เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ถนนคร่าชีวิต

บทที่ 1 ถนนคร่าชีวิต

บทที่ 1 ถนนคร่าชีวิต


สายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงราวกับใยแมงมุมสาดประกายไฟสว่างจ้า ส่องให้เห็นใบหน้าที่ทั้งสกปรกและซีดขาว

“พี่ฉง ไอ้เด็กนี่คงไม่ตายไปแล้วใช่ไหม หัวหน้าฟางบอกว่าตระกูลตี้อู่ดูเหมือนจะเป็นตระกูลที่ไม่ธรรมดานะ”

เจ้าลิงผอมที่โหนกแก้มสูงและแก้มตอบซูบดูดซอกฟัน พลางขยับเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มบนพื้นแล้วพูดขึ้น

“เหอะ”

ชายร่างใหญ่หัวล้านจัดปกเสื้อของตน สร้อยคอทองคำเส้นหนาหนักส่งเสียงดังกร๊องแกร๊ง

“ตระกูลบ้าบออะไรกัน ก็แค่หมาหัวเน่าตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ”

เขาถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา

“ไปกันเถอะ หัวหน้าฟางต้องต้อนรับแขกสำคัญ เขาไปเอาตัวคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มาจากเมืองชั้นบน ถ้าโชคดีอาจจะได้ของเหลือสักสองคน อยู่ในเมืองชั้นล่างแบบนี้ไม่มีทางได้สัมผัสผิวเนียนนุ่มแบบนั้นหรอก”

เจ้าลิงผอมที่เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปอังจมูกดูว่ายังมีลมหายใจหรือไม่พลันหยุดชะงัก ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายขณะหันไปถาม

“จริงเหรอ”

พี่ฉงเหลือบมองรูเข็มที่หนาแน่นเหมือนรอยยุงกัดบนแขนของเขา

“ต่อให้หาผู้หญิงมาให้แกอีกคน แกก็จะอายุสั้นเหมือนไอ้เด็กนี่นั่นแหละ”

ทว่าเจ้าลิงผอมกลับเลียริมฝีปาก

“ฉันอายุ 36 แล้ว ถือว่าอายุยืนมากแล้ว”

“จะตายก็ขอตายอย่างมีความสุข”

........

จินฉวนตื่นขึ้นเพราะความเจ็บปวดแสบร้อน ผิวหนังทั่วร่างรู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทง เขาพลันลืมตาโพลง

เขาดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้นตามสัญชาตญาณ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว พื้นสกปรกส่งกลิ่นปัสสาวะและกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้ง แสงไฟนีออนที่สีกะดำกะด่างอยู่ไกลออกไปส่องแสงหลากสีสันในม่านฝน

“ฉัน... ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วหรอ”

เขาจำจุดจบของตัวเองในฐานะพิกัดมนุษย์ได้อย่างชัดเจน นั่นคือระเบิดไฮโดรเจนที่มีอานุภาพหลายสิบล้านตัน

จากนั้นความเจ็บปวดราวกับถูกทิ่มแทงก็โจมตีเขาอีกครั้ง เขาสัมผัสผิวหนังที่แดงก่ำของตัวเองแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า ทันใดนั้นน้ำฝนก็สาดเข้าตาของเขา

ในชั่วพริบตา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้าง ริมฝีปากรับรู้ได้ถึงรสขมจัด

“นี่มันฝนกรด ฝนกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงขนาดนี้เลยเหรอ”

เขารีบคลานเข้าไปใกล้กับมุมกำแพง แต่ฝนกรดมาพร้อมกับลม ชายคาที่ยื่นออกมาเล็กน้อยไม่อาจป้องกันฝนกรดที่สาดซัดเข้ามาได้เลย

สายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นรูปกิ่งไม้บนท้องฟ้า ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามลั่น

“ไม่ได้การแล้ว เจ็บขึ้นเรื่อย ๆ ต้องหาที่หลบฝน”

เขาเอาเสื้อแจ็กเกตสีเทาบนตัวมาคลุมศีรษะ แล้วรีบวิ่งออกจากซอยมืดเล็ก ๆ นี่คือถนนที่ค่อนข้างกว้างขวาง เพียงแต่ในเวลานี้กลับไร้ซึ่งผู้คน ร้านค้าทุกร้านปิดประตูม้วนลงสนิท

นอกจากโฆษณาและภาพวาดกราฟฟิตีที่แปะอยู่เต็มไปหมดแล้ว ก็ไม่มีแม้แต่กันสาดให้หลบเลยสักอัน

จินฉวนเริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที เขามั่นใจว่าหากต้องแช่อยู่ในฝนกรดระดับนี้ทั้งคืน กระดูกของเขาคงได้มีฟองผุดขึ้นมาแน่

เขายังคงเดินอย่างรวดเร็วต่อไป ผ่านซอยแล้วซอยเล่า ซึ่งทุกแห่งล้วนเงียบสงัด เมืองนี้ใหญ่มาก แต่ในตอนนี้กลับราวกับเป็นเมืองมรณะ

ขณะที่จินฉวนกำลังคิดจะทุบประตูม้วนเข้าไป ลำแสงยาวที่แหลมคมดุจสว่านก็ตัดผ่านซอยเล็ก ๆ ทั้งซอย สาดแสงเรืองรองคล้ายควันในม่านฝน

จินฉวนรู้สึกยินดีขึ้นมาทันที

แสงแบบนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแสงไฟจากในอาคารส่องลอดออกมาจากประตูที่แง้มอยู่เท่านั้น

เป็นไปตามคาด เมื่อเขาวิ่งไปข้างหน้าอีกหน่อย ก็พบกับประตูโค้งเล็ก ๆ บานหนึ่งแง้มอยู่ แสงไฟสีเหลืองนวลช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับค่ำคืนที่หนาวเย็นและเงียบเหงา

ในที่สุดก็ไม่ต้องค้างคืนท่ามกลางฝนกรดที่แผดเผาผิวหนังนี้แล้ว

“มีใครอยู่ไหม” จินฉวนรีบผลักประตูที่แง้มอยู่นั้นเข้าไป

แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปข้างใน เพื่อหาที่หลบฝนก่อนแล้วค่อยคุยกับเจ้าของบ้านให้ละเอียด ร่างเงาเลือนรางร่างหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว

ร่างนั้นสูงใหญ่กำยำ โดยไม่มีเวลาให้ได้ทันตั้งตัว ทั้งสองก็ชนเข้ากันอย่างจัง

ในชั่วพริบตานั้น จินฉวนรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกรถเก๋งที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงชนเข้าที่ศีรษะ

ทั้งร่างของเขากระเด็นออกจากประตู ปลิวไปตามวิถีโค้งแล้วตกลงกลางซอย น้ำโคลนสกปรกสาดกระเซ็นไปทั่ว

จินฉวนฝืนทนความเจ็บปวด เงยหน้ามองไปที่ประตูด้วยความตกตะลึง

ชายร่างกำยำที่เพิ่งหยุดลงเพราะชนเข้ากับเขา ในวินาทีที่หยุดนิ่ง ศีรษะของเขาก็ระเบิดออก

เลือดสด ๆ พุ่งออกจากลำคอราวกับน้ำพุ สาดกระจายไปทั่วบริเวณประตู

“พี่คะ!!”

ในขณะที่ชายวัยกลางคนคนนั้นเสียชีวิต เสียงร้องโหยหวนของผู้หญิงก็ดังมาจากด้านข้างของจินฉวน

จินฉวนรีบหันไปมอง แต่บนถนนนอกจากสายฝนที่เทกระหน่ำแล้ว ก็ไม่มีเงาของใครเลย ราวกับเสียงร้องอันน่าเวทนานั้นเป็นเพียงภาพหลอนของเขา

เขาฝืนทนความเจ็บปวด พยายามยันตัวขึ้นมา แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อยกฝ่ามือที่ถูกกัดกร่อนจนเปื่อยยุ่ยขึ้นมา

กล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กปรากฏขึ้นในมือของเขา

รอยเลือดที่เปรอะเปื้อนในน้ำฝนลากยาวจากกล่องใบนั้นไปยังศพไร้หัว

“นี่มันอะไรกัน”

แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก เขาก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งสุดชีวิตไปยังทิศทางที่มาของเสียงเมื่อครู่

นั่นเป็นเพราะตอนที่เขากระเด็นออกไป เขาได้เห็นสิ่งที่ทำให้หัวของชายร่างกำยำระเบิด

มันคือกระดาษแผ่นหนึ่ง หรือควรจะบอกว่าเป็นยันต์ที่วาดอักขระไว้เต็มแผ่น มันพุ่งเข้าแปะที่ท้ายทอยของชายร่างกำยำด้วยความเร็วสูง จากนั้นทั้งศีรษะก็ระเบิดออก

หากสิ่งที่ระเบิดหัวเมื่อครู่เป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิง เขาคงไม่ตื่นตระหนกและวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ บางทีอาจจะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญหาที่กำบังหลบได้

แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นยันต์ เป็นอาวุธที่ไม่รู้จักซึ่งอยู่นอกเหนือความรู้ทั้งหมดตลอดชีวิตการเป็นทหารหลายสิบปีของเขา

แม้จะเจ็บปวดไปทั่วร่าง แต่เขาก็ยังคงวิ่งสุดชีวิตท่ามกลางสายฝน

เขาวิ่งออกไปได้หลายสิบเมตรแล้วหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าที่หน้าประตูมีเงาร่างสองร่างปรากฏขึ้น สวมชุดคลุมยาวสีดำสนิทเหมือนกัน และสวมหน้ากากกะโหลกสีขาวโพลน

“มีหนูสกปรกกล้าฉวยโอกาสออกมาขโมยของในช่วงฤดูฝนทมิฬด้วยเหรอเนี่ย” เสียงอันเย็นเยียบดังไปทั่วทั้งถนน

เขาโบกมือครั้งหนึ่ง แสงสีเขียวก็สว่างวาบ เคียวยักษ์ยาวประมาณสองเมตรก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ชายชุดคลุมสะบัดพริ้วไหวราวกับยมทูตที่มาคร่าชีวิต

จินฉวนเพียงแค่เหลือบมองก็รู้สึกขนลุกซู่

“บ้าเอ๊ย ยมบาลเอาไปรอบหนึ่งแล้ว ยมทูตยังจะมาเอาไปอีกรอบเหรอ”

อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านในทันที ความเร็วในการวิ่งของเขาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในจังหวะที่คนสวมหน้ากากกะโหลกพุ่งออกจากประตู ศพไร้หัวบนพื้นก็พลันส่องแสงสีแดงออกมา

“ตูม!” เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น เศษอิฐเศษหินกระเด็นไปทั่ว

คนสวมหน้ากากถูกแรงระเบิดซัดจนกระเด็นกลับเข้าไปข้างใน

และการระเบิดครั้งนี้เองที่ทำให้จินฉวนมีเวลาพอที่จะวิ่งไปถึงปากซอยที่ได้ยินเสียงเมื่อครู่

เสียงที่มาจากมุมที่ต่างกันจะเข้าสู่หูแตกต่างกันไป การฟังเสียงเพื่อระบุตำแหน่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับทหารที่ต้องต่อสู้ในตรอกซอกซอยทุกคน และเสียงเมื่อครู่นั้นดังขึ้นมาจากใต้ดิน

“ช่วยฉันด้วย ไม่งั้นพี่ชายเธอก็จะตายเปล่า!”

จินฉวนแทบจะไถลเข่าไปตามพื้นน้ำฝนเพื่อเลี้ยวเข้าซอย เขาหมอบลงที่ฝาท่อระบายน้ำแห่งหนึ่งแล้วพูดเสียงต่ำ

แต่ฝาท่อตรงหน้าเขากลับไม่ขยับเลย จินฉวนหันกลับไปมอง เสียงฝีเท้าที่ย่ำน้ำบนถนนใกล้เข้ามาทุกที ราวกับว่าวินาทีต่อมาอีกฝ่ายจะโผล่ออกมาจากหัวมุมแล้วใช้เคียวตัดศีรษะของเขา

เขาสะบัดน้ำฝนออกจากมือ แล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าด้านในของเสื้อแจ็กเกตเพื่อหยิบกล่องประหลาดใบนั้นออกมาพลางหอบหายใจแล้วพูดว่า

“นี่เป็นของพี่ชายเธอ ฉันนับสามวิ ถ้าเธอไม่เปิด ฉันจะโยนมันทิ้งซะ”

“สาม!”

เป็นไปตามคาด ทันทีที่จินฉวนหยิบกล่องใบนี้ออกมา ก็มีเสียงเฟืองหมุนดังมาจากใต้ฝาท่อ

“ปัง” เสียงหนึ่งดังขึ้น ฝาท่อเด้งเปิดออก เมื่อเทียบกับยมทูตที่อยู่ข้างหลัง การเจรจาต่อรองโดยมีของในมือเป็นเดิมพันเช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์กับเขามากกว่า

เขาก้มตัวลงแล้วมุดผ่านช่องฝาท่อเข้าไปทันที

ช่องนั้นลึกมาก แต่กลับแห้งสนิท ไม่ใช่ท่อระบายน้ำเสีย แต่ดูเหมือนอุโมงค์ที่ขุดขึ้นมามากกว่า เขาคว้าหมุดที่ตอกอยู่บนผนังทั้งสองข้างแล้วไต่ลงไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานจินฉวนก็ลงมาถึงด้านล่าง แต่ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างของเขาแตะพื้น เขาก็ค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

ปืนลูกโม่สีเงินขาวกระบอกหนึ่งกำลังจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของเขา

“ตอนนี้เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีหลายเรื่องที่เราคุยกันได้” จินฉวนรีบพูดขึ้น

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงแหบพร่าของผู้หญิงก็ดังมาจากด้านหลัง

“นายเป็นใคร มาจากกลุ่มไหน ทำไมต้องขวางทางพี่ชายฉันด้วย”

จินฉวนกะพริบตาแรง ๆ เพื่อบรรเทาอาการแสบตา

“ผมชื่อจินฉวน”

จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างขมขื่น “ขอโทษจริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขวางพี่ชายคุณ ผมแค่ต้องการหาที่หลบฝน”

แต่ทันทีที่เขาพูดจบ ปืนลูกโม่ที่ท้ายทอยของเขาก็จ่อเข้ามาใกล้กว่าเดิม

จินฉวนทำได้เพียงยกมือให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย

“คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมลืมตาขึ้นมาก็มานอนอยู่บนถนนข้างบนนั่นแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วก็ไม่ได้สังกัดกลุ่มไหนทั้งนั้น”

“ของล่ะ” เสียงแหบพร่านั้นรออยู่ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นอีกครั้ง

“อยู่ในอกเสื้อผม”

“ถอดเสื้อออกซะ”

จินฉวนไม่ลังเลเลย เขายักไหล่แล้วค่อย ๆ ถอดเสื้อแจ็กเกตออกจากตัว

ขณะที่เขาขยับตัว หยดน้ำฝนบนร่างกายก็หยดลงบนพื้นไม่หยุด เกิดเป็นเสียงติ๋ง ๆ ทำให้ทั่วทั้งใต้ดินเงียบสงัดอย่างยิ่ง

ในขณะที่เสื้อแจ็กเกตกำลังจะถูกถอดออก

“โครม! แคร่ก!”

เสียงดังสนั่นดังมาจากด้านบน ตามมาด้วยเสียงโลหะถูกตัด

ทันทีที่เสียงดังขึ้น จินฉวนก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบยะเยือกที่ท้ายทอย นี่คือสัญชาตญาณแห่งอันตรายที่เขาฝึกฝนมาจากการอยู่ในสนามรบมานานหลายปี

แทบจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาหันศีรษะและบิดตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับประกายไฟที่สว่างวาบผ่านหน้าไป เขาก็กระชากข้อมือของคนที่อยู่ข้างหลังไว้

จากนั้นก็ทุ่มข้ามไหล่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับบิดปืนออกจากมืออีกฝ่าย ใช้เข่าข้างเดียวกดหน้าอกไว้ เกร็งกล้ามเนื้อแล้วง้างหมัดลงไป

แต่ในจังหวะที่หมัดกำลังจะกระทบใบหน้าของคนคนนั้น เขาก็ชะงักมือไว้ทันที

การทุ่มข้ามไหล่ครั้งนี้เบาเกินไป แม้แต่ทหารใหม่ที่ฝึกท่าปลดอาวุธแบบนี้เป็นครั้งแรก โดยมีทหารผ่านศึกคอยแสดงเป็นคู่ซ้อมให้ ก็ยังไม่สามารถทุ่มได้ง่ายดายขนาดนี้

ฝาท่อด้านบนถูกคนสวมหน้ากากกะโหลกฟันจนเป็นช่อง แสงริบหรี่สายหนึ่งสาดส่องลงมาจากเหนือศีรษะของพวกเขา

นั่นคือใบหน้าของเด็กสาวที่อ่อนเยาว์และมอมแมม ในดวงตาสุกใสของเธอมีน้ำตาคลออยู่

สำหรับจินฉวนที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่อันตรายต่าง ๆ มาตลอดทั้งปี เขาไม่ได้เห็นใบหน้าในวัยนี้มานานมากแล้ว

คงจะเป็นช่วงก่อนที่เขาจะเข้ารับราชการทหาร ที่มองผ่านกระจกรถบัสขณะผ่านหน้าโรงเรียนมัธยม

เขาเงยหน้ามองฝาท่อด้านบน ก็มีเสียงแคร่กดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับประกายไฟจากการตัดโลหะ ฝาท่อถูกฉีกออกเป็นรอยยาวอีกครั้ง

แสงสว่างส่องลงมา ราวกับไม้กางเขนสีขาวที่มาเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ทรมาน

เขาคว้าข้อมือของเด็กสาวบนพื้นไว้

“พี่ชายเธอรู้ว่าเขาต้านคนข้างบนไม่ไหว เขาไม่ได้คิดที่จะรอดชีวิตเลย”

“เขาวางระเบิดเวลาไว้ในตัว!”

“การระเบิดนั่นก็เพื่อให้เธอมีเวลาหนี!”

จินฉวนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวอย่างไม่วางตา

“เขาต้องมีแผนสำรองแน่ บอกฉันมา เราจะได้รอดชีวิตออกจากที่นี่ไปด้วยกัน!”

[จบบท]

จบบทที่ บทที่ 1 ถนนคร่าชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว