- หน้าแรก
- บันทึกลับฉบับเซียนเก็บตัว
- บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว
บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว
บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว
บทที่ 2 - อมค่าหัวคิว
นี่...นี่มัน...
วังเฉินคุ้นเคยกับสิ่งนี้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาเมื่อครู่นี้ คือหน้าต่างสถานะตัวละครจากเกมมือถือที่เขาเคยเล่นอย่างหนักหน่วงมาเป็นเดือน—เกม “เซียนออนไลน์”!
วังเฉินรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
หรือว่าเขาจะทะลุมิติเข้ามาในเกมกันแน่?
แต่แล้วเขาก็ส่ายศีรษะปฏิเสธความคิดนั้นในทันที
เพราะฉากหลัง การตั้งค่า และเนื้อเรื่องในเกมนั้นแตกต่างจากโลกใบนี้ราวฟ้ากับเหว
แทบไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบกันได้เลย
แต่การมีอยู่ของหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน
วังเฉินพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า หน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนของเขายังเป็นฉบับย่อ ขาดเนื้อหาไปหลายส่วน
เพียงแต่...
เหตุใดค่าสถานะพื้นฐานทั้งสี่ นอกจากจิตวิญญาณแล้ว ถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้!
กายา รากฐานกระดูก ความเข้าใจ และจิตวิญญาณ แต้มของค่าสถานะทั้งสี่นี้ ในเกม “เซียนออนไลน์” ตอนสร้างตัวละครใหม่จะต้องใช้การทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนด
วังเฉินเคยทอยมาแล้วหลายครั้ง แต้มรวมไม่เคยต่ำกว่า 25 แต้ม
แต่ตอนนี้รวมกันได้เพียง 17 แต้มเท่านั้น
โดยเฉพาะรากฐานกระดูกและความเข้าใจนั้น ต่ำเสียจนน่าโมโห
ในที่สุดวังเฉินก็เข้าใจแล้ว
เหตุใดเจ้าของร่างเดิมซึ่งมีฐานะเป็น “ผู้ฝึกตนรุ่นสองจอมปลอม” ได้ฝึกฝนร่างกายวางรากฐานมาตั้งแต่ยังเล็ก
หลังจากนั้นก็เข้ามาอยู่ในสายนอกของสำนักอวิ๋นหยางเป็นเวลาถึงห้าปีเต็ม
แต่กลับยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นหลอมลมปราณชั้นที่สาม
เป็นเพราะรากฐานกระดูกและความเข้าใจต่ำเกินไป!
รากฐานกระดูกที่ด้อยและความเข้าใจที่ต่ำส่งผลกระทบต่อการฝึกตนอย่างใหญ่หลวงจริงๆ นอกจากระดับพลังจะทะลวงผ่านได้ยากแล้ว แม้แต่ความเร็วในการฝึกฝนวิชาก็ยังช้ากว่าผู้อื่นอยู่มากโข
ทักษะทั้งสี่ที่เจ้าของร่างเดิมเชี่ยวชาญ ล้วนอยู่ในระดับแรกเริ่มซึ่งเป็นระดับต่ำสุดทั้งสิ้น
เรียกได้ว่าเป็นกากเดนแห่งการต่อสู้โดยแท้!
แต่วังเฉินก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเพราะเรื่องนี้
ต่อให้ตอนนี้เขาจะอ่อนแอเพียงใด อย่างน้อยก็เป็นผู้ฝึกตนที่ได้เข้าสู่สำนักเซียนแล้ว อนาคตยังมีความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดรออยู่
อีกทั้งวังเฉินยังรู้สึกสังหรณ์ใจว่า หน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนคงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อแสดงค่าสถานะของตนเองเท่านั้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายครั้ง วังเฉินก็ลองปิดหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนลง
เรื่องนี้ค่อยๆ ศึกษาไปก็ได้ สิ่งสำคัญตอนนี้คือเขากำลังหิวจนท้องร้องโครกคราก จำเป็นต้องเซ่นไหว้กระเพาะอาหารเป็นการด่วน
เมื่อมาถึงห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องหลัก วังเฉินก็ตักธัญพืชวิญญาณหนึ่งช้อนจากโอ่งเก็บข้าว
ธัญพืชวิญญาณหนึ่งช้อนมีน้ำหนักประมาณหนึ่งจิน
ซึ่งก็เป็นปริมาณอาหารหนึ่งมื้อตามปกติของเจ้าของร่างเดิม
หลังจากใส่ลงในหม้อดินบนเตาแล้ว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เติมลงไปอีกครึ่งช้อน
จากนั้นจึงเติมน้ำลำธารอันเย็นสดชื่นลงไปสามช้อน
แล้วจึงจุดไฟก่อเตา
เมื่อน้ำในหม้อเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวก็ลอยอวลไปทั่วห้องครัวเล็กๆ
อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวธัญพืช
วังเฉินที่นั่งอยู่หน้าเตาไฟสูดหายใจเข้าลึกยาว
รู้สึกว่าท้องยิ่งหิวมากขึ้นไปอีก!
ในที่สุดเมื่อหุงธัญพืชวิญญาณจนสุกดีแล้ว เขาก็รีบร้อนเปิดฝาหม้อ ตักข้าวธัญพืชที่ร้อนกรุ่นจนเต็มชามใหญ่
เริ่มกินได้!
แม้ว่าในยามนี้จะหิวจนทนแทบไม่ไหว
แต่วังเฉินยังคงทำตามความเคยชินของเจ้าของร่างเดิม เคี้ยวข้าวธัญพืชในปากข้างซ้ายและขวาสลับกันข้างละยี่สิบเจ็ดครั้ง
บดเคี้ยวเปลือกแข็งๆ ให้ละเอียด ให้น้ำลายในปากผสมเข้ากับข้าวที่บดแล้วอย่างทั่วถึง
จากนั้นจึงค่อยกลืนลงท้อง
นี่คือวิธีการเคี้ยวอาหารที่สืบทอดมาจากสมัยโบราณ ซึ่งช่วยในการย่อยไอวิญญาณและสารอาหารที่อยู่ในวัตถุดิบได้ดี
อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เปลือกข้าวตำคอได้เป็นอย่างดี
การกินธัญพืชทั้งเปลือก หาใช่วังเฉินขี้เกียจจนไม่ยอมตำข้าวไม่
แต่เป็นเพราะอาหารวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่ง
จะสิ้นเปลืองแม้แต่น้อยก็ไม่ได้!
นาวิญญาณชั้นเลวสิบหมู่ที่สำนักอวิ๋นหยางจัดสรรให้เขานั้น ปลูกข้าวหยกขาว
ข้าวหยกขาวเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง ผลผลิตรวมต่อหมู่ประมาณหกร้อยจิน
ในสภาวะที่ลมฝนเป็นใจและไม่มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ในแต่ละปีเขาจะสามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชวิญญาณได้หกพันจิน
แต่วังเฉินต้องส่งมอบธัญพืชวิญญาณให้แก่สำนักถึงสี่พันห้าร้อยจิน
เป็นโควตาที่กำหนดไว้ตายตัวสี่พันห้าร้อยจิน
กล่าวคือ ไม่ว่าฝีมือการทำนาของวังเฉินจะเป็นอย่างไร อย่างไรเสียทุกปีก็ต้องส่งมอบธัญพืชวิญญาณให้สำนักอวิ๋นหยางในปริมาณเท่านี้
หากทำไม่สำเร็จก็ต้องไสหัวไป
อย่าได้ดูแคลนว่างานของผู้ดูแลพืชวิญญาณเป็นงานที่เหนื่อยยากลำบาก
เพราะนอกประตูสำนัก ยังมีผู้ฝึกตนอิสระอีกไม่รู้เท่าไรที่ต้องการ “งานสบาย” เช่นนี้!
แน่นอนว่า หากวังเฉินเก็บเกี่ยวธัญพืชวิญญาณได้เกินหกพันจิน ส่วนที่เกินมานั้นย่อมเป็นของเขาทั้งหมด
แต่เรื่องนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้
เพราะนาวิญญาณที่จัดสรรให้เขานั้น ตั้งอยู่บริเวณขอบนอกสุดของอาณาเขตสำนักอวิ๋นหยาง ไอวิญญาณเบาบาง คุณภาพดินก็ธรรมดา
เพื่อให้ได้ผลผลิตปีละหกพันจิน เจ้าของร่างเดิมก็ทุ่มสุดกำลังแล้ว
หากพลาดพลั้งไปแม้เพียงเล็กน้อย ธัญพืชวิญญาณที่เหลือไว้ให้ตนเองอาจจะไม่พอเลี้ยงปากท้อง
และต่อให้ได้ธัญพืชวิญญาณส่วนของตนเองมาครบหนึ่งพันห้าร้อยจิน การบริโภคพื้นฐานวันละสามจินก็ขาดไม่ได้
รวมกับการเดินทางไปยังเมืองเมฆคีรีเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน
และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการบำเพ็ญเพียร
ก็แทบไม่เหลือเก็บแล้ว
ลองถามดูเถิดว่าในสถานการณ์ที่ฝืดเคืองเช่นนี้ จะ “ฟุ่มเฟือย” ถึงขั้นกินข้าวสารวิญญาณที่สีเปลือกออกแล้วได้อย่างไร?
แน่นอนว่าข้าวสารวิญญาณย่อมอร่อยกว่าธัญพืชวิญญาณ
แต่ธัญพืชหนึ่งจินสีเป็นข้าวสารได้เพียงแปดเหลี่ยง วังเฉินบริโภคไม่ไหวจริงๆ!
แม้เปลือกธัญพืชจะไม่อร่อย แต่ก็ยังมีไอวิญญาณอยู่เล็กน้อย
อีกทั้งยังทำให้อิ่มท้องได้ง่าย
ธัญพืชวิญญาณที่หุงสุกเต็มหม้อใหญ่ ล้วนถูกวังเฉินกินกับผักดองเค็มที่เขาทำเองกับมือ
จนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว
“เอิ๊ก~”
วังเฉินเรอออกมาอย่างพึงพอใจ เก็บกวาดหม้อ ช้อน และถ้วยชาม
จากนั้นจึงไปยังห้องหลัก
บ้านของเขาเล็กมาก
ห้องหลักขนาดประมาณสามสิบตารางเมตรถูกแบ่งออกเป็นห้องนอนและห้องฝึกสมาธิ นอกจากเตียงหนึ่งหลัง ตู้หนึ่งใบ และโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุดแล้ว ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่ดูดีชิ้นอื่นอีก
ในห้องฝึกสมาธิก็มีเพียงเบาะรองนั่งเก่าๆ หนึ่งใบวางอยู่บนพื้นเท่านั้น
วังเฉินนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง
เริ่มการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาซึ่งทำวันละสามครั้ง
หลังอาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝน สามารถดูดซับและย่อยสลายไอวิญญาณและสารอาหารจากธัญพืชวิญญาณได้มากที่สุด
เพื่อบำรุงร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตันเถียน
ตอนนี้วังเฉินมีระดับพลังเพียงขั้นหลอมลมปราณชั้นที่สาม หนทางสู่การทะลวงจุดสุดยอดเปิดตำหนักม่วงยังอีกยาวไกล
หากต้องอาศัยการดูดซับไอวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ภายนอกเพื่อฝึกฝน ประสิทธิภาพนั้นช่างย่ำแย่เกินไป
อีกทั้งเขาก็ไม่มีเงินซื้อยาเม็ดหรือค่ายกลรวบรวมวิญญาณ
ดังนั้นจึงทำได้เพียงพึ่งพาอาหารวิญญาณเพื่อประคับประคองการฝึกฝนในแต่ละวันเท่านั้น
วังเฉินขจัดความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไป จิตจมดิ่งสู่ตันเถียน โคจรเคล็ดวิชาอย่างเงียบงัน ชักนำพลังเวทอันบริสุทธิ์สายหนึ่งให้ไหลเวียนขึ้นสู่เส้นลมปราณร้อยสาย
ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายอย่างไม่หยุดหย่อน
กระเพาะอาหารเริ่มบีบตัวเร็วขึ้นอย่างเงียบๆ ไอวิญญาณที่สลายตัวจากธัญพืชวิญญาณถูกหลอมรวมทีละน้อย
เปลี่ยนเป็นพลังเวทแล้วกลับไปเก็บสะสมไว้ที่ตันเถียน
เป็นเช่นนี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
[เคล็ดวิชาห้าธาตุ·ค่าประสบการณ์ +1]
ข้อความที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในสายตา ทำให้วังเฉินตื่นจากสมาธิอันล้ำลึก
เขารู้สึกตัวว่าตนเองได้ทำการฝึกฝนในครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว
วังเฉินลูบคางของตนเอง แล้วเรียกหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนออกมา
ความสนใจของเขาจับจ้องไปที่ช่อง [เคล็ดบำเพ็ญเพียร]
[เคล็ดวิชาห้าธาตุ (ชั้นที่สาม): 299/300]
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย!
วังเฉินหัวเสียขึ้นมาทันที
หากหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนนี้เป็นคน และในมือของวังเฉินมีปืนอยู่กระบอกหนึ่ง
เขาคงจะบีบคออีกฝ่าย แล้วเอาปืนจ่อหัวพร้อมกับตะคอกว่า: “แก... แกแอบอมค่าหัวคิวที่เบื้องบนประทานให้ข้าไปใช่หรือไม่!”
กินธัญพืชวิญญาณไปหนึ่งจินครึ่ง บำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาไปสิบสองรอบโคจร
ผลคือไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย
ไม่มีความคืบหน้าก็ช่างเถิด แต่การแจ้งเตือน [เคล็ดวิชาห้าธาตุ·ค่าประสบการณ์ +1] นั่นมันล้อกันเล่นหรืออย่างไร?
บวกที่ใดกัน? แล้วของมันหายไปไหนเล่า?
บัดซบ!
วังเฉินบังคับให้ตนเองสงบลง
เขารำลึกความทรงจำแล้วประสานอินด้วยมือ ปลายนิ้วปรากฏประกายแสงวิญญาณสีใสดุจน้ำระยิบระยับ
“ไป!”
เขาดีดนิ้วออกไป ประกายแสงวิญญาณสี่สายก็สลายตัวโบยบินไปอย่างเงียบงัน ลอยลงสู่ทุกซอกทุกมุมของห้องฝึกสมาธิ
ฝุ่นผงในห้องถูกชำระล้างจนหมดสิ้นในพริบตา
สะอาดเอี่ยมอ่อง!
[วิชาชำระล้าง·ค่าประสบการณ์ +1]
วังเฉินที่เห็นการแจ้งเตือนรีบเรียกหน้าต่างสถานะผู้ฝึกตนออกมาอีกครั้ง
[วิชาชำระล้าง (แรกเริ่ม): 86/100]
เพิ่มขึ้น 1 แต้ม!
วังเฉินพลันเข้าใจในทันที
ไม่ใช่ว่าระบบอมผลประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับไป
แต่เป็นเพราะร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ติดอยู่ที่คอขวดของเคล็ดบำเพ็ญเพียรจนไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้!
[จบแล้ว]