- หน้าแรก
- พลิกฟาร์มพลิกชะตา: เมื่อผมคือเทพแห่งปศุสัตว์ในยุค 60!
- บทที่ 1 : ต่อให้ฉันอดตาย ฉันก็ไม่กินไอ้บ้าอะไรแบบนี้เด็ดขาด!
บทที่ 1 : ต่อให้ฉันอดตาย ฉันก็ไม่กินไอ้บ้าอะไรแบบนี้เด็ดขาด!
บทที่ 1 : ต่อให้ฉันอดตาย ฉันก็ไม่กินไอ้บ้าอะไรแบบนี้เด็ดขาด!
ปังๆๆ!
"อาเสวียน! ตื่นได้แล้ว!"
"วันๆ หลับเป็นตาย ตะวันโด่งขนาดนี้แล้วยังนอนขี้เกียจอยู่ได้ เด็กแปดขวบยังดีกว่าแกอีก!"
"รีบลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว!"
เสียงผู้หญิงดุดันดังเข้าหูซูเหวินเฉิน ทำเอาหงุดหงิดนิดหน่อย วันนี้มันวันหยุดไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังมีคนมาเคาะประตูอีก!
ซูเหวินเฉินสะบัดหัวที่มึนตึ้บ พลางค่อยๆ ลืมตาขึ้น
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือ คานบ้านสีดำเมี่ยมจากควันไฟ
ซูเหวินเฉินขยี้ตาเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด หลังคามันไม่มีฝ้าจริงๆ มีแค่คานไม้หนาเตอะสีดำเข้มพาดขวางอยู่ตรงกลางหลังคา!
พอรู้ว่านี่ไม่ใช่ที่คุ้นเคย ซูเหวินเฉินก็กวาดสายตามองไปรอบๆ
ข้างเตียงมีหน้าต่างไม้ แสงสลัวๆ ลอดผ่านช่องไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบา ผนังดินสีเหลืองมีเศษหนังสือพิมพ์เก่าๆ แปะทับกันเป็นชั้นๆ ทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีต!
ซูเหวินเฉินอาศัยแสงสลัวๆ ที่ลอดผ่านช่องไม้เข้าไป ค่อยๆ มองไปยังพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์ที่แปะอยู่บนผนังดิน
"ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ชี้แนะ เยาวชนปัญญาชนในเมืองใหญ่ควรเข้าร่วมการก่อสร้างชนบทอย่างกระตือรือร้น!"
ซูเหวินเฉินจ้องมองพาดหัวข่าวขนาดใหญ่บนหนังสือพิมพ์ติดผนังอย่างเหม่อลอย
"นี่มัน... 'ลงชนบท' รึเปล่า?"
เขากวาดสายตาไปดูปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนังอีกครั้ง
วันที่ 11 เมษายน 1968
ซูเหวินเฉินเบิกตากว้าง "ฉันทะลุมิติมานี่หว่า!"
วินาทีต่อมา ความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูเข้ามา
นานอยู่เหมือนกันกว่าซูเหวินเฉินจะได้สติขึ้นมา!
"นี่ฉันไปทำบาปทำกรรมอะไรกับเทพองค์ไหนมาเนี่ย? ส่งฉันมาโผล่ที่ยุค 60 เลยเนี่ยนะ?"
พอคิดถึงชีวิตที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารในยุคนี้ ซูเหวินเฉินก็รู้สึกหน้ามืดทันที เขาเป็นพวกชอบกินเนื้อมากๆ พูดได้เลยว่าแต่ละมื้อถ้าไม่มีเนื้อก็ไม่แฮปปี้ ซึ่งในยุคปัจจุบันมันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย
แต่ยุค 60 มันไม่เหมือนกัน สมัยนี้ใครจะกินเนื้อได้ทุกมื้อกันล่ะ
ขนาดคนในเมืองที่มี 'ตั๋วเนื้อ' ก็ยังต้องแย่งกันถึงจะได้เนื้อหมูมา
ส่วนคนชนบทน่ะเหรอ? ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
ถ้าทั้งปีได้กินเนื้อสักสองสามครั้งก็ถือว่าใช้ชีวิตดีแล้ว
อันที่จริงแล้ว ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมฐานะไม่เลว พ่อเป็นหัวหน้าหน่วยในหมู่บ้าน พี่ชายสามคนก็ช่วยกันทำคะแนนงาน เลยแทบจะไม่เคยอดอยาก
แต่ก็นั่นแหละ มันเลยทำให้เจ้าของร่างเดิมติดนิสัยขี้เกียจ
เพราะเป็นลูกคนสุดท้องของบ้าน
ต่อให้เขาจะทำคะแนนงานได้แค่วันละสองแต้ม ครอบครัวก็ไม่มีทางปล่อยให้เขาอดตายหรอก นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงเอาแต่ใช้ชีวิตแบบไฟไหม้ฟางมาตลอด
หนุ่มน้อยวัยสิบเจ็ดปี ใช้ชีวิตเหมือนหลานชายวัยแปดขวบ ตัดหญ้าให้หมูได้แค่สองแต้มงานทุกวัน
ถือเป็นคนขี้เกียจและนักเลงหัวไม้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านเลยล่ะ
ปังๆๆ!
เสียงทุบประตูรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง
"ซูเหวินเฉิน! ยังจะอ้อยอิ่งอีกใช่ไหม? หรือจะให้พ่อแกถือไม้กวนไฟไปลากแกออกมาเอง?"
พอได้ยินแบบนั้น ร่างกายของซูเหวินเฉินก็สั่นสะท้านอย่างอัตโนมัติ ในความทรงจำเขาโดนพ่อตีมาไม่น้อยเลย พ่อเขาน่ะ คว้าอะไรได้ก็ฟาดได้หมด!
ซูเหวินเฉินรีบสวมเสื้อผ้าที่ดูโบราณบนเตียง และเดินออกจากห้องอย่างเชื่องช้า
ที่โต๊ะกลางบ้าน ตอนนี้คนเต็มไปหมดแล้ว
พี่ใหญ่ซูเหวินจางมากันสามคนพ่อแม่ลูก ส่วนพี่รองซูเหวินเลี่ยมากันสองสามีภรรยา แต่พี่สะใภ้รองก็ท้องแล้วนะ
พอรวมกับพ่อซูเจี้ยนเย่และแม่หลี่ซิ่วเหลียนอีกสองคน ก็กลายเป็นว่าโต๊ะตัวเดียวต้องเบียดกันถึงเจ็ดคน ดูแน่นขนัดไปหมดในพริบตา
ทุกคนที่โต๊ะถือหมั่นโถวคนละลูก และมีจานผักดองเล็กๆ วางอยู่ตรงหน้า
พ่อซูมองเห็นซูเหวินเฉินที่เอาแต่อิดออดอ้อยอิ่ง ไม่ยอมขยับ เขาก็เลยทนไม่ไหว พูดขึ้นมาว่า
"วันๆ เอาแต่ลีลา แกจะทำอะไรเป็นวะเนี่ย? ขนาดกินข้าวร้อนๆ ยังแย่งไม่ทันเลย!"
ซูเหวินเฉินเบะปาก "ยุคหลังๆ ใครเขาจะกินข้าวเหมือนไปรบกันล่ะ!"
"ก็ฉันเพิ่งมาถึง ยังไม่ชินนี่นา!" แต่พอเขานั่งลง ก็เห็นว่าซึ้งนึ่งบนโต๊ะว่างเปล่า
"พ่อครับ หมั่นโถวผมล่ะ?"
ซูเหวินเฉินงงๆ ตามความทรงจำที่ได้รับมา ปกติบ้านพวกเขาจะได้หมั่นโถวคนละสองลูก ลูกนึงเอาไว้กินมื้อเที่ยงที่นาด้วย
"แกไม่มีหมั่นโถว ของแกแบ่งออกมาให้ต่างหากแล้ว! นี่ไง! พวกตัดหญ้าให้หมูมันก็คู่ควรกินแบบนี้แหละ!"
ปึ้ก!
ชามโจ๊กผักป่าข้าวโพดดำๆ ถูกวางตรงหน้าเขา
ซูเหวินเฉินจ้องมองชามตรงหน้าอย่างตกใจ ข้างในเป็นของเหลวข้นๆ สีดำปี๋
นี่มันอะไรกันวะเนี่ย คนกินได้เหรอ? เขาตักขึ้นมาลองชิมนิดหน่อย
ขม ฝาด เค็ม แถมยังมีกลิ่นคาวดินจางๆ ในปากก็มีเกล็ดข้าวโพดหยาบๆ ผสมกับรสขมฝาดของผักป่า ซูเหวินเฉินคิดว่าอาหารหมูในชาติก่อนยังดีกว่าไอ้นี่ร้อยเท่า!
"แหวะ! อะไรกันเนี่ย?"
พ่อซูแค่นเสียงเย็นชา
"ฮึ! แกทำแต้มงานได้แค่สองแต้ม ก็สมควรกินแค่นี้แหละ ถ้าแน่จริงก็ไม่ต้องกินสิ!"
เห็นได้ชัดว่าโจ๊กผักป่าชามนี้พ่อซูตั้งใจเตรียมไว้เป็นพิเศษ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันกินไม่ได้
เขาแค่ต้องการดัดนิสัยขี้เกียจของลูกชายคนเล็ก ผู้ชายตัวโต เอาแต่ตัดหญ้าให้หมูได้สองแต้มงานทุกวันเหมือนเด็กแปดขวบ เขาเองก็ไม่กล้ายอมรับว่านี่คือลูกชายตัวเอง
แบบนี้อนาคตจะไปหาเมียได้ยังไง? คงต้องอดตายทั้งครอบครัวกันพอดี
ดังนั้นพ่อซูจึงตัดสินใจว่า ถ้าลูกชายคนเล็กยังตัดหญ้าให้หมูวันไหน ก็ต้องกินอาหารหมูแบบนี้วันนั้น ยังไงก็ไม่ตายหรอก! แค่มันไม่อร่อยหน่อยแค่นั้นแหละ
ซูเหวินเฉินหลังจากชิมไปหนึ่งคำ ใบหน้าก็ย่นเป็นปม มองอาหารในชาม
ใครๆ ก็ว่ายุค 60 มันลำบาก ตอนนี้ได้ชิมเองแล้ว แม่งเอ๊ย! โคตรขมเลยโว้ย!
ซูเหวินเฉินมองแม่ซูอย่างน่าสงสาร
"แม่ครับ~!"
แม่ซูใจอ่อนยวบ "อยากจะยื่นหมั่นโถวในมือให้ลูก"
"แค่ก!" พ่อซูไอหนักๆ หนึ่งที
มือของแม่ซูก็หยุดชะงักลงทันที นึกถึงที่พ่อซูเคยกำชับไว้ล่วงหน้า
"ลูกเอ๊ย ทนหน่อยเถอะนะ มันแค่ไม่อร่อยนิดหน่อย แต่ก็ยังพอให้อิ่มท้องได้นะ"
ซูเหวินเฉินเงยหน้ามองคานบ้านด้านบนอย่างสิ้นหวัง
นี่มันแค่อร่อยนิดหน่อยเหรอ? นี่มันกินไม่ลงเลยด้วยซ้ำไปนะโว้ย!
ซูเหวินเฉินตะโกนอย่างเดือดดาล
"ฮึ! ต่อให้ผมอดตาย ตายข้างนอก ผมก็ไม่มีทางกินไอ้บ้าอะไรแบบนี้แม้แต่คำเดียว!"
พ่อซูพยักหน้า "มีจุดยืนดีนี่ ไม่กินก็เรื่องของแก วันนี้แกจะไปทำงานปกติ หรือจะไปตัดหญ้าให้หมู?"
ซูเหวินเฉินเคยสัมผัสกับการทำนาในชนบทมาแล้ว มันลำบากจริงๆ นั่นคือชนบทในศตวรรษที่ 21 ด้วยนะ
โดยพื้นฐานแล้ว การหว่านพืช ไถพรวน และรดน้ำ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรหมดแล้ว
แค่นี้เขากลับไปช่วยเก็บถั่วลิสงสองวัน ผิวเขาก็ลอกเป็นแผ่นๆ ไหล่ก็เมื่อยจนแทบขยับไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงต่อต้านงานในไร่นาโดยสัญชาตญาณ ซูเหวินเฉินคิดว่าการรักษาบุคลิกเดิมไว้น่าจะดีที่สุด!
อย่างน้อยก็ต้องเอาตัวรอดไปจนกว่าจะมีการปฏิรูปและเปิดประเทศล่ะวะ
"พ่อครับ! ผมว่าการตัดหญ้าให้หมูก็เหมาะกับผมดีนะครับ! ผู้นำไม่ได้บอกเหรอว่างานไม่ควรแบ่งแยกสูงต่ำ ทุกคนก็ทำงานรับใช้ประชาชนเหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอครับ!"
พอได้ยินคำพูดนั้น พ่อซูถึงกับหัวเราะด้วยความโกรธ "ดี! ยังจะมาเล่นลิ้นกับฉันอีกนะ!"
"ชอบตัดหญ้าให้หมูใช่ไหม! เจ้าใหญ่! วันนี้เลิกงานแล้วไปเรียกตาแก่ลุงสามแกมา เราจะแบ่งบ้านกัน!"
"ฉันจะรอดูว่าแกจะใช้แต้มงานสองแต้มจากการตัดหญ้าให้หมูไปกินอะไรในอนาคต! ยังจะอยากรับใช้ประชาชนอีก! ไม่ดูตัวเองเลยว่าคู่ควรไหม!"
เดิมทีซูเจี้ยนเย่ตั้งใจจะรอให้ลูกชายคนเล็กแต่งงานก่อนแล้วค่อยแบ่งบ้าน แต่ในเมื่อตอนนี้เป็นแบบนี้แล้ว ลูกชายคนเล็กยังขี้เกียจคิดจะตัดหญ้าให้หมูต่อ
งั้นก็แบ่งบ้านมันซะเลย
จะปล่อยให้ลูกชายคนโตกับคนรองคอยช่วยลูกชายคนเล็กไปตลอดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นนานไปพี่น้องคงมองหน้ากันไม่ติด
ถ้าลูกชายคนเล็กขยันก็ยังดี แต่มองดูสภาพตอนนี้แล้ว ชาตินี้คงยากแล้วล่ะ
พอแบ่งบ้านแล้ว พี่น้องสองคนอยากช่วยก็ช่วย ไม่อยากช่วยเขาก็ไม่บังคับ
พอพวกเขาแก่ตัวลง ทำงานไม่ไหวแล้ว เขาก็จะเลิกยุ่งไปเลย!
อีกด้านหนึ่ง
พอได้ยินคำพูดของพ่อซู พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองก็มองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจทันที
แบ่งบ้าน!
เรื่องที่พวกเธอสองคนกล้าแค่ฝันถึง ตอนนี้กลับกลายเป็นจริงแล้ว
ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็รู้สึกดีกับน้องสามีจอมขี้เกียจคนนี้ขึ้นมาไม่น้อย
ถึงขั้นคิดว่า ถ้าได้แบ่งบ้านจริงๆ ต่อให้ต้องเจียดข้าวสารมาช่วยเหลือน้องสามีจอมขี้เกียจคนนี้ปีละหน่อย ก็ไม่เป็นไรหรอก
พ่อซูเห็นคนอื่นๆ บนโต๊ะทำท่าจะพูด แต่ก็กลืนคำลงไป
เขาพูดอย่างแข็งกร้าว "เอาล่ะ พอแค่นั้นแหละ! ฉันตัดสินใจแล้ว วันนี้เลิกงานแล้วแบ่งบ้านเลย! กินข้าวเสร็จก็ไปทำงานได้แล้ว!"
พูดจบเขาก็รีบกินหมั่นโถวในมือสองสามคำ แล้วเดินออกไปก่อน
ไม่นาน คนที่เหลือก็รีบกินหมั่นโถวในมือจนหมด
แม่ซูลังเลอยู่นานก็ไม่ได้พูดอะไรมาก สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ "ลูกแม่ กินเสร็จแล้วช่วยไปให้อาหารไก่ด้วยนะ" พูดจบก็ลุกขึ้นตามไปทำงาน
ซูเหวินเฉินจิบโจ๊กขมๆ
"ซี๊ดดด—! แม่งเอ๊ย โคตรไม่อร่อยเลย!"
"ชีวิตหลังจากนี้จะอยู่ยังไงวะเนี่ย? ขนาดหมั่นโถวยังไม่มีกินเลย"
"ช่างมันเถอะ สงสัยยังไม่หิวพอ บางทีถ้าไปตัดหญ้าให้หมูสองตะกร้าแล้วร่างกายหิวโซ อาจจะกินลงก็ได้"
พอคิดว่าชีวิตที่ลำบากแบบนี้ต้องอยู่ไปอีกสิบปี ซูเหวินเฉินก็รู้สึกหมดหวังนิดหน่อย!
เดินไปที่เล้าไก่ ซูเหวินเฉินก็คว้ามือหนึ่งของรำข้าวตามความทรงจำเดิม
"กุ๊กๆ!"
ทันใดนั้น แม่ไก่แก่ในลานบ้าน พอเห็นอาหาร ก็วิ่งมาอย่างสง่าผ่าเผยทันที
แต่พอแม่ไก่แก่กินรำข้าวบนพื้นแล้ว
วินาทีต่อมา
ซูเหวินเฉินเบิกตากว้าง จ้องมองแม่ไก่แก่ตรงหน้าไม่กะพริบตา
จนแม่ไก่แก่เริ่มจะกลัว!
สายตาของซูเหวินเฉินจับจ้องอยู่บน แผงสถานะ ที่อยู่เหนือหัวแม่ไก่
เขายังขยี้ตาเพื่อดูว่าไม่ได้ตาฝาด!
เขามองเห็นแผงสถานะของไก่ตัวนี้ได้จริงๆ
[ไก่บ้าน LV0]
สถานะ: สุขภาพดี ทิศทางการเพาะเลี้ยงที่เลือกได้:
ไก่เนื้อ LV1:
-
ไก่ไข่ LV1:
หลังจากเพาะเลี้ยงแล้ว อัตราการออกไข่จะเป็น:
ไข่เดี่ยว 3%
-
ปริมาณอาหารที่กินต่อวันเพิ่มขึ้น 10%
-
[อัตราส่วนอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการเพาะเลี้ยงไก่ไข่ระดับ 1: ข้าวโพด 55%, รำข้าว 10%, ปลาป่น 8%, ข้าวฟ่าง 5%, เนื้อและเลือดป่น 4%, กระดูกป่น 4%, เปลือกหอยป่น 4%, ผงหิน 2%, เกลือ 0.3%]
เพิ่มอัตราการเติบโต 20%
เพิ่มคุณภาพเนื้อไก่ 20%
ปริมาณอาหารที่กินต่อวันเพิ่มขึ้น 10%
[อัตราส่วนอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการเพาะเลี้ยงไก่เนื้อระดับ 1: ข้าวโพด 60%, รำข้าว 18%, เลือดป่น 5%, ผงหิน 2%, เกลือ 0.3%]
ไข่คู่ 70%
ไข่สามฟอง 20%
ไข่สี่ฟอง 7%
หมายเหตุ: หากอัตราส่วนอาหารที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงไม่ครบถ้วน สามารถลดสัดส่วนตามสัดส่วนเดิมได้ แต่ผลลัพธ์ของการเพาะเลี้ยงจะลดลงตามไปด้วย
ซูเหวินเฉินจ้องมองแผงสถานะบนหัวไก่ไม่กะพริบตา
"นี่มัน 'พลังวิเศษ' ของฉันรึเปล่าเนี่ย?"
"แค่ฉันให้อาหารไก่ ก็จะมีแผงสถานะโผล่มาเหรอ? แถมยังแสดงสถานะ, สภาพจิตใจ และทิศทางการเพาะเลี้ยงของไก่ได้ด้วย!"
"แต่...ในยุคนี้เอาข้าวสารมาเลี้ยงไก่นี่ จะไม่โดนตีตายเอาเหรอ?"
"แต่ถ้ามันออกไข่สองฟองหรือสามฟองทุกวัน ก็ไม่ขาดทุนนี่หว่า!"
ปริมาณอาหารที่ไก่กินต่อวันประมาณ 100-120 กรัม หรือประมาณสองตำลึง (ประมาณ 100 กรัม)
ส่วนไข่ไก่ปกติมีทั้งใหญ่และเล็ก น้ำหนักประมาณ 50-70 กรัม
ดังนั้นขอแค่มันออกไข่สองฟอง น้ำหนักก็จะพอๆ กับอาหารที่ให้ไปแล้ว!
ซี๊ดดด—!
ซูเหวินเฉินคิดแบบนี้แล้ว ดูเหมือนจะมีลุ้นนี่หว่า!
น้ำหนักเท่ากัน ข้าวสารจะไปเทียบกับไข่ไก่ได้ยังไงกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ธัญพืชอย่างข้าวโพดยังคิดเป็นแค่ครึ่งเดียว ที่เหลือก็เป็นรำข้าว, กระดูกป่น, ผงหิน, เปลือกหอยป่น ซึ่งเป็นส่วนผสมราคาถูกทั้งนั้นเลย
ซูเหวินเฉินกลืนน้ำลายเอื๊อก
"อิสระภาพทางไข่ไก่" ดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม!