- หน้าแรก
- สร้างฐานกับเจ้าก้อนขนในวันสิ้นโลก
- บทที่ 17
บทที่ 17
บทที่ 17
บทที่ 17
นกมีความสามารถในการได้ยินที่เฉียบคมเป็นอย่างมาก ทั่วทั้งตัว ขน และเท้าของพวกมันต่างก็มีอวัยวะตรวจจับที่สามารถรับเสียงได้ แม้แต่การสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็สามารถถูกตรวจจับได้
ดังนั้นการที่คนจะออกจากชุมชนโดยไร้เสียงนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อใดที่ตกอยู่ในการรุมล้อมของพวกมัน แม้จะมีสามเศียรหกกรก็ยากจะหนีรอด
แต่ต้านหลิงคิดไปคิดมา ดูเหมือนวิธีเดียวที่มีคือหาใครสักคนไปเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน
ซอมบี้ไม่มีสมอง ซอมบี้นกพวกนี้จะรุมโจมตีเพียงแค่คนคนเดียวภายใต้การนำของผู้นำเท่านั้น และพวกมันจะไม่แย่งอาหารกับซอมบี้ตัวอื่น
ต้านหลิงไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะซอมบี้ต่างสายพันธุ์มีกฎภายในที่ตกลงกันไว้แล้ว หรือเพราะสาเหตุอื่นใด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ซอมบี้นกเหล่านี้ไม่ได้ไปแย่งเหยื่อของซอมบี้ตัวอื่นเลย แต่กลับออกล่าด้วยตัวเอง
นอกจากผู้นำแล้ว ขนาดตัวของซอมบี้นกตัวอื่นก็ไม่ต่างจากนกธรรมดามากนัก ดังนั้นแม้จะมีนกเป็นฝูงรุมโจมตีคนคนเดียว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีนกตัวไหนอิ่ม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่พวกมันเลือกที่จะไม่แยกกันออกล่าก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหัวหน้าตัวนั้นอัปเลเวลแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นแบบนี้อีกต่อไป
ยิ่งสิ่งมีชีวิตแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ปริมาณพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ นกสามารถบินได้สูงมาก ต้านหลิงที่อาศัยอยู่บนชั้น 11 ก็เคยเห็นพวกมันเป็นปกติ ถ้าหากในอนาคตพวกมันเข้ามาโจมตีในห้องผ่านทางหน้าต่าง เธอจะหลบไปไหนได้?
ต้องรีบอัปเลเวลแล้ว
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ ต้านหลิงก็กำหน้าไม้คอมพาวด์ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้เธอจะใช้งานหน้าไม้คอมพาวด์ได้คล่องแคล่วขึ้นทุกวัน แต่หากจะให้เธอสังหารซอมบี้นกระหว่างเคลื่อนที่นั้น ยังค่อนข้างยากสำหรับเธอ
ไจ่ไจ๋เองก็อาจจะทำได้ แต่ปัญหาคือตอนนี้ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาหลังจากติดเชื้อซอมบี้เลย เธอจะกล้าปล่อยให้ไจ่ไจ๋ไปเสี่ยงได้อย่างไร?
เธอเปิดประตูออกไปฆ่ามอนสเตอร์อีกครั้ง เมื่อเธอสังหารซอมบี้ตัวที่สามเสร็จ ก็มีคนสวมหมวกกันน็อกคนหนึ่งเดินขึ้นมาถึงชั้นแปด
เขาไม่ได้เดินเข้ามาพูดคุยกับต้านหลิง ทันทีที่เห็นต้านหลิง อีกฝ่ายก็หันหลังเดินจากไปทันที ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ในยุควันสิ้นโลกต่างก็ระมัดระวังตัว และจะไม่ยอมพูดคุยหรือทำความรู้จักกับใครง่ายๆ อีกทั้งยังไม่มีความคิดที่จะแย่งมอนสเตอร์หรือมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่นด้วย
นี่เป็นเพราะกฎหมายและศีลธรรมในอดีตยังคงจำกัดการกระทำของพวกเขาอยู่ และยังเป็นเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าตัวเอง เนื่องจากตอนนี้ผู้เล่นไม่สามารถตรวจสอบเลเวลของผู้เล่นคนอื่นได้
การที่อีกฝ่ายจากไปทันทีไม่ได้ทำให้ต้านหลิงลดความระมัดระวังลงเลย ในขณะที่สังหารซอมบี้ เธอก็ยังเก็บแรงบางส่วนไว้รับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โชคดีที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะจากไปจริง ๆ จนกระทั่งต้านหลิงสังหารซอมบี้ตัวที่สี่เสร็จและอัปเลเวลได้ อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย
หลังจากวันสิ้นโลก ก็เป็นยุคของพวกหมวกกันน็อก เหมือนกับที่โจรใช้ถุงน่องคลุมหน้าตัวเอง บางคนอาจไม่รังเกียจที่จะทำสิ่งชั่วร้าย เพราะมีหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าอยู่แล้ว ถึงแม้จะถูกคนอื่นเห็นในระหว่างที่ทำความชั่ว ใครจะไปแน่ใจได้ว่าคนคนนั้นคือตัวเองล่ะ?
หลังจากอัปเลเวลแล้ว ต้านหลิงไม่ได้รีบจัดการต่อ เธอเตะซอมบี้ออกไปแล้วปิดประตู จากนั้นก็เปิดหน้าจอส่วนตัวขึ้นมาดู
ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการอัปเลเวลเพิ่มขึ้นจากยี่สิบเป็นสี่สิบในทันที แม้จะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ต้านหลิงก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้
ตามประสิทธิภาพในตอนนี้ การอัปเลเวลให้ได้หนึ่งเลเวลภายในสองวันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไร
อีกอย่าง การเปลี่ยนอาชีพจะเปิดให้ทำได้เมื่อถึงเลเวลสิบเท่านั้น ด้วยความยากในตอนนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?
ต้านหลิงอดสงสัยในสิ่งที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ไม่ได้ เธอคิดผิดไปหรือเปล่า บางทีการเปลี่ยนอาชีพอาจไม่ได้เปิดที่เลเวลสิบ แต่อาจเป็นเลเวลห้าต่างหาก?
เพราะตามกฎในตอนนี้ เลเวลห้าก็ต้องใช้ประสบการณ์ถึง 80 หน่วยแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นสิบวันหรือครึ่งเดือนกว่าจะทำได้ เกมไหนที่ช่วงเริ่มต้นยาวนานขนาดนี้บ้าง?
ต้านหลิงเบิกคิดมากเรื่องนี้ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่รีบเพิ่มแต้มเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงเมื่อค่าสถานะแต่ละอย่างถึงสิบแต้ม
เธอออกไปสังหารซอมบี้อีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าการเพิ่มแต้มจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นจึงควรเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร อย่างน้อยก็ควรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
หลังจากจัดการกับซอมบี้ที่เหลือทีละตัว ต้านหลิงก็กลับบ้านพร้อมกับประสบการณ์ที่ได้มาใหม่สี่แต้มและเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคหมดแล้วหรืออย่างไร ชั้นนี้ถึงไม่ดรอปอุปกรณ์ใด ๆ ออกมาอีกเลย แถมหน้าไม้อีกอันก็ยังพังเพราะใช้งานบ่อยเกินไปจนใช้ไม่ได้แล้วด้วย
หลังจากเก็บรวบรวมทรัพยากรที่มีประโยชน์เสร็จแล้ว ต้านหลิงก็พาไจ่ไจ๋กลับบ้าน ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย และดึงผ้าม่านลงมา
หลังจากเห็นซอมบี้นก ต้านหลิงก็ตัดสินใจว่าจะไม่เปิดหน้าต่างในตอนกลางวันอีกต่อไป ถึงแม้ข้างในจะมืดหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็จะไม่ถูกพวกมันจ้องมอง
เธอเทอาหารแมวให้ไจ่ไจ๋ จากนั้นก็จัดเตรียมอาหารและน้ำให้เรียบร้อย วางยาและน้ำไว้ข้าง ๆ หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เธอก็หายใจเข้าลึก ๆ และเพิ่มแต้มสถานะอิสระหนึ่งแต้มลงในพลังจิต
ในชั่วขณะที่แต้มสถานะอิสระถูกเพิ่มเข้าไป ต้านหลิงไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไร หากจะให้พูดก็คือในใจรู้สึกเหมือนว่ามาถึงขีดจำกัดแล้ว ราวกับว่าถ้าเพิ่มแต้มสถานะต่อไป จะเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้น
เกมบ้าอะไรนี่ นอกจากความยากระดับนรกแล้ว ยังจะมีการจำกัดเลเวลอีกหรือ?
ต้านหลิงขมวดคิ้ว ถ้ายังจำกัดเลเวลอีก แล้วผู้เล่นที่พยายามอัปเลเวลอย่างหนักจะพยายามไปทำไม? ในเมื่อสุดท้ายทุกคนก็มีเลเวลเท่ากันไม่ใช่หรือ เท่ากับว่าพยายามไปก็เสียเปล่า
เธอพยายามระงับอารมณ์ด้านลบที่ผุดขึ้นมาในใจ จากนั้นก็เปิดหน้าจอสถานะขึ้นมาดูและพยายามคิดอย่างหนัก
หลังจากคิดอยู่นาน ต้านหลิงก็พอจะหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองฟังได้บ้าง เธอไม่น่าจะอัปเลเวลไม่ได้ แต่น่าจะเป็นเพราะค่าสถานะอื่น ๆ ตามไม่ทัน ค่าสถานะแต่ละอย่างจะต้องเสริมซึ่งกันและกันจึงจะสามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ ไม่มีเหตุผลที่พลังจิตจะคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าในตอนนี้พลังจิตจะดูเหมือนเป็นอิสระและไม่ต้องการความช่วยเหลือจากค่าสถานะอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการเลย
ดังนั้น...มันคือความอึด!
ความอึดของเธอมีแค่หกแต้มเมื่อสวมใส่อุปกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่ถ่วงเธอไว้มาก มีความแตกต่างกับพลังจิตถึงสี่แต้ม ซึ่งเกือบเท่ากับความแตกต่างระหว่างคนสองคนเลยทีเดียว เพราะสำหรับคนที่มีสุขภาพไม่ค่อยดี ค่าสถานะเริ่มต้นอาจจะมีแค่สี่แต้มหรือสามแต้มด้วยซ้ำ
จะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ หลังจากนี้ก็คงต้องทดลองดู เพราะตอนนี้พลังจิตก็ไม่สามารถเพิ่มได้แล้ว คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ และไม่ว่าจะอย่างไร การเพิ่มแต้มไปที่ความอึดก็ไม่ทำให้เสียเปรียบอย่างแน่นอน
ถึงแม้การเพิ่มแต้มจะนำข่าวร้ายมาให้ต้านหลิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข่าวดีเลย เพราะพลังจิตสิบแต้มทำให้ต้านหลิงได้รับความสามารถพิเศษมา!
【ความสามารถพิเศษ: การหยั่งรู้รายละเอียด (ชั่วคราว)
คำอธิบาย: พลังจิตที่โดดเด่นกว่าใครทำให้คุณสังเกตเห็นรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ได้ง่ายขึ้น】
คำอธิบายที่คลุมเครือทำให้ต้านหลิงรู้สึกงงงวย ความสามารถพิเศษนี้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แถมยังมีคำว่า "ชั่วคราว" กำกับอยู่ส่วนท้ายอีกด้วย นี่เป็นเพราะพลังจิตที่ถึงสิบแต้มเกิดจากการสวมใส่อุปกรณ์หรือ? หากถอดอุปกรณ์ออกก็จะไม่ถึงสิบแต้ม ทำให้เป็นเช่นนี้หรือเปล่า?
ใช่หรือไม่ ลองดูก็รู้ เพราะอย่างไรเธอก็ไม่รู้ว่าความสามารถพิเศษนี้มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว หากหายไปก็คงไม่เสียดายมากนัก
เมื่อถอดสร้อยคอออก ก็เป็นอย่างที่ต้านหลิงคาดการณ์ไว้ ช่องความสามารถพิเศษในหน้าจอสถานะหายไปจริง ๆ เมื่อสวมกลับเข้าไปอีกครั้ง ความสามารถพิเศษก็กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ความสามารถพิเศษที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่ [การหยั่งรู้รายละเอียด] ที่เห็นเมื่อครู่
【ความสามารถพิเศษ: สัญชาตญาณเฉียบคม (ชั่วคราว)
คำอธิบาย: พลังจิตที่เหนือกว่าทำให้คุณมีสัญชาตญาณที่ไม่ธรรมดา และค้นพบอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดได้ง่ายขึ้น】
ต้านหลิงคิดใคร่ครวญ เธอเหมือนจะพบบั๊กที่สามารถใช้ฟาร์มความสามารถพิเศษที่พอใจได้แล้ว?
หลังจากถอดและสวมใส่อุปกรณ์ซ้ำไปซ้ำมา ต้านหลิงก็พบว่าความสามารถพิเศษที่สามารถฟาร์มได้มีไม่มากนัก มีเพียงห้าอย่างเท่านั้น ได้แก่ [การหยั่งรู้รายละเอียด], [สัญชาตญาณเฉียบคม], [ห้วงเวลาวิกฤต], [มุมมองพระเจ้า] และ [การสื่อสารกับชีวิต]
ความสามารถพิเศษ [การหยั่งรู้รายละเอียด] นี้ ต้านหลิงยังไม่รู้ว่ามีประโยชน์อย่างไร ส่วนอีกสองสามอย่างหลังนั้นค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายกว่า [สัญชาตญาณเฉียบคม] คล้ายกับสัญชาตญาณที่หก [ห้วงเวลาวิกฤต] จะทำให้ผู้เล่นสามารถมองเห็นวิถีการเคลื่อนที่ของวัตถุได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นการวิ่งของไจ่ไจ๋ จะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวช้าในสายตาของต้านหลิง
อย่างไรก็ตาม ความสามารถพิเศษนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์กับต้านหลิงมากนัก เพราะบางครั้งถึงแม้สายตาจะตามทัน แต่ความเร็วในการตอบสนองของร่างกายกลับตามไม่ทัน ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้เล่นที่ชอบการต่อสู้ระยะประชิดและต้องการสังหารในครั้งเดียว โดยใช้ความสามารถพิเศษนี้เพื่อหาจุดอ่อนในการโจมตีของศัตรู
ส่วน [มุมมองพระเจ้า] ในความคิดของต้านหลิง นี่คือความสามารถพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาความสามารถพิเศษที่พบในตอนนี้ มันเหมือนกับทำให้ผู้เล่นมีตาที่สาม สามารถมองครอบคลุมพื้นที่รอบ ๆ ตัวในรัศมีประมาณหนึ่งเมตรได้ มุมมองชัดเจน แม้กระทั่งกำแพงก็ไม่สามารถขวางกั้นมุมมองของพระเจ้าได้
ความสามารถพิเศษ [การสื่อสารกับชีวิต] นั้นคล้ายกับการสื่อสารทางจิต ทำให้ต้านหลิงสามารถสัมผัสอารมณ์ของไจ่ไจ๋ได้อย่างเลือนลาง และยังสามารถแสดงอารมณ์ของตัวเองออกไปได้ด้วย แต่เนื่องจากข้อมูลที่สื่อสารกันนั้นคลุมเครือเกินไป ทำให้ไจ่ไจ๋ไม่สามารถเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้ ทำได้แค่ให้ไจ่ไจ๋เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ เช่น นั่ง, หมอบ, โจมตี, วิ่ง
เพราะที่บ้านมีแค่ไจ่ไจ๋ที่เป็นแมวตัวเดียว ต้านหลิงจึงไม่แน่ใจว่าขอบเขตของการสื่อสารกับชีวิตนี้มีแค่ไหน คำอธิบายก็ไม่ได้เขียนไว้ เพียงแค่เขียนว่า "พลังจิตที่เหนือกว่าทำให้คุณมีความสามารถในการพูดคุยกับชีวิต"
คำว่า 'ชีวิต' ครอบคลุมอะไรบ้าง? พืชรวมอยู่ด้วยหรือไม่? แล้วซอมบี้ล่ะ? นับรวมด้วยหรือเปล่า?
สิ่งเหล่านี้ต้านหลิงไม่สามารถรู้ได้เลย ถึงแม้ว่าวิธีการฟาร์มแบบใช้บั๊กนี้จะทำให้เธอได้ทดลองความสามารถพิเศษซ้ำไปซ้ำมา แต่เธอก็ยังหวังว่าตนจะกำหนดความสามารถพิเศษให้คงที่ได้โดยเร็วที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่านี่คือข้อผิดพลาดหรือเป็นสิ่งที่เกมกำหนดไว้แล้ว ถ้าเป็นข้อผิดพลาด มันก็จะถูกแก้ไขในที่สุด และเธอควรจะยืนยันความสามารถพิเศษให้เรียบร้อยก่อนที่จะถูกแก้ไข
ในตอนนี้ ความสามารถพิเศษที่ต้านหลิงอยากได้มากที่สุดคือ [มุมมองพระเจ้า] เพราะการสังหารซอมบี้เพียงลำพัง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ความสามารถพิเศษนี้ก็เหมือนกับการมีมุมมองที่สาม และเพราะเป็นความสามารถพิเศษไม่ใช่สกิล เมื่อใช้งาน ต้านหลิงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีการใช้พลังงานอะไรเลย เป็นสกิลที่ไม่มีคูลดาวน์และไม่มีการใช้มานา แต่ขอบเขตของมันมีเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น ซึ่งพูดตามตรง ระยะทางแค่นี้ ต่อให้ไม่มีมุมมองพระเจ้าช่วยเตือน อันตรายส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถซ่อนตัวได้อยู่แล้ว
แต่มันก็ยังคงเป็นปาฏิหาริย์ที่หาได้ยากในระยะนี้ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย แค่ความสามารถในการมองทะลุกำแพงก็เพียงพอที่จะทำให้ต้านหลิงจัดการกับซอมบี้ในชั้นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายแล้ว