เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125 – การคว่ำล้มตระกูลขุนนางแห่งแผ่นดินเยี่ยน!

บทที่ 125 – การคว่ำล้มตระกูลขุนนางแห่งแผ่นดินเยี่ยน!

บทที่ 125 – การคว่ำล้มตระกูลขุนนางแห่งแผ่นดินเยี่ยน!


เกวียนคุมขังขององค์ชายสามถูกคลุมด้วยผ้าดำชั้นหนึ่ง เดิมมิได้มีธรรมเนียมเช่นนี้ ที่มิใช่ลมพัดฝนตกยิ่งในฤดูเหมันต์ของเยี่ยน

การได้อาบแดดสักนิดช่างเป็นความสำราญอย่างยิ่ง ทว่าผ้าดำนั้น…ก็ยังถูกจงใจคลุมลงไป

คนของหน่วยสืบราชการลับรายล้อมอยู่ข้างเกวียนคุมขัง พ่นกลิ่นอาย “อย่าได้เฉียดใกล้” ออกมา ชาวนครหลวงล้วนเป็นพวกที่ดวงตาเหมือนงอกอยู่บนหน้าผาก

พวกเขาอาจไม่เกรงกลัวหน่วยลาดตระเวนหลวงของนครหลวง กระทั่งไม่เกรงทหารองครักษ์ของนครหลวงเพราะทหารองครักษ์ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวเมืองแต่ไม่มีผู้ใดกล้าทำหน้าด้านเข้าไปซักถามพวกสายลับสำนักนี้ว่า ภายในเกวียนคุมขัง…กักตัวผู้ใดไว้กันแน่

ชนชั้นล่างทำได้แค่มุงดูความโกลาหล บางคราวมุงอยู่ก็ยังงงงัน ส่วนรายละเอียด…ล้วนต้องพึ่งจินตนาการของแต่ละบ้าน

ยามบ่ายในโรงน้ำชา มีผู้หนึ่งว่า จิ้งหนานโหวยกเข้าไปยังจวนองค์ชายเพื่อซักถามองค์ชายสอง ตักเตือนว่าหากคิดเป็นรัชทายาทต่อไป ก็ต้องอ่านตำราให้มากขึ้น ใคร่ครวญตนเองให้มากขึ้นถ้อยคำนั้น จัดว่าเป็นการคาดเดาที่สติปัญญาทางการเมืองติดลบ

อีกผู้หนึ่งว่า มีองค์ชายผู้หนึ่งทำให้จิ้งหนานโหวขัดเคือง จิ้งหนานโหวจึงเข้าไปให้เขาคุกเข่าถวายชาจึงคลายโทสะข้อนี้ยังพอมีเค้าความจริง

อีกผู้หนึ่งว่า จิ้งหนานโหวไม่เพียงซักถามโทษองค์ชายผู้นั้น ยังให้มือขวาที่เหี้ยมโหดของตนกระทืบจนห้าแขนขาหักหมดสิ้นถามว่าขาที่ห้านั้นคืออะไร คนผู้นั้นชี้นิ้วลงเบื้องล่าง

แล้วคนผู้นั้นก็ถูกลูกค้าทั้งห้องสาดน้ำชาคนละถ้วย จนกระเด็นออกนอกประตูจะคุยโวก็ให้มีชั้นเชิงหน่อยเถิด โวแบบนี้คิดว่าทุกคนเป็นคนโง่หรืออย่างไร

ริมหน้าต่างชั้นสองของฉวนเต๋อโหลว

องค์ชายหกยกถ้วยฮวาเตียวด้วยพระหัตถ์ซ้าย ยกขึ้นใกล้ปลายพระนาสิก สูดดมอย่างเชื่องช้า

เกวียนคุมขังที่บรรทุกองค์ชายสามแล่นผ่านไปบนถนนด้านล่าง มันกำลังจะมุ่งหน้าไปยังอุทยานหลวงนอกเมือง ที่นั่นมีทะเลสาบหนึ่ง ท่ามกลางทะเลสาบมีเกาะหนึ่ง บนเกาะมีศาลาหนึ่ง

ศาลากลางน้ำคือสถานที่สำหรับเนรเทศผู้ต้องโทษเชื้อสายราชสกุลสกุลจี้โดยเฉพาะ สามัญชน…ไม่มีคุณสมบัติจะได้ไปอยู่ที่นั่น

นับแต่ตั้งแผ่นดินเยี่ยนมา เพียงแค่องค์ชาย…ก็ไปพำนักที่นั่นแล้วหกองค์ ครั้งนี้องค์ที่เจ็ดกำลังตามไป

“โอ้ อย่างนั้นหรือ”

เมื่อฟังคำกราบทูลของจางกงกงแล้ว องค์ชายหกทรงฉงนอยู่บ้าง

“ความจริงแท้แน่นอนพะย่ะค่ะ ฝ่าบาทน้อย กระหม่อมพอรู้ข่าวก็ตกพระทัยอยู่ไม่น้อยจิ้งหนานโหว…เจิ้งฝานเขากล้าทำเช่นนั้นจริงๆ…”

“เราเข้าใจเจิ้งฝาน แน่ย่อมเพราะกลบีบคั้น เขาจึงจำต้องลงมือ”

“ว่ากันเช่นนั้นก็ใช่ แต่…”

“แต่ตอนที่ลงมือ เขาในใจก็ต้องโล่งสบายไม่น้อย”

“…” จางกงกง

“ท่านไม่ใช่หรือที่เคยชมเจิ้งฝานนัก ครานี้เขาทำถึงเพียงนี้ จิ้งหนานโหวจะคุ้มครองเขาได้สักพัก…แล้วจะคุ้มครองได้ชั่วชีวิตหรือไม่”

เจ้าไปทำองค์ชายคนหนึ่งให้พิการ แถมยังเล่นซ้ำจนห้าแขนขาหักหมด

สิ้น ราชวงศ์เชื้อพระโลหิตของจักรพรรดิโดยแท้เจ้าพูดพิการก็พิการจักรพรรดิจะทรงคิดอย่างไร ราชนิกุลสกุลจี้ทั้งปวงจะคิดอย่างไร

“ถ้าดูตามกระหม่อมเห็น หากถึงคราวจนตรอกนัก ก็ยังสู้…ปิดปากองค์ชายสามเสียจะดีกว่า” จางกงกงทำท่าเชือดคอ แล้วกล่าวต่อ

“บัดนี้องค์ชายสามยังมีลมหายใจ แม้จะเหลือซากคนอยู่ แต่ตราบใดที่ยังอาศัยอยู่ในศาลากลางน้ำ วันใดที่จักรพรรดิหรือองค์ชายองค์อื่นๆ นึกถึงพระองค์คงอดนึกถึงเจิ้งฝานไม่ได้”

“เรื่องที่ให้ไปสืบ สืบได้หรือยัง”

องค์ชายหกทรงเปลี่ยนเรื่อง

“ทูลฝ่าบาทน้อย สืบได้แล้ว บ่าวไพร่ที่หายไปจากจวนฉีซือเมี่ยวเป็นพวกของหลี่อิงเหลียนที่ลักพาตัวไปขอรับ”

“เช่นนั้น คืนนี้ริมน้ำเทียนเฉิง…อาจมีศพลอยไร้นามเพิ่มขึ้นอีกศพ”

องค์ชายหกจิบฮวาเตียวในถ้วยเบาๆ “ฝ่าบาทน้อยทรงคาดไว้ก่อนแล้วหรือ”

“หาได้ไม่ เรามิใช่เทพเซียน แต่พูดตามตรงเถิดก็ยังเป็นพวกพี่สามของ

เราและพวกนักเลงปากกาเหล่านั้นอ่านมากไปจนสมองทึบจริงๆ

ฉีซือเมี่ยวเต็มใจเป็นไส้ศึกของเราให้พี่สาม แต่จดหมายทีละฉบับ คำสั่งทีละชั้นที่ส่งออกไปจะปกปิดหูตาของพี่รองเราได้ทั้งหมดเชียวหรือ”

“ท่านว่าที่ฝ่ายองค์ชายสองรู้อยู่ก่อนแล้วว่าฉีซือเมี่ยวแอบทำงานให้ฝ่าบาทน้อยองค์สามอย่างนั้นหรือ”

“มิใช่เพียงพี่รองหรอกฝ่ายมารดาของพี่รองแม้เป็นสกุลเถียน แต่สกุลเถียนนับตั้งแต่เจิ้นเป่ยโหวยกทัพเข้านคร ก็วางแผนผลักดันให้จิ้งหนานโหวกับเจิ้นเป่ยโหวได้สถาปนาเป็นอ๋องทั้งเหนือและใต้

ส่วนพระมเหสีในวังตั้งแต่เสด็จขึ้นเป็นประมุขฝ่ายในก็ระวังเนื้อระวังตัวมาโดยตลอด สิ่งใดควรได้ก็ทรงได้มาแล้วไม่ว่ามงกุฎทองบนพระเศียร หรือฐานะรัชทายาทของพระโอรสล้วนมั่นคงแน่นหนา

พี่รองของเรามีที่พึ่งสองประการ หนึ่งคือสกุลเถียน สองคือพระมเหสี หากสองขุนเขานี้มิไหวติง พี่รองเรา…ย่อมทำอะไรสำคัญไม่ได้

จะให้จริงดั่งคาดหมายยกทหารองครักษ์ในเมืองขึ้นก่อการ อ้างชำระขุนนางชั่ว แล้วเชิญเสด็จเสวยบัลลังก์ในฐานะ ‘ไท่ซ่าง’ หรือไร”

“โอ๊ย ฝ่าบาทน้อย…ขอทรงระวังพระสุรเสียงเถิด!”

“เรารู้ประมาณ อภิปรายถึงการลอบสังหารนอกเมืองอิ่นยังโยงไปถึงคนของหอเทียนจีแห่งแคว้นจิ้น เอาเป็นว่า แม้พี่รองเราจะลงมือจัดการเองสกุลเถียนกับพระมเหสีก็ไม่มีวันทรงยอมให้ทำเช่นนั้น

พระมเหสีต้องการคือความราบรื่นให้วันคืนดำเนินไปอย่างสงบ ส่วนสกุลเถียนต้องการอาศัยความขัดแย้งระหว่างกองทัพเจิ้นเป่ยกับราชสำนักดันเถียนอู๋จิ้งขึ้นเป็นจิ้งหนานอ๋อง

ยิ่งยื้อเรื่อง ยิ่งเอาจิ้งหนานโหวไปย่างบนกองไฟเกินพอดีเสียอีก

สกุลเถียนไม่ทำเช่นนั้นพระมเหสีเองก็ไม่อาจทำต่อ ‘น้องชายแท้ๆ’ ของพระองค์ ซึ่งเป็นหลักยึดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ในราชสำนักภายนอก”

“แต่พวกเขาก็ยังทำฉะนั้น…”

“ฉะนั้นหมายถึงพวกเขามีผลประโยชน์มากพอจะข้ามพ้นความลังเลเดิม พี่รองเรายังมิได้ทรงตั้งเป็นรัชทายาทโดยแท้ ถึงแม้จะก้าวสู่ตำหนักตะวันออกแล้วก็ตาม คู่แข่งของพระองค์แน่นอนว่ายิ่งน้อยยิ่งดี”

“ช่างเป็นหมาก ‘ยืมมีดฆ่าคน’ ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

“น่าขันที่พี่สามของเราก็วาดหวังจะอาศัยฉีซือเมี่ยวเล่นหมาก ‘ยืมมีดฆ่า

คน’แต่ผู้อื่นกลับใช้ ‘หมากเดียวกันย้อนคืน’คืนดาบยืมมา แทงสวนกลับเสียเอง”

“อย่างนั้น…บ่าวหนุ่มในจวนฉีซือเมี่ยวนั่นก็คือ…”

“ถูกแล้วคงเป็นพยานบุคคลที่จับกุมไว้ทันทีที่จิ้งหนานโหวยกทัพเข้านครคาดว่า ‘พยานวัตถุ’ ที่พิสูจน์ได้ว่าฉีซือเมี่ยวแอบผูกกับพี่สามเราก็คงเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว

เป็นมือสองกันพลาดยามคับขันย่อมใช้ล้างมลทินให้ตน แล้วชี้คมดาบไปที่พี่สามเรา

บัดนี้ในจวนพี่รองเราด้านหลี่อิงเหลียนคงกำลังเร่งเผาทำลายหลักฐานที่เคยเตรียมไว้นั่นแหละ”

“ฝ่าบาทน้อยว่ากันว่าจิ้งหนานโหวยามนี้…กำลัง ‘ร้องโขนประสานเสียง’ กับองค์ชายสองอย่างนั้นหรือ”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ องค์ชายหกวางถ้วย จางกงกงก็รู้ใจ รินสุราขึ้นจนเต็มอีกครั้ง องค์ชายหกยกถ้วยขึ้นแนบจมูก สูดดมอย่างอ้อยอิ่ง แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า

“เถียนอู๋จิ้งก็คือเถียนอู๋จิ้ง”

“กระหม่อม…โง่เง่าจริงหนอ ฝ่าบาทน้อย”

“คิดให้ถูกเช่นนี้ก็พอหากพี่รองเราสามารถ ‘ร้องโขนคู่’ กับจิ้งหนานโหวย่อมไม่มีเหตุให้ต้องรีบเตรียมพยานบุคคลพยานวัตถุมาก่อนแล้ว”

“ฝ่าบาทน้อยตรัสเช่นนี้กระหม่อมแจ้งใจแล้ว”

“อีกเรื่องข้าถามคราวที่ซวีเหวินจู่ไปรับตำแหน่งที่อิ่นเฉิง เขาไปรดน้ำชาตามคำเชิญของ ‘สหาย’ ผู้ใด”

“กราบทูลพบแล้วเช่นกันเป็น เหวินซวงโหยว ที่เชิญซวีเหวินจู่เหวินซวงโหยวลาออกกลับบ้านแล้ว เดิมอยู่ที่ตำแหน่งผู้ตรวจการ บ้านเดิมอยู่ที่อิ่นเฉิง เขากับซวีเหวินจู่มีบุญคุณกันเมื่อก่อนซวีเหวินจู่เคยอยู่ใต้มือเขา”

“กล่าวคือหากมิใช่เขาเชิญซวีเหวินจู่ก็คงมิได้พำนักอยู่ในสถานีโยกย้ายใช่หรือไม่”

“ว่าจากอิ่นเฉิงไปเมืองหนานวั่งถ้าขี่ม้าเร็วครึ่งวันก็ถึงแล้ว”

“เหวินซวงโหยวเคยเข้ารับราชการที่ใด”

“ซันสือ”

“ซันสือหรือ ทหารก่อนแล้วค่อยผันเป็นบุ๋นหรือบุ๋นก่อนแล้วทหาร”

“เดิมรับราชการทหาร แล้วค่อยย้ายมาเป็นฝ่ายบุ๋น”

“ซันสือ…ฮึ ตระกูลเติ้งแห่งซันสือพี่สี่ของเราคงช่วย ‘โรยเครื่องเทศ’ เพิ่มเข้าไปถุงหนึ่ง”

“องค์ชายสี่หรือเหตุใดองค์ชายสี่จึงต้องทำเช่นนั้น”

“คงเพราะคันมือเหมือนเวลาเดินเลียบแม่น้ำ เห็นฝูงเป็ดลอยมาก็มักจะคันไม้คันมือหยิบก้อนหินขึ้นมาขว้างเล่นดูสักหน”

“เอ่อ…”

ในอกจางกงกงเกิดลมหายเย็นเฉียบพลุ่งพล่านเรื่องนี้ปรากฏเงาองค์ชายถึงสามพระองค์

องค์ชายหกพลางหมุนถ้วยสุราในพระหัตถ์ ถามว่า

“จางกงกงเหล้าแห่งอู๋ชวนเลื่องลือสี่แคว้นต่างรับรอง คนนอกเถื่อนหรือชาวตะวันตกก็ยอมรับแล้วรู้หรือไม่ว่า เหล้าอู๋ชวนใดเลิศนักสองประการ”

“ก็หวู่เอ๋อร์หงกับฮวาเตียวกระมังพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วรู้หรือไม่หวู่เอ๋อร์หงกับฮวาเตียว…ต่างกันฉันใด”

“กระหม่อมความรู้น้อยเคยแอบชิมมาบ้างรู้แต่ว่าเป็นสุราล้ำค่าแต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสอง…แยกไม่ออกจริงๆ”

“แท้จริงเหล้าย่อมเป็นขวดเดียวกัน”

“เหมือนกันหรือ”

“ใช่เหมือนกันล้วนเป็นเหล้าที่ชาวอู๋ชวนฝังไว้เมื่อบุตรสาวครบเดือน ครั้นบุตรสาวเติบใหญ่ถึงวันออกเรือน จึงขุดไหขึ้นมา เหล้านี้จึงเรียกว่า ‘หวู่เอ๋อร์หง’”

“สมกับนามจริงแล้ว ‘ฮวาเตียว’ เล่า ฝ่าบาทน้อย”

“หากบุตรสาวตายตั้งแต่เยาว์ มิทันออกเรือนเมื่อขุดไหขึ้นมาก็เรียกว่า ‘ฮวาเตียว’คือ ‘ดอกที่ร่วงโรย’ เช่นกัน”

“ซีด….”

องค์ชายหกทอดพระเนตรมองสุราในถ้วยนิ่งๆ ไม่สนพระทัยสีหน้าของจางกงกง ตรัสต่อว่า

“เราเคยได้ยินว่าเมื่อใดมีพระโอรสประสูติเสด็จพ่อจะรับสั่งให้เว่ยจงเหอไปฝังเหล้าหนึ่งไห บัดนี้เว่ยจงเหอคงฝังไว้เจ็ดไหแล้ว”

“เรื่องนี้กระหม่อมเคยได้ยินยามอยู่ในวังแต่ที่ฝังไหของเว่ยจงนั้นลับนักโดยมากหาไม่พบ”

“ว่าอย่างไรคืนนี้เสด็จพ่อเราจะทรงสั่งให้เว่ยจงเหอขุดไหขึ้นมาแล้วประทับในหอทรงพระอักษรค่อยๆ ลิ้มรสเช่นเราหรือไม่”

“ฝ่าบาทน้อย โปรดทรงระวังพระวาจาเถิดโปรดทรงระวังเถิด!”

จางกงกงสะดุ้งลุก ปิดหน้าต่างฉับ

ทว่าองค์ชายหกกลับยังทรงละเมียดลิ้มสุรา ประหนึ่งไร้เรื่องใดในใจ

“ฝ่าบาทน้อย แม้กระหม่อมถูกตอนเข้าวังตั้งแต่เล็กก็เพราะพี่น้องมากเกิน บ้านใกล้จะไม่มีข้าวกิน จึงถูกบิดามารดาหยาดน้ำตาส่งเข้าวัง

แม้ชาตินี้กระหม่อมมิเป็นบุรุษอีกก็หาได้เคืองโกรธบิดามารดาแม้เป็นขันทีกระหม่อมก็ยังรู้ว่า ‘แม้พยัคฆ์ยังมิขบกินลูก’ ฝ่าบาทน้อยขออย่ามีความขุ่นแค้นในพระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“แค้นหรือแม้พยัคฆ์ยังมิขบกินลูกหรือ” องค์ชายหกเม้มพระโอษฐ์

“ข้างกายอุ้มเราตรัสชมว่าเราฉลาด อีกพระหัตถ์หนึ่งลงพระราชโองการให้เถียนอู๋จิ้งสังหารล้างตระกูลตาของเราเสียสิ้นครานั้นทรงเคยนึกถึง ‘

พยัคฆ์ไม่กินลูก’ บ้างหรือ ทรงสั่งเว่ยจงเหอประทานแพรขาวให้มารดาของเราครานั้นทรงเคยนึกถึง ‘พยัคฆ์ไม่กินลูก’ บ้างหรือ

ทรงปล่อยให้เรามีชีวิตอยู่ราวสุนัขในสายตาชาวเมืองครานั้นทรงเคยนึกถึง ‘พยัคฆ์ไม่กินลูก’ บ้างหรือ!”

“ฝ่าบาทน้อยฝ่าบาทน้อย!!”

จางกงกงผวาคุกเข่าลง

“พี่สามกลายเป็นคนพิการเจ้าคิดหรือว่าเสด็จพ่อเราจะเสียพระทัยไม่ปกปิด เจ้าเมื่อครู่เกวียนคุมขังพี่สามแล่นผ่านไปใจเรายังมีเศร้าสร้อยอยู่บ้างแต่เราจะบอกเจ้าว่า พระองค์ไม่แน่ยิ่งไม่!

พระองค์จะชื่นใจจะภาคภูมิจะทรงเห็นว่าคุ้ม! รู้ไหมว่าทำไมจิ้งหนานโหวยืนกรานฝ่าฝืนพระบัญชายืนกรานจะพิการพระโอรส องค์หนึ่งของเสด็จพ่อเรา”

“กระหม่อมไม่ทราบไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะในใจของจิ้งหนานโหวยังมีความคับแค้นยังไม่ยุติธรรม ถ้าไม่ยืมข้ออ้างนี้ พิการพระโอรสองค์หนึ่งของเสด็จพ่อเรา ใจเขาย่อมไม่อาจราบเรียบ!

เสด็จพ่อก็ทรงทราบฉะนั้นพระองค์จึงให้เว่ยจงเหอไปอ่านพระราชโองการเพียงผู้เดียว มิรับสั่งให้นำกำลังติดตาม

ที่แท้ยังจงใจหน่วงเวลาอีกด้วยมิทรงมีพระราชโองการตั้งแต่ก่อนจิ้งหนานโหวยกทัพเข้านคร มิทรงคอยให้ถึงหน้าจวนองค์ชายแล้วค่อยประกาศ

มิทรงคอยกระทั่งตอนจิ้งหนานโหวยซักถามพี่รอง แต่กลับให้พระราชโองการมาถึงใน ‘เวลาเดียวกับที่พี่สามแสดงธาตุแท้’!”

ใบหน้าองค์ชายหกบิดเบี้ยวขึ้นมา

“นั่นมันใช่ลูกหรือใช่ลูกหรือ นั่นคือไพ่เดิมพันในพระหัตถ์คือไพ่ในพระหัตถ์ตราบเท่าที่ทรงเห็นว่าคุ้มตราบเท่าที่ทรงเห็นว่าเหมาะ ก็จะสามารถทุ่มลงไปโดยไม่กระพริบพระเนตร โยนทิ้งโดยไม่ไยดี! นี่แหละนี่แหละ ‘เสด็จพ่อผู้ประเสริฐ’ ของข้า!!!”

บนอานม้า

เจิ้งฝานยังงงงันไปทั้งคน เหล่าทหารคุ้มกันโดยรอบก็เหลียวมองเขาเป็นระยะ หากว่าระหว่างเดินทางมาถึงเมืองนี้พวกเขามองเขา

เพราะเขาเคยนำทหารเพียงไม่กี่ร้อยบุกตะลุยแคว้นเฉียนทลายเมืองในฐานะทหารจึงอดเคารพในสัญชาตญาณมิได้ บัดนี้ความรู้สึกนั้นกลับกลายเป็น…หวั่นเกรงอย่างแท้จริง

นี่มันคนบ้าที่กล้าทุบแขนขาขององค์ชายให้หักทั้งห้านี่นา! เจิ้งฝานรู้สึกว่าตนลอยๆ คล้ายเมามายจนขึ้นหัว

เวรเอ๋ยเราดันทำองค์ชายพิการเสียได้? เราถึงกับทำเรื่องโหดเหี้ยมปานนี้ไม่ใช่นิสัยเราเลยสักนิด แน่นอนว่าสิ่งที่คิดมากที่สุดคือต่อไปจะทำอย่างไร

จะกอดต้นขาจิ้งหนานโหวให้แน่นหรือไม่ก็กลับไปเก็บสมบัติทั้งป้อมฉุ่ยหลิวแล้วเผ่นให้ไกล แคว้นเฉียนไปไม่ได้แล้วแคว้นจิ้นเล่า

ไม่ได้ใกล้แผ่นดินเยี่ยนเกินไปแล้วแคว้นฉู่เล่าก็ออกจะไกล…สภาพใจของเจิ้งฝานครานี้ คล้ายกับคนที่สำราญสุดเหวี่ยงแล้วเริ่มหวาดผวา

“หลังเพลิดเพลิน”

เฮ้อ…แต่ทันทีที่เราฟาดปลอกดาบครั้งสุดท้าย จิ้งหนานโหวก็หันพระกายกลับ…เสด็จออก

นั่นหมายความว่าผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่จิ้งหนานโหวทรงประสงค์และการที่

เราทำกลับ ‘ถูกพระทัย’ ยิ่งกว่าการสังหารองค์ชายสามเสียอีก ต้องหาทางติดต่อซื่อเหนียงกับอาเหมิงที่ร่วมทางมานคร ให้พวกเขารีบส่งข่าวกลับไปโดยไว

ขณะนั้นเอง ขบวนที่พ้นประตูเมืองมาแล้วกลับหยุดกึกเจิ้งฝานฉุกคิดรีบรั้งบังเหียนม้าลง

ความคิดที่พร่าเลือนเมื่อครู่พลันจางหายเพิ่งเห็นว่าด้านหน้าคือกำแพงคฤหาสน์ทอดยาวผนังสีขาวกระเบื้องเขียวนอกกำแพงยังชำเลืองเห็นศาลาริมน้ำอาคารเรือนกระทั่งเห็นผีเสื้อโบยบิน

ในฤดูเหมันต์ภาพเช่นนี้หาได้ยากยิ่งจนแทบเป็นไปไม่ได้

เบื้องหน้าขบวนตรงหน้าคฤหาสน์ใหญ่โอ่อ่าบนถนนกว้างที่ตั้งใจปูให้ถึงหน้าประตูคุกเข่าดำทะมึนอยู่เป็นผืน

แต่คนเหล่านี้…มิได้คุกเข่าให้จิ้งหนานโหวเพราะตามรับสั่ง จอมทัพจิ้งหนานให้กองทัพหยุดอยู่ห่างไกล และเบื้องหน้าพวกตน…ยังมีอีกขบวนหนึ่ง กลางขบวนมีราชยานคานหน้าและหลังแบกโดยคนละสิบแปด

สองข้างราชยานมีนางกำนัลร่วมร้อย นอกออกไปมีทหารองครักษ์ห้าร้อยถือเครื่องราชูปโภคอันเป็นสัญลักษณ์ล้วน

องครักษ์เหล่านั้นรูปร่างสูงใหญ่แต่ในมือมิใช่อาวุธสำหรับฆ่าฟันหากเป็น “เครื่องพิธี” ที่แทนความหมายคล้ายกองเกียรติยศในกาลภายหน้า

เอาเป็นว่าอลังการยิ่งนัก เจิ้งฝานพึ่งนึกขึ้นได้วันนี้เป็นวันที่พระมเหสีกลับไปเยี่ยมบ้าน

สตรีสามัญยามแต่งเข้าสกุลผู้อื่นหวนกลับเยี่ยมเรือนเดิมบ้างก็ปกติหากเข้าวังแล้วจะกลับเยือนเรือนเดิมสักครายากเหลือคณา

จิ้งหนานโหวย่อมไม่ปรารถนาให้กองทัพของตนไปทำลายบรรยากาศข้างหน้า จึงสั่งหยุดห่างๆ

อีกทั้งเพราะยังมิได้ปลดเกราะจึงมิได้ขึ้นหน้าไปต้อนรับพระเชษฐภคินีของพระองค์กลับบ้าน

ฝ่ายคฤหาสน์นั้นส่งคนออกมาหลายเที่ยวสนทนากับจิ้งหนานโหวที่หน้าขบวนไม่กี่คำแล้วก็กลับเข้าไป เห็นชัดว่าท่านผู้เฒ่าสกุลเถียนก็เห็นพ้องด้วยกับการวางท่าทีของจิ้งหนานโหว

เบื้องโน้นกำลังประกอบพระราชพิธีพระมเหสีเสด็จเยี่ยมเยือนเกียรติยศเพียงนี้ย่อมมิอาจบกพร่อง

บุตรชายกับพระเชษฐภคินีจะพบทักทายกันคอยให้เสด็จเข้าเรือนก่อนก็

ย่อมได้หาใช่เรื่องเร่งด่วนไม่ หรือบางทีนี่ก็เป็นขนบเชื่อถือของถิ่นนี้มหาพิธีอันเป็นมงคลเกลียดนักหนาซึ่งกลิ่นไอศัสตราวุธอัปมงคล

หน้าราชยาน

องครักษ์ล้อมเป็นวงแล้ววงเล่า ขุนนางในวังกับนางกำนัลถือเครื่องพิธีของตนเรียงรายอย่างมีระเบียบ

ครั้นทุกพิธีของกระทรวงพิธีการไม่ว่าจะโต๊ะธูป เทียน อัคคีล้วนแล้วเสร็จ รองเสนาบดีกระทรวงพิธีการทั้งสองถอยออกวงองครักษ์ เบื้องหน้าก็เปิดทาง

ม้วนแพรผืนยาวถูกปูทอดจากขั้นบันไดราชยานลงไปทอดยาวต่อเนื่องจนถึงหน้าหมู่ญาติสกุลเถียนที่คุกเข่าอยู่นั่น

ต่อจากนั้นตามแบบแผนต้องให้สกุลเถียนคัดเลือกผู้อาวุโสทรงเกียรติออกหน้ายืนเชิญพระมเหสีเข้าคฤหาสน์ด้วยพิธีขุนนางเข้าเฝ้า

ท่านผู้เฒ่าสกุลเถียนเพิ่งฉลองเจ็ดสิบ แต่ร่างกายยังแข็งแรงนัก มีบุตรชายวัยฉกรรจ์สองคนประคองขึ้นเดินบนผืนแพร

ฮูหยินใหญ่สกุลเถียนปีหน้าจะครบหกสิบ แม้รูปชราปรากฏ แต่พักตร์ผ่องใส เลือดลมดีเห็นชัดว่าชีวิตในเรือนสุขสบาย เรื่องกวนใจแทบไม่มี

ท่านผู้เฒ่ายังไม่ทิ้งความคึกคักไม่กี่ปีมานี้ค่อยๆ รับฮูหยินน้อยเข้ามาเป็นระยะ แต่ไม่ว่าพวกนางจะคะนองเพียงใดไม่มีสักคนกล้าสำแดงต่อหน้าฮูหยินใหญ่แม้ครึ่งส่วน

หาใช่อื่นใดก็ด้วย “แม่ย่อมสูงศักดิ์ยามลูกมีเกียรติ” นั่นเอง ฮูหยินใหญ่สกุลเถียนทั้งชีวิต มีบุตรหนึ่งธิดาหนึ่ง

ธิดาคือพระมเหสีของแผ่นดิน! บุตรคือจิ้งหนานโหว!

ไม่ต้องกล่าวถึงฮูหยินน้อยในเรือนแม้แต่ท่านผู้เฒ่าเองยามอยู่ต่อหน้า ‘ฮูหยินใหญ่’ ก็ต้องยำเกรง ชีวิตที่ร่มเย็นเช่นนี้จะไม่ทำให้คนเปล่งปลั่งได้อย่างไร

ฮูหยินใหญ่ได้รับการประคองจากสะใภ้รุ่นหนุ่มสองนาง เดินตามหลังท่านผู้เฒ่าขึ้นบนผืนแพร

ถัดจากทั้งสองยังมีญาติสกุลเถียนชายหญิงอีกกว่าสิบคนร่วมติดตามล้วนวัยไม่น้อย หากผู้ที่ได้ก้าวขึ้นมาตามหลังใช่ว่าเพราะอยาก “อาศัยแสง” อย่างเดียวแต่เพราะแต่ละคนล้วนมีบรรดาศักดิ์หรือพระราชทานรับรอง

ส่วนญาติสกุลเถียนที่เหลือได้แต่คุกเข่าอยู่ด้านหลังไม่อาจก้าวหน้า

ภายในราชยาน ม่านลูกปัดทบแล้วทบเล่าต้องลมดังกรุ๋งกริ๋ง

ท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่จึงค่อยๆ เดินตามผืนแพรจนมาหยุดอยู่หน้าราชยาน

ครานั้น พี่เลี้ยงผู้หนึ่งซึ่งเฝ้ารับใช้ริมราชยาน เอื้อนเอ่ยถวายพระพรว่า

“ฝ่าบาท ซานเซี้ยนป๋อและคุณหญิงจวิ้นชั้นสองสกุลเถียน (เดิมสกุลจาง) ขอเข้าเฝ้าพระองค์เพคะ”

“เชิญ”

สุรเสียงภายในราชยานของพระมเหสีสั่นเครืออยู่เล็กน้อย

ผู้ครองตำแหน่งมารดาแห่งฝ่ายในมายาวนานหาใช่สตรีธรรมดา สมรภูมิในวังหลังยิ่งอึมครึม เลือดสาด และโหดเหี้ยมกว่าสนามหน้า แต่เมื่อยืนต่อหน้าประตูบ้าน

เมื่อต้องเผชิญบุพการีผู้ให้กำเนิด นางก็สามารถปลดหน้ากาก…หันกลับไปเผชิญความรู้สึกของตนเองได้ เพียงแต่ว่าขณะนี้…อารมณ์เหล่านั้นยังต้องข่มไว้

ซานเซี้ยนป๋อคือบรรดาศักดิ์ของท่านผู้เฒ่าสกุลเถียน ส่วนคุณหญิงจวิ้นชั้นสอง คือสตรีมีพระราชทานแต่งตั้ง

ท่านผู้เฒ่าเถียนคือประมุขตระกูล เดิมก็เคยนั่งในแถวขุนนางหน้าเติ้ง แต่จะได้ยศถึงขั้นป๋อ…ก็ยังต้องพึ่งบารมีทั้งบุตรและธิดาของตน

ฮูหยินใหญ่เถียนก็เช่นเดียวกัน

ท่านหญิงชราที่เจิ้งฝานเคยพบ ผู้เคยตวาดใส่หัวหน้าคนเถื่อนว่าอกตัญญูคือท่านหญิงแห่งจวนเจิ้นเป่ยโหว ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหญิงกั๋วชั้นหนึ่ง ในระดับพระราชทานแต่งตั้งนับว่ามียศเหนือฮูหยินใหญ่เถียนอยู่ขั้นหนึ่ง

นี่ก็เพราะจวนเจิ้นเป่ยโหวสืบทอดไม่สิ้นสาย สกุลหลี่คุ้มกันเป่ยเฟิงมาร้อยปี ส่วนจิ้งหนานโหวนั้นใกล้เคียงกับ “ตำแหน่งหน้าที่” มากกว่า ดังนั้นด้านการพระราชทานบรรดาศักดิ์ ท่านผู้หญิงฝ่ายเหนือย่อมเหนือกว่าฮูหยินใหญ่เถียนฝ่ายใต้ ก็เป็นเหตุอันควร

“ข้า ข้าคือซานเซี้ยนป๋อ เถียน ป๋อข่าย เข้าเฝ้าพระมเหสี ขอให้พระวรกายฟื้นฟู มีพระชนม์เกษมสำราญ”

“ข้าพเจ้า คุณหญิงจวิ้นชั้นสอง สกุลเถียนกำเนิดสกุลจาง เข้าเฝ้าพระมเหสี ขอให้พระวรกายฟื้นฟู มีพระชนม์เกษมสำราญ”

หมู่ญาติสกุลเถียนที่รายล้อม ต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน บิดามารดาคุกเข่าต่อหน้าบุตรีดูเหมือนผิดธรรมเนียม แต่เบื้องหน้าพระราชอำนาจ ทั้งสายใย

บิดาและมารดาลูก ย่อมต้องหลีกทางองค์เหนือหัวที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้า พระมเหสีภายในราชยานทรงสูดลมหายใจลึกแล้วตรัสว่า

“ลุกเถิด”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“ใดกัน มัวมองจนลืมหายใจเชียวหรือ” เสียงสตรีดังขึ้นจากด้านหลังเจิ้งฝาน เจิ้งฝานหันกลับ เห็นสตรีสวมงอบผ้าดำขี่ม้าอยู่ด้านหลัง ฟังจากเสียงก็รู้ตู้เจียน

“ข้างใน…คือพระมเหสีใช่ไหม”

“นอกจากพระมเหสี…จะเป็นผู้ใดได้อีก”

“บิดามารดาคุกเข่าให้บุตรี มองๆ แล้ว…”

“ก่อนอื่นคือขุนนางรับข้าง พระราชาเป็นใหญ่แล้วจึงค่อยเป็นพ่อลูก”

“ข้าเพียงรู้สึกว่ามันชักจะไม่…”

“ไม่อะไร”

“ไม่เอ่ยละ”

เจิ้งฝานเดิมคิดจะบอกว่าเหมือนอัปมงคลอยู่บ้าง แต่คิดอีกทีปล่อยเถิด วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ของเรือนจิ้งหนานโหว

“สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้รวมทั้งคำที่ไม่กล้าพูดออกมา”

“พี่สาวผู้ประเสริฐเจ้าคิดว่าข้าอยากรึ”

“เจ้ามาบ่นกับข้าเช่นนี้ไม่กลัวข้ากลับไปเล่าให้ท่านโหวฟังหรือไร”

“ก็เล่าไปเรื่องมนุษย์ๆ กันทั้งนั้น”

“ก็จริงแล้วตอนนี้…เจ้าใช่ไหมที่กำลังกลัวจนขาสั่น”

“กลัวสิ ตอนถูกกองทัพแคว้นเฉียนล้อมไว้ยังไม่กลัวขนาดนี้เลย”

“ไม่ต้องกลัวมีท่านโหวอยู่”

ฮึเจ้าคือสตรีของเขา เจ้าจึงเห็นว่าชายของเจ้าทำได้ทุกสิ่ง แต่ข้าล่ะข้านับว่าอะไร ฟ้าดินเท่านั้นรู้ว่าจิ้งหนานโหวจะยอมคุ้มครองข้าถึงเพียงใดและคุ้มครองถึงเมื่อไร

“พี่ตู้เจียน ข้านึกว่าเจ้ายังอยู่เทียนไถเสียอีก”

“ท่านโหวจะกลับเรือนข้าย่อมต้องกลับด้วย”

“ไปพบพ่อแม่สามีสิ”

“ก็ทำนองนั้น เจ้าสาวขี้เหร้อยังไงก็ต้องได้พบพ่อแม่สามีวันหนึ่ง”

“พี่สาวหาได้ขี้เหร” แน่นอนก็ยังไม่งามเท่าซื่อเหนียงของข้า

“แต่พ่อแม่สามีคงยิ่งไม่ชอบหน้าท่านผู้รักษาการณ์เจิ้ง เจ้ารู้ฐานะของข้าคิดดูสิ พวกท่านจะยอมรับข้าหรือไม่”

“เรื่องความรักเจ้าสองคนพอใจรักใคร่ก็พอ ฝ่ายพ่อแม่ทั้งสองทำใจให้ไร้มลทินก็พอ”

“ไร้มลทินหรือ ไม่เห็นเลยนะ เห็นท่านผู้รักษาการณ์เจิ้งอายุยังไม่มากกลับมองความเป็นหญิงชายได้ทะลุเสียจริง ข้าได้ยินมาว่ายังมิได้แต่งภรรยานี่”

“ว่างค่อยช่วยแนะนำให้สักคน”

“ได้หญิงมือปราบของหน่วยสืบราชการลับเลือกได้ตามใจ”

“…” เจิ้งฝาน

“อะไรกลัวหรือ”

เจิ้งฝานส่ายหัว ลองนึกภาพดูถ้าพาสายลับสาวของหน่วยนี้เข้าบ้านต้อง

เจอสายตาเขม็งของเป่ยตาบอด ซวี่ซาน ซื่อเหนียง อาเหมิง และม๋อหวานตกลงแล้วใครกันแน่ที่จะกลัวใคร

“ราชยานของพระมเหสีเสด็จเข้าคฤหาสน์แล้วท่านโหวก็จะเข้าเรือนไปเถิด”

“อืมพวกเรา…มีสิทธิ์เข้าได้หรือ”

“ภายในกว้างขวางพวกเจ้าเป็นทหารคุ้มกันใกล้ชิดของท่านโหวก็คนในเรือนใครจะกีดกัน”

“เช่นนั้นก็อยากเดินชมด้านในอยู่เหมือนกัน”

“ระวังขอบเขตไว้ก็พอ”

พอราชยานพระมเหสีเสด็จเข้าคฤหาสน์ระเบียบเข้มและแรงกดดันก็คลายลงมาก

ในหอพักกลางอุทยานที่ม่านบางพัดพราย พระมเหสีทรงไล่ข้าคนสนิทออก แล้วทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเถียนกับฮูหยินใหญ่เถียน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ บุตรีอกตัญญูนัก เข้าวังแล้วหาได้ปรนนิบัติใกล้ชิดทั้ง

สองไม่”

ท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่ขยับจะประคองให้ลุกแต่พระมเหสีขอกราบให้ได้เสียก่อน ยื้อหยุดกันอยู่ท้ายสุดท่านผู้เฒ่าก็ปล่อยมือ ยอมให้ฮูหยินใหญ่กับพระมเหสีโผกอดกันร้องไห้ฟูมฟาย

“ลูกแก้วของแม่ลำบากนักหนา…”

วังหลังกว้างลึกจะอยู่ให้รอดต้องชิมความขมเพียงใด ท่านผู้เฒ่าถอนใจมองภรรยาอาวุโสทีมองบุตรีที

ริมฝีปากขยับท้ายที่สุดจึงเอื้อนเอ่ยว่า

“ชายเอ๋อร์”

นั่นคือชื่อเล่นของพระมเหสีก่อนออกเรือนพระมเหสีสะท้าน หันกลับ

“ท่านพ่อ”

“น้องชายเจ้ากลับมาแล้วด้วยพานทหาร จึงมิได้ปลดเกราะก่อนหน้าพ่อเลยมิให้ขึ้นมาด้านหน้าตอนนี้พ่อจะไปรับน้องเดี๋ยวพามาพบเจ้าพี่น้องมิได้เจอกันเสียนาน”

“ตอนนั่งในราชยาน ลูกก็เห็นทัพด้านหลังแล้ว น้องชายข้ามีความ

สามารถ ป้องกันชายแดนแทนแผ่นดิน พี่สาวเช่นลูกจึงยิ่งมั่นใจในที่นั่งภายในวัง จักรพรรดิก็โปรดปรานชมเชยว่าน้องคือเสาหลักแห่งแคว้น”

“เป็นขุนนางแบ่งเบาพระราชภาระเป็นธรรมดายิ่งนัก อีกทั้งจักรพรรดิมิได้ขาดเมตตาต่อเรือนเถียน ความโปรดปรานยิ่งทวีขึ้นเรือนเถียนได้รับเกียรติมากเพียงนี้ยิ่งควรทุ่มเทภักดีถวายงาน”

“ท่านพ่อก็คนในเรือนเดียวกันไยต้องตรัสเกรงใจนักเล่าไยต้องใส่ใจยศศักดิ์”

ท่านผู้เฒ่าหน้าที่ยิ้มละไม แลดูอารีแต่พอฟังคำบุตรีในอกกลับเย็นวาบ

คำในคำ เห็นชัด ว่าครานี้การที่บุตรีเยี่ยมบ้านหาใช่เพียงคล้อยตามการทำบุญอายุอย่างเรียบง่าย

ท้ายที่สุดในถ้อยคำของบุตรีมีความหมายจะชักชวนน้องชายตนให้โน้มเข้าไปเคียงข้างสามีของนาง

แต่ในสภาพการณ์ปัจจุบันเรือนเถียนอยู่ห่าง “สถาปนาเป็นอ๋อง” แค่ก้าวเดียวจะปล่อยมือได้หรือ พ่อ…จะยอมปล่อยมือได้อย่างไร

สุดท้ายหญิงที่แต่งออกน้ำสาดทิ้งใจ…หันไปอยู่ข้างชายของนางและลูกของนางอยู่ข้างราชวงศ์สกุลจี้หมดแล้ว คงลืมตัวเสียแล้วว่าเคยเป็น

“หญิงเรือนเถียน”!

ฮูหยินใหญ่ยังร้องไห้นางให้กำเนิดหนึ่งบุตรหนึ่งธิดาล้วนเฉิดฉายจึงสุขสำราญมาเสมอ ย่อมไม่รู้ว่าคำสนทนาของพ่อลูกมีชั้นกลใดแฝงอยู่

ท่านผู้เฒ่าขอตัวก้าวออกจากหอพัก เบื้องนอกหมู่ญาติเรือนเถียนอยู่ค่อนห่างยามนี้คือช่วงบิดามารดาและบุตรีได้อยู่ร่วมกันตามธรรมของครอบครัวมีผู้อื่นอยู่ด้วยกลับทำให้คนพูดไม่ออก

ยามเปิดงานเลี้ยงค่ำทุกคนย่อมได้เห็นพระมเหสีเหล่ารุ่นหลานก็มีโอกาสรับพระราชทานด้วย

ท่านผู้เฒ่าเร่งก้าวไปตามทางเดิน ข้างหน้าตรงระเบียงคด จิ้งหนานโหว เถียนอู๋จิ้งซึ่งพึ่งปลดเกราะกำลังให้สาวใช้พาเดินตรงมา

ยามเห็นบุตรโทสะที่ข่มไว้พลุ่งขึ้นมาทีเดียว ก่อนหน้ารอรับราชยานเขาได้ข่าวแล้วบุตรชายของตน ยกทัพเข้านครแล้วตรงบุกจวนองค์ชาย

ทำองค์ชายสามกลายเป็นคนพิการ! นี่คิดจะทำอะไร!

นี่จะทำอะไรกันแน่! เรือนเถียนต้องการเพียงบรรดาศักดิ์อ๋องหามีความคิดก่อการกำเริบไม่!

ต่อให้คิดจะก่อการกองทัพเจิ้นเป่ยยังไม่เปิดศึกด้วยซ้ำ จวนเจิ้นเป่ยโหว

ยังไม่ฉีกหน้ากัน แล้วเรือนเถียนจะใจร้อนถึงเพียงนี้หรือ!

ในยามหน้าสำคัญเพียงนี้บุตรผู้สุขุมนุ่มลึกกลับทำเรื่องเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าแท้จริงแล้ว…แท้จริงแล้ว…แท้จริง…

“อู๋จิ้งลูกรักทางยาวไกลเหน็ดเหนื่อยมาหรือไม่ ให้พ่อได้ดูหน่อยลมฟ้าใต้แดนทำเจ้าผอมไปหรือเปล่า”

ในถ้อยคำนี้ย่อมมีรักลูกอยู่บ้าง แต่เหนืออื่นใดยามเดินมาเผชิญหน้ากับเถียนอู๋จิ้งบุตรชายของตน กลับถูก “อำนาจแม่ทัพใหญ่” ที่เริงแรงนั้นกดอัดจนต้องชะงัก

ขณะนั้นเองท่านผู้เฒ่าพึงนึกขึ้น บุรุษตรงหน้าหาใช่เพียงบุตรของตนหากคือแม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพจิ้งหนานห้าหมื่นนาย!

ท่านผู้เฒ่าก็ใช่ คือประมุขเรือนเถียนแต่แก่ชราแล้วและ “อำนาจของประมุขตระกูล” ไหนเลยทัดเทียม “อำนาจแม่ทัพ” พอถึงตรงหน้าเถียนอู๋จิ้งทรุดลงคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้งต่อหน้าท่านผู้เฒ่าว่า

“บุตรอกตัญญูยามวันมงคลของท่านพ่อยังมิอาจกลับมาถวายพระชนม์ขอท่านพ่อทรงลงโทษ”

“เฮ้อลูกเรามีงานหลวงติดตัวพ่อจะเจ้าโทษได้อย่างไร”

ท่านผู้เฒ่าก็รีบยื่นมือไปพยุงให้ลุก ครานั้นเองท่านผู้เฒ่าจึงเห็นว่าด้านหลังเถียนอู๋จิ้ง…ยังมีสตรีผู้หนึ่งติดตาม นางแต่งกายชุดกระโปรงดำ ปักปิ่นหยกแพรวพราวรูปโฉมงดงาม หยาดเยิ้ม ทว่าท่านผู้เฒ่าก็จำฐานะของนางได้อ้าปากชี้นิ้วแล้วว่า

“เจ้า…เจ้าเอานางกลับมาด้วยหรือ!”

เถียนอู๋จิ้งหันไปกวักมือเรียกตู้เจียน

“มาคำนับ”

“ลูกสะใภ้คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”

ตู้เจียนคุกเข่าต่อหน้าท่านผู้เฒ่า

“นี่…นี่…เจ้า…ช่างกล้า…เจ้า…”

สตรีผู้นี้คือคนของหน่วยสืบราชการลับแถมฐานะในหน่วยก็ใช่ว่าจะต่ำ

“ท่านพ่อท่านพี่หญิงอยู่เบื้องหน้า ข้าจะพาตู้เจียนไปพบพี่หญิง พี่หญิงกับข้าคุยกันเร่งเร้าเรื่องแต่งภรรยาของน้องมานานแล้ว”

“พระมเหสี…ไม่…พี่หญิงเจ้าอยู่หน้าหอพักกับแม่ของเจ้าแต่…แต่…”

ท่านผู้เฒ่าดูดลมหายใจลึก สีหน้าคืนกลับโดยเร็ว พลันแย้มยิ้มอารีว่า

“อืมสองผัวเมียรีบไปเถิดพี่หญิงเจ้าคอยอยู่นานแล้ว”

ประมุขตระกูลหาใช่ฐานะเบาถึงยามนี้ในใจคุกรุ่นดุจแม่น้ำคว่ำทะลักก็ยังบังคับอารมณ์ให้คืนสงบได้ฉับไว ท่านผู้เฒ่านำเถียนอู๋จิ้งเดินนำหน้าตู้เจียนที่เข้าบ้านครั้งแรกตามหลังมา ท่านผู้เฒ่ากระซิบด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน

“เรื่ององค์ชายสามมันอะไรกันแน่”

“ท่านพ่อบุตรรู้ประมาณอย่าทรงซักอีก”

“เจ้า…เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าตอนนี้สำคัญเพียงใดเจ้าทำให้โอรสของเขาพิการจี้รั่นหาวจะยอมใจ หรือจี้รั่นหาวคนนั้นไม่เหมือนกับเสด็จพ่อที่เหลวไหลของเขา”

“ไม่ต่างกันสักเท่าไรมิใช่ถูกท่านพ่อกับพวกท่านกดไว้เสียจนไร้เสียงหรือไร”

“นี่คนละเรื่อง จี้รั่นหาวหวังจะลงมือกับจวนเจิ้นเป่ยโหว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่ามันคิดอ่านสิ่งใดกับสภาพของวันนี้ หลายร้อยปีแห่งแผ่นดินเยี่ยนล้วนปกครองร่วมกันระหว่างตระกูลขุนนางกับสกุลจี้ จี้รั่นหาวคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดถ้าเขากล้าก็ลองดู!”

ท่านผู้เฒ่าแลเห็นตู้เจียนทำทีผ่อนฝีเท้าถอยไปด้านหลังเหมือนตั้งใจเว้นระยะให้สองพ่อลูกสนทนาจึงเอื้อนวาจาอย่างตามสบายขึ้น

“ฉะนั้นข้าทำให้โอรสเขาพิการหนึ่งคนแล้วอย่างไร”

“ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ จี้รั่นหาวเวลานี้ปะทะอยู่กับกองทัพเจิ้นเป่ยโหวตราบใดสติไม่หลุดกรอบ ก็ไม่กล้าจับเจ้าลงโทษ

กองทัพเจิ้นเป่ยโหวกำลัง ‘ใกล้แตกหัก’ อยู่รอมร่อ เดิมคิดว่าหลี่เหลียงถิงเข้านครแล้ว ทางเหนือคงสงบลงบ้าง

ใครจะรู้ว่าบุตรชายของหลี่เหลียงถิงกลับปรากฏขึ้นที่เหนือเสียเอง ฮ่าๆ

ถ้าเขายังกล้าแตะต้องเจ้าทางใต้ของเรา กองทัพจิ้งหนานก็ต้อง ‘แตกหัก’ กับเขาด้วยเมื่อนั้น ราชบัลลังก์สกุลจี้…เขาจะยังทรงนั่งได้อยู่อีกหรือ”

“เช่นนั้นท่านพ่อยังตำหนิข้าไปไย”

“ข้าตำหนิเจ้าเพราะเดิมทีเรื่องนี้ไม่ต้องหุนหันพลันแล่นเร่งร้อนถึงเพียงนั้น เดิมเป็นกองทัพเจิ้นเป่ยโหวของหลี่เหลียงถิงกดบีบอยู่เบื้องหน้า

เราทั้งหลายตระกูลขุนนางร่วมมือกัน คิดจะสถาปนาสกุลหลี่ขึ้นเป็นอ๋องเพื่อกลบกล่อมเหตุปะทะ ส่วนเรือนเถียนของเรา…

ก็เพียงอาศัยชายคาบุญตกใส่เอาบ้างเท่านั้น หากราชวงศ์สกุลจี้นึกเคียดแค้น ผู้ที่ควรถูกเกลียดเป็นคนแรกก็ต้องเป็นสกุลหลี่

กระทั่งเมื่อพ้นด่านคราวนี้ไป เขายังต้องยิ่งเร่งดึงเรือนเถียน ไว้เป็นพวก แต่เจ้ากลับทำให้องค์ชายสามพิการในวันนี้ มิใช่ดึงเอาคำครหาเข้าบ้านให้เรือนเถียนหรือไร”

“ท่านพ่อ เช่นนั้นบุตรถามรากฐานยืนหยัดของเรือนเถียนคือสิ่งใด”

“สายสืบทอดร้อยปี”

“นั่นมันเมื่อก่อน”

“ที่นาหมื่นหมู่ ครัวเรือนชาวนาเป็นหมื่น”

“หาใช่ปัจจุบัน”

ท่านผู้เฒ่าสกุลเถียนเม้มริมฝีปาก แล้วว่า

“กองทัพจิ้งหนานห้าหมื่น!”

“ถูกแล้วกองทัพจิ้งหนานห้าหมื่น ตราบเท่าที่จับ ‘ใจทหาร’ ไว้ได้เรือนเถียนของเรา ก็ยืนอยู่ในจุดที่มิอาจพ่าย เหตุไฉนเรื่องสถาปนาอ๋องครานี้จึงมาตกที่เรือนเถียน มิใช่ที่สี่ตระกูลใหญ่มิใช่เพราะบุตรกุมกองทัพจิ้ง

หนานมากว่าสิบปีหรอกหรือ”

“ฉะนั้น เจ้ากำลังใช้ ‘องค์ชาย’ ซื้อใจผู้คนกระนั้นหรือ”

“เพื่อพวกเขา เพื่อออกหน้าแทนพวกเขา บุตรยอมแม้กระทั่งทำองค์ชายให้พิการได้”

อกผอมแกร่งของท่านผู้เฒ่ากระเพื่อมขึ้นลงอยู่ครู่ สุดท้ายยกมือขึ้นตบไหล่เถียนอู๋จิ้งเบาๆ ว่า

“ลูกรักของพ่อ…โตแล้วส่วนพ่อ…แก่แล้ว หากมิใช่ว่าเจ้าต้องกลับไปหยินหลาง ตำแหน่งประมุขตระกูลแท้จริงควรถ่ายให้เจ้ามานานแล้ว”

“ท่านพ่อตำแหน่งประมุขเรือนเถียนบุตรมิได้นำมาไว้ ในสายตาเท่าใดนัก”

“ฮึ ปากกล้าดีช่างเหมือนพ่อยามหนุ่มไม่มีผิด!”

สีหน้าท่านผู้เฒ่าพลันจากครึ้มกลับแจ่ม ยิ้มเสียงหัวเราะ พร้อมทั้งไม่ลืมหันไปเอ่ยเรียกตู้เจียนที่จงใจเดินรั้งท้ายอยู่ไกลๆ

“สะใภ้ของข้าหรือว่าขาไม่ค่อยดีไยถึงเดินช้าถึงเพียงนี้เล่า กระทั่งสู้เฒ่าวัยเจ็ดสิบอย่างข้ายังไม่ได้ วันหน้าเช่นนี้จะให้หวังพึ่งสะใภ้มาปรนนิบัติ

ได้อย่างไร”

ตู้เจียนได้ยินก็ยิ้มพราว ยกกระโปรงวิ่งเหยาะเข้ามา

เห็นท่าทางซุกซนปนล้ำเส้นของตู้เจียน วาบหนึ่งแห่งแววตาของท่านผู้เฒ่าก็ฉายความสบประมาทขึ้นวูบเดียวท้ายสุดก็ใช่…

เป็นหญิงจากหน่วยสืบราชการลับจะเทียบชั้นกุลสตรีบ้านขุนนางได้อย่างไรหยาบนัก!

แต่พอคิดว่า หากอยากให้บุตรชายสถาปนาเป็นอ๋องโดยราบรื่น ให้เรือนเถียนได้บรรดาศักดิ์สืบสันตติวงศ์ ปล่อยให้จี้รั่นหาวปักหญิงจากหน่วยสืบราชการลับคนหนึ่งไว้ในเรือนเราแล้วจะเป็นไร

ฉวยจังหวะที่ตู้เจียนยังวิ่งเข้ามาไม่ถึง ท่านผู้เฒ่าก็เอ่ยต่อทันที

“จี้รั่นหาว งดว่าราชการมาแล้วสิบวัน พรุ่งนี้สี่ตระกูลใหญ่บวกเรือนเถียนของเราและสามสิบประมุขตระกูลทั่วแผ่นดินเยี่ยน จะเข้าเฝ้าในวัง เรื่องนี้…ก็จะลงดาบเด็ดขาดในที่สุด สกุลจี้คว่ำฟ้าไม่ได้หรอก ไปพี่หญิงของเจ้าอยู่ด้านใน”

เมื่อเถียนอู๋จิ้งเคียงไหล่ตู้เจียนเข้าหอพักงาม ฮูหยินใหญ่เถียนกับพระ

มเหสีก็พึ่งพรากกอดกัน เพียงที่หางตายังแดงช้ำมีรอยคราบน้ำตาค้างอยู่เถียนอู๋จิ้งก้าวขึ้นก่อน คุกเข่าคำนับฮูหยินใหญ่เถียนว่า

“บุตรคารวะท่านแม่ ขอให้ท่านแม่สุขสบาย”

“สะใภ้คารวะท่านแม่ ขอให้ท่านแม่สุขสบายเจ้าค่ะ”

ท่านผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆ เห็นภาพนี้ก็พยักหน้าในใจเล็กน้อย เผลอคิดซ้ำอีกคำลูกสาวแต่งออกก็เหมือนสาดน้ำทิ้งมีแต่ลูกชายนี่แหละที่พึ่งพาได้

ส่วนพระมเหสีซึ่งประทับนั่งอยู่ที่อาสน์สูงพอเห็นน้องชายเข้ามาก็เร่งคุกเข่าต่อท่านแม่ก่อน แล้วปล่อยให้ตัวเองผู้เป็นพี่หญิงและเป็นพระมเหสีถูกวางไว้ข้างหนึ่งพระทัยก็เย็นวาบในทันที

ความโกรธพลุ่งขึ้นมาระลอกหนึ่งทว่าก็ถูกบังคับกลืนกลับลงไป

พระมเหสีไม่ทรงเชื่อเป็นอันขาด กระทั่งบิดามารดายังทราบธรรมเนียมต้องเริ่มด้วยพิธีขุนนางต่อพระมเหสีก่อน

แล้วค่อยว่าความเป็นพ่อแม่ลูกแต่น้องชายที่คุมทัพภายนอกมานานและเคร่งกฎที่สุดกลับจะไม่รู้!

การกระทำของน้องก็คือกำลังประกาศกับนางว่าเขาเป็น ‘คนของเรือนเถียน’เรือนเถียนจึงมาก่อนในหัวใจของเขา!

พระมเหสีพยายามกลืนกลั้นความรู้สึก สภาพนอกวังยามนี้นางผู้เป็นประมุขฝ่ายในจะไม่รู้ได้อย่างไร

นอกมีสี่ค่ายทัพ เจิ้นเป่ยโหวสองแสนนายจ้องเขม็ง เข้ามีตระกูลขุนนางนับสิบร่วมกันกดดันพระสวามีของนางช่วงนี้เกือบเดือดดาลถึงขีดสุด!

แต่ฝ่ายนางกลับไม่อาจทั้งปลอบทั้งเอื้อนเอ่ยคำใดเพราะในเรื่องนี้มี ‘เรือนมารดา’ ของนางเรือนเถียนปะปนอยู่!

ในเสียงเรียกร้อง “อ๋องเหนือ อ๋องใต้” อ๋องฝ่ายใต้…ก็คือน้องชายผู้ร่วมสายเลือดของนางเอง!

เข้าสู่วังแล้วนางคือสตรีของจักรพรรดิ จักรพรรดิ…คือสวามีร่วมชีวิตของนาง

นางมิได้หลงทาง นางแจ่มชัดนัก ต่อให้นางไม่คิดแทนพระสวามี ต่อให้ราชสกุลเย็นชา นางก็ยังจำต้องคิดแทน ‘พระโอรส’ ของนาง

พระโอรสของนางกำลังจะได้เป็นรัชทายาทอยู่รอมร่อครั้นพระโอรสขึ้นครองราชย์แล้วเมื่อเผชิญหน้า “อ๋องเหนือ อ๋องใต้” จะทรงขับเคลื่อนอย่างไร ราชบัลลังก์พระโอรสของนางจะทรงนั่งอย่างมั่นคงได้หรือ

นางคือพระมเหสีคือสตรีของสกุลจี้คือ ‘พระมเหสีของสกุลจี้’ นาง

ชัดเจนเหลือเกินก็เพราะสกุลจี้ นางจึงมีเกียรติได้กลับเยือนบ้านในวันนี้ หากนางดันทุรังจะช่วยแต่เรือนของตน

วันหน้าหากเรือนเถียนแทนที่แผ่นดินเยี่ยนด้วย ‘เรือนเถียน’ ได้จริงนั่นจะเกี่ยวอันใดกับนาง

พระโอรสของนางจะเป็น ‘จักรพรรดิถูกปลด’ นางจะเป็น ‘ไทเฮาแห่งราชสำนักก่อน’ ในเรือนเถียนใครจะเห็นค่านาง นางยังต้องการตำแหน่งอันใดอีกเล่า

“ลูกรักของแม่…ลำบากนักหนา ลูกรักของแม่…”

ฮูหยินใหญ่เถียนสวมกอดเถียนอู๋จิ้งร่ำไห้โอบขวัญ ครั้นเห็นตู้เจียนก็ชะงักไปเล็กน้อย พอทราบว่าเป็นสะใภ้ของตน

แม้ในใจจะรู้สึกฝืนๆ อยู่บ้าง อยู่ดีไม่ว่าดียังมิได้ยกขันหมากแต่งเข้า หรือแม้แต่ระเบียบรับอนุภรรยาก็มิได้ถือ กลับพาสตรีเข้าบ้านเอาดื้อๆมิชวนชื่นหูชื่นตาเลย

แต่ในฐานะแม่ต่อสามีตน นางอาจไม่อยากให้มีหญิงมากนัก กระนั้นกลับ ‘ลูกชาย’ มักหวังให้มีหญิงมากๆ ฮูหยินใหญ่จึงถอดกำไลหยกจากข้อมือตนมอบให้ตู้เจียน ตู้เจียนรีบถวายคำขอบคุณ

แล้ว เถียนอู๋จิ้งจึง “ทำท่าเหมือน” เพิ่งเห็นว่าพระมเหสีพี่หญิงอยู่ด้วย

คำนับว่า

“ข้าน้อยเข้าเฝ้าพระมเหสี ขอให้พระวรกายฟื้นฟู มีพระชนม์เกษมสำราญ”

“ลุกเถิด”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“น้องชายลำบากแล้ว ป้องกันชายแดนแทนชาติจักรพรรดิทรงยกย่องเจ้าอยู่เสมอ”

“ข้าน้อยเพียงทำหน้าที่ของขุนนาง หาอาจคู่ควรแก่คำสดุดีของจักรพรรดิไม่”

“น้องพี่ ข้าคราวนี้กลับมา…”

“ท่านพ่อ ท่านแม่บุตรอ่อนล้าแล้ว เปิดงานเถิด พอเปิดงานบุตรก็จะได้พักให้เต็มที่”

“…” พระมเหสี

“ดีๆ เปิดงาน เปิดงาน!”

ท่านผู้เฒ่าตัดสินใจฉับไวท่าทีของบุตรทำให้พอใจนัก อีกทั้งท่านก็รู้ว่าคู่นี้สมัยเยาว์สนิทกันมาก ท่านกังวลอยู่จริงๆ ว่าลูกสาวจะเอ่ยกล่อมให้ลูกชาย ‘ต้านสถาปนาอ๋อง’

นี่คือยามก้าวกระโดดของเรือนเถียนทั้งตระกูลวันหน้าจะมิใช่ “สี่ตระกูลใหญ่” อีก ว่าด้วยชาติตระกูลแห่งแผ่นดินเยี่ยนต้องยก

“อ๋องเหนือ อ๋องใต้” เป็นประมุข!

งานเลี้ยงเปิดฉาก

เหล่าญาติแกนกลางเรือนเถียนพร้อมหน้าในอาศรมงาม ค่ำคืนย่างกรายอย่างรวดเร็วแต่ทั่วอาศรมชูโคมประดับแพรพรายครึกครื้นนัก

พระมเหสีเสด็จออกก่อน เหล่าคนทั้งปวงรวมทั้งท่านผู้เฒ่าและฮูหยินใหญ่จึงคุกเข่าถวายคำนับอีกครา ครั้นพระมเหสีรับสั่ง “ลุกเถิด” งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น

รุ่นหลานเรือนเถียนทยอยออกมาท่องอักษรหรือแสดงยุทธ์ เพื่อขอรับคำชมจากพระมเหสีเป็นกระบวน ยามงานเลี้ยงตามธรรมเนียม ครั้นกระบวนต่างๆ จบ พระมเหสีก็ตรัสว่าพระวรกายไม่สบายขอลงไปพักก่อน

ทุกคนย่อมคุกเข่าถวายคำนับส่งเสด็จอีกครั้ง พอพระมเหสีเสด็จออกจิ้งหนานโหวก็พาตู้เจียนสตรีผู้พึ่งได้พบปะญาติในวันนี้ขอตัวลงไปพักด้วย

ยามสองบุคคลสำคัญลุกจากโต๊ะ บรรยากาศงานเลี้ยงจึงคึกคักขึ้นอย่างแท้จริง ทุกคนจึงได้รายล้อมท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่อย่างสบายอารมณ์ กิน ดื่ม และเพ้อฝันถึงวันหน้า

ผู้ที่รวมตัวอยู่ที่นี่ล้วนเป็นแกนกลางของเรือนเถียนย่อมรู้ดีว่าเพียงพรุ่งนี้ผ่านพ้นเรือนของตน จะก้าวทะยานเพียงใดกระทั่งกล่าวได้ว่าสถาปนาอ๋องน่าตื่นเต้นกว่าการที่พระมเหสีกลับบ้านเสียอีก

“โอ๊ะ เด็กน้อย ระวังสิ”

เจิ้งฝานเอื้อมมือคว้าเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งปรูดไปริมสระไว้ทัน

เด็กหญิงผิวแก้มชมพูดุจตุ๊กตาพอร์ซเลน น่าเอ็นดูนัก มือเล็กยังถือผลไม้แช่อิ่มอยู่ชิ้นหนึ่ง กำลังเคี้ยวตุ้ย

“ถิงเจียเอ๋อร์ ถิงเจียเอ๋อร์” ไม่ไกลนัก มีสาวใช้ร้องเรียกอยู่ เห็นได้ว่ากำลังตามหาเด็กหญิงที่แอบเล็ดรอดออกมาคนนี้

“นั่นมาหาเจ้าแล้วล่ะ อย่าหนีไปไหนอีกนะ ยามฟ้ามืดตึดตื๋ออย่างนี้ตกสระลงไปเข้า คนอื่นจะไม่ทันเห็น”

เจิ้งฝานเอ่ยเตือนเด็กหญิงในอ้อมแขน

ก็เพราะนางช่างน่ารักยิ่งนัก จึงไปสะกิด “ความเป็นพ่อ” ในอกเจิ้งฝานขึ้นมาวูบหนึ่ง

“ท่าน…กิน…”

เด็กหญิงคงเห็นว่าคุณอาผู้โอบอุ้มตัวเองไว้คนนี้ดูไม่น่ารังเกียจ จึงยื่นผลไม้แช่อิ่มในมือมาจ่อปากเจิ้งฝาน

เจิ้งฝานส่ายหน้า “เจ้ากินเถิด ข้าไม่กิน” เด็กหญิงทำหน้าบึ้ง ตบอกเจิ้งฝานเพี๊ยะหนึ่ง แล้วงอนง้อว่า

“ท่าน…กิน!”

“ฮะๆๆ”

อาการโกรธงอนของเด็กหญิงตัวแค่นี้ยิ่งทำให้น่าเอ็นดู

“อ้าอยู่นี่เอง”

“ถิงเจียเอ๋อร์อยู่นี่!”

สาวใช้สองคนวิ่งเข้ามา รีบรับตัวเด็กไปจากอ้อมแขนเจิ้งฝาน เห็นเจิ้งฝานสวมเกราะ สาวใช้เอ่ยว่า

“ขอบพระคุณท่านมากเจ้าค่ะ”

“ดูแลเด็กให้ใกล้ชิดหน่อยเถิด”

“ถิงเจียเอ๋อร์ซุกซนเจ้าค่ะ เผลอแป๊บเดียวก็วิ่งหนีออกมาจากอาศรมงามแล้ว”

“ใช่เจ้าค่ะ นิสัยถิงเจียเอ๋อร์หัวดื้อเอาการ ในคฤหาสน์ไม่มีใครกล้าแหย่ นางเป็นดวงใจของท่านผู้เฒ่าใหญ่ ท่านผู้เฒ่าใหญ่ถึงกับเรียกนางว่า ‘สาวเผ็ด’ เลยเชียว”

แม้ยามนี้ “เผ็ดร้อน” ยังมิได้แตกแขนงเป็นสำรับใหญ่ดุจห้องครัวแห่งยุคภายหลัง แต่ด้วยเส้นทางสายไหม เครื่องเผ็ดจำพวกพริกก็หาใช่ของหายาก โดยเฉพาะเรือนผู้มั่งคั่งที่มักโปรดลองลิ้มสำรับใหม่ก่อนผู้ใด

เจิ้งฝานพยักหน้า มองสองสาวใช้อุ้มเด็กน้อยจากไปแล้วตนเองก็บดก้นบุหรี่ที่พื้น ก่อนหมุนกายเดินกลับ

บรรดาทหารคุ้มกันใกล้ชิดและทหารกองจิ้งหนานที่ตามจิ้งหนานโหวกลับมานคร ล้วนถูกจัดให้มีกับข้าวอย่างดี มีทั้งเนื้อทั้งน้ำซุป ทุกคนกิน

กันเอร็ดอร่อย

เจิ้งฝานพอเดินกลับถึง ก็เห็นเงาร่างหนึ่งคุ้นตาปรากฏขึ้น แรกทีเดียวยังมิใส่ใจ กระทั่งเดินใกล้เข้ามาจึงเห็นว่าเป็นจิ้งหนานโหว เถียนอู๋จิ้งด้วยพระองค์เอง

จิ้งหนานโหวซึ่งก่อนหน้าเพิ่งถอดเกราะกาญจนาผ่อง ครานี้กลับทรงสวมเกราะอีกวาระ และในเงาหลังของท่านโหว เจิ้งฝานก็มองเห็นตู้เจียน

พอเห็นท่านโหวในชุดเกราะเสด็จมาปรากฏเบื้องหน้า เหล่าทหารจิ้งหนานทั้งสิ้นต่างวางท่าทีสบายๆ และวางของกินลงพร้อมเพรียง รีบเรียบเครื่องเกราะบนกายยืนตรงทันที

ฉับพลัน ใจเจิ้งฝานก็ไหววาบ ลางร้ายบางอย่าง เริ่มผุดขึ้นจากก้นบึ้งจิตหาใช่กลัวสิ่งใดหากเป็นอาการตะลึงงันเพราะสันนิษฐานของตนเองต่างหาก

สายพระเนตรของจิ้งหนานโหวกวาดมองรอบค่าย แล้วในไม่ช้า แปดนายกองร้อยของกองทัพจิ้งหนานก็พร้อมใจก้าวออกหน้า เจิ้งฝานสูดลมหายใจลึก แล้วก้าวตามไป

แปดนายกองร้อยบวกเจิ้งฝาน คุกเข่าข้างเดียวเบื้องหน้าจิ้งหนานโหว

“กองทัพจิ้งหนานฟังคำสั่ง!”

“ใต้บังคับบัญชาพร้อม!”

“ใต้บังคับบัญชาพร้อม!”

“ใต้บังคับบัญชาพร้อม!”

วินาทีนั้นเอง ทหารจิ้งหนานโดยรอบทั้งค่ายคุกเข่าลงพร้อมเพรียง อาการสบายเมื่อครู่ถูกกวาดหาย เหลือไว้แต่ไอคุกคามแห่งศึกกล้า…ข้นเสียจนประหนึ่งจะหยดเป็นน้ำ

“ล้อมอาศรมงามเดี๋ยวนี้!”

เจิ้งฝานก้มหน้า อ้าปาก สูดลมหายใจยาวเงียบงัน ส่วนแปดนายกองร้อยอีกฝ่าย เมื่อได้ยินรับสั่งก็ถึงกับอึ้งงันไปชั่วแล่น แต่พวกเขาก็ก้มหน้าในบัดดล

กองทัพจิ้งหนานถูกจิ้งหนานโหวยึดกุมมานานกว่าสิบปี ในสายตาทหารจิ้งหนานโหวคือเทพนักรบของพวกเขา ยิ่งกว่านั้น หลายคนยอมรับเฉพาะคำสั่งท่านโหว…มิใช่พระราชโองการของจักรพรรดิเสียด้วยซ้ำ

“ล้อมแล้วภายในอาศรมงาม อย่าให้เหลือแม้แต่ไก่สักตัวสุนัขสักตัว!”

รับสั่งนี้ราวอสนีบาตผ่าลงกลางใจ แรงเสียจนร่างแปดนายกองร้อยแทบสั่นสะท้าน แต่สัญชาตญาณทหารย่อมชนะทุกสิ่ง ครั้นรับคำสั่งแล้ว

จึงขานรับพร้อมกันว่า

“ใต้บังคับบัญชาขอน้อมปฏิบัติ!”

“ใต้บังคับบัญชาขอน้อมปฏิบัติ!”

“ใต้บังคับบัญชาขอน้อมปฏิบัติ!”

ชั่วอึดใจ ทหารจิ้งหนานนับพันในความควบคุมของนายกองร้อยตน บัดนั้นเกราะประสานเสียงกราว กรูเข้าโอบล้อมอาศรมงาม

คลื่นคนสวมเกราะเมื่อแล่นผ่านหน้าจิ้งหนานโหวก็แตกกระแส หลบโดยสำนึก ประหนึ่งกระแสชลแตกไหลเวียนรอบโขดศิลายิ่งใหญ่โดยมีจิ้งหนานโหวยืนตระหง่านดังศิลาภูผา ตู้เจียนยืนเคียงข้างท่านโหว เงยหน้ามองบุรุษของตน จิ้งหนานโหวเอื้อมพระหัตถ์กุมมือของตู้เจียน ตรัสว่า

“วันนี้ทำให้เจ้าต้องกล้ำกลืนแล้ว”

“ท่านเจ้าค่ะฉันหาได้กล้ำกลืน วันนี้ก็นับว่าได้เข้าบ้านแล้วต่างหาก ท่านต่างหากเล่าที่แท้จริงแล้วต้องกล้ำกลืน”

“ฮ่า ฮ่า ตัวเรา…ไม่รู้สึกอัดอั้น”

พระเศียรเงยเล็กน้อย ทอดเนตรสู่ทางช้างเผือกขาวสุกในเวิ้งราตรี

ตรัสเสียงต่ำว่า “การโค่นล้มเหล่าตระกูลศักดินาแห่งแผ่นดินเยี่ยนเริ่ม ณ เรือนเถียนของเรา”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 125 – การคว่ำล้มตระกูลขุนนางแห่งแผ่นดินเยี่ยน!

คัดลอกลิงก์แล้ว