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม, ลูกๆสไลม์ก็จะหาสารอาหารมาให้แม่ของมันได้มากขึ้นจนในที่สุดมาเธอร์สไลม์ก็จะไปถึงจุดที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้

ถ้าสถานการณ์ยังคงเลวร้ายแบบนี้, ทั้งภูมิภาคก็จะถูกคุกคามถ้าไม่รีบกำจัดมาเธอร์สไลม์โดยเร็ว

“—มาเธอร์สไลม์ตัวนี้แข็งแกร่งกว่าที่พวกเราได้ยินมา พวกเราลองเข้าต่อสู้กับมันอยู่หลายครั้งแต่พวกเราก็ไม่สามารถทำให้มันเจ็บหนักถึงตายได้และนั่นก็ทำให้พวกเราต้องถอนตัวกลับมา เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเรามีพลังไม่พอ”

นักผจญภัยหญิงที่เงียบมาจนถึงตอนนี้เปิดปากพูด

พอได้ยินคำพูดของเธอ, อาเบลก็เดาะลิ้น ดูเหมือนว่าอาเบลเองก็รู้เรื่องนี้ดี

“ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าแทรกแซงภารกิจของเจ้าข้าก็จะไม่ทำ แต่ว่า, เพื่อความปลอดภัยของพื้นที่นี้, ข้าจะต้องรายงานสถานการณ์ ณ ปัจจุบันไปยังศูนใหญ่ของกิลด์โดยตรงและให้พวกเขาออกเป็นภารกิจเร่งด่วนมา ซึ่งข้าก็จะรับภารกิจนั้นและมาที่นี่อีกครั้ง แต่ว่า, นั่นจะต้องใช้เวลาประมาณสองสามวันแน่ๆ ซึ่งถ้าเจ้าสามารถกำจัดมันได้ในขอบเขตเวลานั้น, ข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่ว่า.....ในอีกสองสามวันถัดจากนี้, พื้นที่แห่งนี้จะต้องตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงอย่างแน่นอน”

“....ข้ารู้ นักผจญภัยระดับเจ้าคงมาถ่อมาถึงที่นี่เพียงเพราะเงินหรอก......”

“พวกเจ้ารับรางวัลทั้งหมดไปได้เลย แต่ช่วยยกหน้าที่การกำจัดมาเธอร์สไลม์ให้ข้าเถอะ ในฐานะนักผจญภัย, ข้าไม่สามารถปล่อยให้ภัยคุกคามระดับนี้ลุกลามต่อไปได้”

“...ก็ได้ พวกเรายอมรับว่ามีพลังไม่พอที่จะรับมือกับเรื่องนี้... เชิญทำตามที่ต้องการเถอะ

อาเบลคอตกและนั่งลงตรงจุดที่เขาอยู่

นักผจญภัยที่สร้างตัวขึ้นมาด้วยความแข็งแกร่งของตัวเองนั้น มันไม่มีอะไรที่เสียเกียรติไปมากกว่าการที่ไม่สามารถทำภารกิจที่ได้รับมาให้สำเร็จได้

มันมีแม้กระทั่งนักผจญภัยที่ไม่ยอมแพ้และดึงดันทำภารกิจของตัวเองต่อจนตัวตายก็มี ซึ่งในแง่นี้, อาเบลถือเป็นนักผจญภัยที่ฉลาดที่สามารถที่รับรู้ได้จากสภาพแวดล้อมรอบตัวเขา

“ขอโทษนะ, ทุกคน......”

อาเบลขอโทษสมาชิกในปาร์ตี้ทุกคน ถ้าเขาตัวคนเดียวเขาอาจจะดึงดันทำต่อไปแต่ครั้งนี้เขาได้คำนึงถึงสมาชิกในปาร์ตี้ของเขาด้วย เขานั้นถือเป็นหัวหน้าปาร์ตี้ที่ดี

“ต้องขอบคุณที่พวกเจ้าคอยโจมตีมาเธอร์สไลม์นะสถานการณ์ถึงคืบหน้ามาได้ขนาดนี้ ถ้าพวกเจ้าไม่อยู่ที่นี่, พื้นที่แห่งนี้ก็คงจะเต็มไปด้วยสไลม์แล้วหล่ะ แต่เดิมภารกิจนี้ก็ต้องใช้ปาร์ตี้ที่เป็นนักผจญภัยแรงค์ A หรือสูงกว่าอยู่แล้ว จากที่ดูข้ายอมรับเลยว่าพวกเจ้าทำได้ดีมาก กิลด์เองก็คงจะรู้สึกยินดีกับงานของพวกเจ้าเหมือนกัน”

“เหอะ.....ไม่นึกเลยนะว่าจะมีวันที่นักผจญภัยแรงค์ SS ชื่นชมข้าด้วย”

“เพลาๆกับการถากถางหน่อยเถอะ ข้ารู้สึกชื่นชมพวกเจ้าจริงๆนะ, ครั้งนี้ข้าถือว่าติดหนี้พวกเจ้าแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น, ก็มาที่สาขาเมืองหลวงจักวรรดิได้เลย ข้าจะช่วยเจ้าเอง”

พอพูดจบ, เขาก็ยื่นมือไปทางภูเขา

เขาไม่สนใจสายตาที่สับสนของนักผจญภัยทั้งหกและเริ่มร่ายมนตร์

[[ข้าคือตัวแทนแห่งความศักดิ์สิทธิ์・ ข้ากระทำในนามของสวรรค์และปฐพี・เวลาแห่งการพิพากษามาถึงแล้ว・ คนบาปจะสั่นกลัว-ผู้บริสุทธิจะปลื้มปิติ・วจีของข้าคือวจีแห่งเทพ・การปัดเป่าของข้าคือการปัดเป่าจากทวยเทพ・ในมือของข้าคือเพลิงที่สามารถจุดไฟให้โลกใบนี้ได้・จงมาเถิดเพลิงแห่งสวรรค์จงแผดเผาคนบาปให้ไหม้เป็นธุลี— บทประหารเปลวสุริยะ (Execution Prominence)]]

คำร่ายยาวทั้งแปดนี้ ส่งผลให้มีวงเวทย์ขนาดมหึมาถูกปล่อยออกมาจากมือข้างที่ยื่นออกไปของเขา

เวทมนตร์ที่ถูกส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ไม่มีเวทย์บทไหนเลยที่มีคำร่ายยาวขนาดนี้ อย่างยาวที่สุดก็มีแค่เจ็ดคำร่ายเท่านั้น ดังนั้นการใช้เวทมนตร์ที่มีถึงแปดคำร่ายก็แสดงว่ามันคือเวทย์ที่ไม่ได้ใช้กันในทุกวันนี้

เวทมนตร์ที่ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยที่เวทมนตร์เคยเฟื่องฟู เวทมนตร์โบราณ

ด้วยความที่มันจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ต้องมีพรสวรรค์เท่านั้น, ผลก็คือ, มันถูกลืมเลือนและหายไปกับอดีตกาล

วิธีเดียวที่จะได้รับเวทย์พวกนี้มาก็คือการอ่านจากหนังสือล้ำค่าที่ถูกทิ้งเอาไว้ ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมถึงมีผู้ฝึกฝนเวทมนตร์โบราณเพียงไม่กี่คนในทวีปนี้

และแน่นอนว่า, มีส่วนหน่อยยิ่งกว่าที่ผู้คนรู้จัก

ดังนั้นในแง่นี้, จึงสามารถพูดได้เลยว่าทั้งหกนี้ได้รับประสบการณ์ในสิ่งที่มีค่ามากจริงๆ

พลังเวทย์ปริมาณมหาศาลพุ่งออกมาจากวงเวทย์ขนาดยักษ์ จากนั้นวงเวทย์เล็กๆหกวงก็ปรากฎขึ้นรอบวงเวทย์แรก

วงเวทย์เล็กพวกนี้กำลังหมุนรอบวงเวทย์ยักษ์อยู่

จากนั้นในขณะที่พลังเวทย์พุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่มันปะทุ

เปลวเพลิงสว่างจ้าก็ถูกปล่อยออกมาจากวงเวทย์

มันเผาภูเขาทั้งลูกในชั่วพริบตาพร้อมกับสไลม์ที่เปลี่ยนภูเขาให้เป็นรังของมัน ไม่เพียงแค่นั้น, ตัวภูเขาเองก็ถูกเผาจนหายไปทั้งลูก

สิ่งเดียวที่ถูกทิ้งเอาไว้ก็คือพื้นดินสีดำสนิท

“ด้วยวิธีนี้, จำนวนของสไลม์ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว”

“เอาจริงดิ.....”

“....นี่คือเวทมนตร์โบราณของนักเวทย์แรงค์ SS หรอ......?”

อาเบลกับนักผจญภัยหญิงกระซิบหากัน

ส่วนคนอื่นๆนั้นต่างก็เงียบสนิท, พยายามที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา

เวทมนตร์ที่สามารถเป่าภูเขาทั้งลูกได้ มันคือสิ่งที่อยู่ใกล้กับตำนานแล้ว

มันเป็นเรื่องปกติที่คุณจะไม่สามารถทำความใจได้ในตอนที่มันเกิดขึ้นเบื้องหน้าคุณอย่างกระทันหัน

“ข้าฝากให้พวกเจ้ารายงานแทนข้าได้ไหม?”

“...เจ้าควรไปเองนะ พวกข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เจ้าเป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือท่านดยุคไม่ใช่หรอ?”

“ขอโทษนะแต่ข้าไม่สนใจหรอก แถมข้ามีธุระอื่นด้วย ข้าขอกฝากพวกเจ้าก็แล้วกัน”

พอพูดจบเขาก็จากไปด้วยเวทมนตร์เคลื่อนย้าย

จุดหมายของเขาก็คือห้องข้างในคฤหาสถ์ของดยุคไคลเนลต์ มันคือห้องที่ถูกจัดเอาไว้ให้เขา

เจ้าชายอาร์โนลด์นั้นสมควรจะอยู่ในบ้านดยุค เขาจะรับรายงานจากซิลเวอร์เกี่ยวกับการกำจับมาเธอร์สไลม์ด้วยกันกับดยุคและปิดการสนทนาเกี่ยวกับการร่วมมือของเขา หลังจากนั้น, งานของเขาก็จะจบลง

จนกว่าจะถึงตอนนั้นเขาจะลดการป้องกันลงไม่ได้

พอคิดได้เขาก็ถอดหน้ากากออก

“อ้ะ.....?”

หลังจากที่เสียงดังขึ้นเขาก็พึ่งตระหนักได้ถึงความไม่ระวังตัวของเขา

สถานการณ์ที่ไม่เคยไม่ใครคาดคิดได้เกิดขึ้นแล้ว

เสียงนี้มัน

ในตอนที่ได้ยินเสียง, สิ่งแรกที่เขารู้สึกก็คือเสียใจ

เขาคิดว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง มันคือห้องที่ถูกจัดมาให้เจ้าชายดังนั้นเขาก็เลยคิดว่าจะไม่มีใครเข้ามาเว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะได้รับการอนุญาต

เขาหันไปหาต้นเสียง ในตอนที่เขามองใบหน้าที่เขาเห็นนั้น, ความเสียใจก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

“.......ฟะ ฟีเน่”

“......เจ้าชายอาร์โนลด์.....ชะ ใช่ไหมคะ?”

ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือลูกสาวของดยุคผู้มีความงดงามอันไร้ที่ติด

เด็กสาวที่เขาไม่สามารถปิดปากเธอได้ง่ายๆ, ฟีเน่คือคนที่อยู่ตรงนั้น

จบบทที่ ตอนที่ 3 : นักผจญภัยแรงค์ SS

คัดลอกลิงก์แล้ว