เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว

บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว

บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว


บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว

นี่...นี่มัน...

วังเฉินคุ้นเคยกับสิ่งนี้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาเมื่อครู่นี้ คือหน้าต่างสถานะตัวละครจากเกมมือถือที่เขาเคยเล่นอย่างหนักหน่วงมาเป็นเดือน—เกม “เซียนออนไลน์”!

วังเฉินรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ

หรือว่าเขาจะทะลุมิติเข้ามาในเกมกันแน่?

แต่แล้วเขาก็ส่ายศีรษะปฏิเสธความคิดนั้นในทันที

เพราะฉากหลัง การตั้งค่า และเนื้อเรื่องในเกมนั้นแตกต่างจากโลกใบนี้ราวฟ้ากับเหว

แทบไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบกันได้เลย

แต่การมีอยู่ของหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน

วังเฉินพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า หน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนของเขายังเป็นฉบับย่อ ขาดเนื้อหาไปหลายส่วน

เพียงแต่...

เหตุใดค่าสถานะพื้นฐานทั้งสี่ นอกจากจิตวิญญาณแล้ว ถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้!

กายา รากฐานกระดูก ความเข้าใจ และจิตวิญญาณ แต้มของค่าสถานะทั้งสี่นี้ ในเกม “เซียนออนไลน์” ตอนสร้างตัวละครใหม่จะต้องใช้การทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนด

วังเฉินเคยทอยมาแล้วหลายครั้ง แต้มรวมไม่เคยต่ำกว่า 25 แต้ม

แต่ตอนนี้รวมกันได้เพียง 17 แต้มเท่านั้น

โดยเฉพาะรากฐานกระดูกและความเข้าใจนั้น ต่ำเสียจนน่าโมโห

ในที่สุดวังเฉินก็เข้าใจแล้ว

เหตุใดเจ้าของร่างเดิมซึ่งมีฐานะเป็น “ผู้ฝึกตนรุ่นสองจอมปลอม” ได้ฝึกฝนร่างกายวางรากฐานมาตั้งแต่ยังเล็ก

หลังจากนั้นก็เข้ามาอยู่ในสายนอกของสำนักอวิ๋นหยางเป็นเวลาถึงห้าปีเต็ม

แต่กลับยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นหลอมลมปราณชั้นที่สาม

เป็นเพราะรากฐานกระดูกและความเข้าใจต่ำเกินไป!

รากฐานกระดูกที่ด้อยและความเข้าใจที่ต่ำส่งผลกระทบต่อการฝึกตนอย่างใหญ่หลวงจริงๆ นอกจากระดับพลังจะทะลวงผ่านได้ยากแล้ว แม้แต่ความเร็วในการฝึกฝนวิชาก็ยังช้ากว่าผู้อื่นอยู่มากโข

ทักษะทั้งสี่ที่เจ้าของร่างเดิมเชี่ยวชาญ ล้วนอยู่ในระดับแรกเริ่มซึ่งเป็นระดับต่ำสุดทั้งสิ้น

เรียกได้ว่าเป็นกากเดนแห่งการต่อสู้โดยแท้!

แต่วังเฉินก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเพราะเรื่องนี้

ต่อให้ตอนนี้เขาจะอ่อนแอเพียงใด อย่างน้อยก็เป็นผู้ฝึกตนที่ได้เข้าสู่สำนักเซียนแล้ว อนาคตยังมีความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดรออยู่

อีกทั้งวังเฉินยังรู้สึกสังหรณ์ใจว่า หน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนคงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อแสดงค่าสถานะของตนเองเท่านั้น

หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายครั้ง วังเฉินก็ลองปิดหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนลง

เรื่องนี้ค่อยๆ ศึกษาไปก็ได้ สิ่งสำคัญตอนนี้คือเขากำลังหิวจนท้องร้องโครกคราก จำเป็นต้องเซ่นไหว้กระเพาะอาหารเป็นการด่วน

เมื่อมาถึงห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องหลัก วังเฉินก็ตักธัญพืชวิญญาณหนึ่งช้อนจากโอ่งเก็บข้าว

ธัญพืชวิญญาณหนึ่งช้อนมีน้ำหนักประมาณหนึ่งจิน

ซึ่งก็เป็นปริมาณอาหารหนึ่งมื้อตามปกติของเจ้าของร่างเดิม

หลังจากใส่ลงในหม้อดินบนเตาแล้ว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เติมลงไปอีกครึ่งช้อน

จากนั้นจึงเติมน้ำลำธารอันเย็นสดชื่นลงไปสามช้อน

แล้วจึงจุดไฟก่อเตา

เมื่อน้ำในหม้อเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวก็ลอยอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ

อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวธัญพืช

วังเฉินที่นั่งอยู่หน้าเตาไฟสูดหายใจเข้าลึกยาว

รู้สึกว่าท้องยิ่งหิวมากขึ้นไปอีก!

ในที่สุดเมื่อหุงธัญพืชวิญญาณจนสุกดีแล้ว เขาก็รีบร้อนเปิดฝาหม้อ ตักข้าวธัญพืชที่ร้อนกรุ่นจนเต็มชามใหญ่

เริ่มกินได้!

แม้ว่าในยามนี้จะหิวจนทนแทบไม่ไหว

แต่วังเฉินยังคงทำตามความเคยชินของเจ้าของร่างเดิม เคี้ยวข้าวธัญพืชในปากข้างซ้ายและขวาสลับกันข้างละยี่สิบเจ็ดครั้ง

บดเคี้ยวเปลือกแข็งๆ ให้ละเอียด ให้น้ำลายในปากผสมเข้ากับข้าวที่บดแล้วอย่างทั่วถึง

จากนั้นจึงค่อยกลืนลงท้อง

นี่คือวิธีการเคี้ยวอาหารที่สืบทอดมาจากสมัยโบราณ ซึ่งช่วยในการย่อยไอวิญญาณและสารอาหารที่อยู่ในวัตถุดิบได้ดี

อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เปลือกข้าวตำคอได้เป็นอย่างดี

การกินธัญพืชทั้งเปลือก หาใช่วังเฉินขี้เกียจจนไม่ยอมตำข้าวไม่

แต่เป็นเพราะอาหารวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่ง

จะสิ้นเปลืองแม้แต่น้อยก็ไม่ได้!

นาวิญญาณชั้นเลวสิบหมู่ที่สำนักอวิ๋นหยางจัดสรรให้เขานั้น ปลูกข้าวหยกขาว

ข้าวหยกขาวเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง ผลผลิตรวมต่อหมู่ประมาณหกร้อยจิน

ในสภาวะที่ลมฝนเป็นใจและไม่มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ในแต่ละปีเขาจะสามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชวิญญาณได้หกพันจิน

แต่วังเฉินต้องส่งมอบธัญพืชวิญญาณให้แก่สำนักถึงสี่พันห้าร้อยจิน

เป็นโควตาที่กำหนดไว้ตายตัวสี่พันห้าร้อยจิน

กล่าวคือ ไม่ว่าฝีมือการทำนาของวังเฉินจะเป็นอย่างไร อย่างไรเสียทุกปีก็ต้องส่งมอบธัญพืชวิญญาณให้สำนักอวิ๋นหยางในปริมาณเท่านี้

หากทำไม่สำเร็จก็ต้องไสหัวไป

อย่าได้ดูแคลนว่างานของผู้ดูแลพืชวิญญาณเป็นงานที่เหนื่อยยากลำบาก

เพราะนอกประตูสำนัก ยังมีผู้ฝึกตนอิสระอีกไม่รู้เท่าไรที่ต้องการ “งานสบาย” เช่นนี้!

แน่นอนว่า หากวังเฉินเก็บเกี่ยวธัญพืชวิญญาณได้เกินหกพันจิน ส่วนที่เกินมานั้นย่อมเป็นของเขาทั้งหมด

แต่เรื่องนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้

เพราะนาวิญญาณที่จัดสรรให้เขานั้น ตั้งอยู่บริเวณขอบนอกสุดของอาณาเขตสำนักอวิ๋นหยาง ไอวิญญาณเบาบาง คุณภาพดินก็ธรรมดา

เพื่อให้ได้ผลผลิตปีละหกพันจิน เจ้าของร่างเดิมก็ทุ่มสุดกำลังแล้ว

หากพลาดพลั้งไปแม้เพียงเล็กน้อย ธัญพืชวิญญาณที่เหลือไว้ให้ตนเองอาจจะไม่พอเลี้ยงปากท้อง

และต่อให้ได้ธัญพืชวิญญาณส่วนของตนเองมาครบหนึ่งพันห้าร้อยจิน การบริโภคพื้นฐานวันละสามจินก็ขาดไม่ได้

รวมกับการเดินทางไปยังเมืองเมฆคีรีเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการบำเพ็ญเพียร

ก็แทบไม่เหลือเก็บแล้ว

ลองถามดูเถิดว่าในสถานการณ์ที่ฝืดเคืองเช่นนี้ จะ “ฟุ่มเฟือย” ถึงขั้นกินข้าวสารวิญญาณที่สีเปลือกออกแล้วได้อย่างไร?

แน่นอนว่าข้าวสารวิญญาณย่อมอร่อยกว่าธัญพืชวิญญาณ

แต่ธัญพืชหนึ่งจินสีเป็นข้าวสารได้เพียงแปดเหลี่ยง วังเฉินบริโภคไม่ไหวจริงๆ!

แม้เปลือกธัญพืชจะไม่อร่อย แต่ก็ยังมีไอวิญญาณอยู่เล็กน้อย

อีกทั้งยังทำให้อิ่มท้องได้ง่าย

ธัญพืชวิญญาณที่หุงสุกเต็มหม้อใหญ่ ล้วนถูกวังเฉินกินกับผักดองเค็มที่เขาทำเองกับมือ

จนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว

“เอิ๊ก~”

วังเฉินเรอออกมาอย่างพึงพอใจ เก็บกวาดหม้อ ช้อน และถ้วยชาม

จากนั้นจึงไปยังห้องหลัก

บ้านของเขาเล็กมาก

ห้องหลักขนาดประมาณสามสิบตารางเมตรถูกแบ่งออกเป็นห้องนอนและห้องฝึกสมาธิ นอกจากเตียงหนึ่งหลัง ตู้หนึ่งใบ และโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุดแล้ว ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่ดูดีชิ้นอื่นอีก

ในห้องฝึกสมาธิก็มีเพียงเบาะรองนั่งเก่าๆ หนึ่งใบวางอยู่บนพื้นเท่านั้น

วังเฉินนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง

เริ่มการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาซึ่งทำวันละสามครั้ง

หลังอาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝน สามารถดูดซับและย่อยสลายไอวิญญาณและสารอาหารจากธัญพืชวิญญาณได้มากที่สุด

เพื่อบำรุงร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตันเถียน

ตอนนี้วังเฉินมีระดับพลังเพียงขั้นหลอมลมปราณชั้นที่สาม หนทางสู่การทะลวงจุดสุดยอดเปิดตำหนักม่วงยังอีกยาวไกล

หากต้องอาศัยการดูดซับไอวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ภายนอกเพื่อฝึกฝน ประสิทธิภาพนั้นช่างย่ำแย่เกินไป

อีกทั้งเขาก็ไม่มีเงินซื้อยาเม็ดหรือค่ายกลรวบรวมวิญญาณ

ดังนั้นจึงทำได้เพียงพึ่งพาอาหารวิญญาณเพื่อประคับประคองการฝึกฝนในแต่ละวันเท่านั้น

วังเฉินขจัดความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไป จิตจมดิ่งสู่ตันเถียน โคจรเคล็ดวิชาอย่างเงียบงัน ชักนำพลังเวทอันบริสุทธิ์สายหนึ่งให้ไหลเวียนขึ้นสู่เส้นลมปราณร้อยสาย

ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายอย่างไม่หยุดหย่อน

กระเพาะอาหารเริ่มบีบตัวเร็วขึ้นอย่างเงียบๆ ไอวิญญาณที่สลายตัวจากธัญพืชวิญญาณถูกหลอมรวมทีละน้อย

เปลี่ยนเป็นพลังเวทแล้วกลับไปเก็บสะสมไว้ที่ตันเถียน

เป็นเช่นนี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

[เคล็ดวิชาห้าธาตุ·ค่าประสบการณ์ +1]

ข้อความที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในสายตา ทำให้วังเฉินตื่นจากสมาธิอันล้ำลึก

เขารู้สึกตัวว่าตนเองได้ทำการฝึกฝนในครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว

วังเฉินลูบคางของตนเอง แล้วเรียกหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนออกมา

ความสนใจของเขาจับจ้องไปที่ช่อง [เคล็ดบำเพ็ญเพียร]

[เคล็ดวิชาห้าธาตุ (ชั้นที่สาม): 299/300]

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย!

วังเฉินหัวเสียขึ้นมาทันที

หากหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนนี้เป็นคน และในมือของวังเฉินมีปืนอยู่กระบอกหนึ่ง

เขาคงจะบีบคออีกฝ่าย แล้วเอาปืนจ่อหัวพร้อมกับตะคอกว่า: “แก... แกแอบอมค่าหัวคิวที่เบื้องบนประทานให้ข้าไปใช่หรือไม่!”

กินธัญพืชวิญญาณไปหนึ่งจินครึ่ง บำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาไปสิบสองรอบโคจร

ผลคือไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย

ไม่มีความคืบหน้าก็ช่างเถิด แต่การแจ้งเตือน [เคล็ดวิชาห้าธาตุ·ค่าประสบการณ์ +1] นั่นมันล้อกันเล่นหรืออย่างไร?

บวกที่ใดกัน? แล้วของมันหายไปไหนเล่า?

บัดซบ!

วังเฉินบังคับให้ตนเองสงบลง

เขารำลึกความทรงจำแล้วประสานอินด้วยมือ ปลายนิ้วปรากฏประกายแสงวิญญาณสีใสดุจน้ำระยิบระยับ

“ไป!”

เขาดีดนิ้วออกไป ประกายแสงวิญญาณสี่สายก็สลายตัวโบยบินไปอย่างเงียบงัน ลอยลงสู่ทุกซอกทุกมุมของห้องฝึกสมาธิ

ฝุ่นผงในห้องถูกชำระล้างจนหมดสิ้นในพริบตา

สะอาดเอี่ยมอ่อง!

[วิชาชำระล้าง·ค่าประสบการณ์ +1]

วังเฉินที่เห็นการแจ้งเตือนรีบเรียกหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนออกมาอีกครั้ง

[วิชาชำระล้าง (แรกเริ่ม): 86/100]

เพิ่มขึ้น 1 แต้ม!

วังเฉินพลันเข้าใจในทันที

ไม่ใช่ว่าระบบอมผลประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับไป

แต่เป็นเพราะร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ติดอยู่ที่คอขวดของเคล็ดบำเพ็ญเพียรจนไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว

คัดลอกลิงก์แล้ว