เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ARI ตอนที่ 4 มันอยู่ในสายเลือด (3)

ARI ตอนที่ 4 มันอยู่ในสายเลือด (3)

ARI ตอนที่ 4 มันอยู่ในสายเลือด (3)


“แล้วคุณเอามันไปประเมินที่ไหน?”

“อะไรนะ? ถะ-ถ้านายมั่นใจขนาดนั้นละก็… นายจะลองไปคุยกับคุณหยาง ซังมินดูไหมละ?”

“งั้นก็ไปกันเถอะ เราสามารถไปหาเขาที่สำนักงานได้ รอผมอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

ฮวางพยักหน้า เขาไม่คิดว่าแฮจินจะมีปฏิกิริยาแบบนี้

ไม่นานหลังจากนั้นเเฮจินก็เดินออกมาพร้อมกับกางเกงยีนส์และเสื้อฮูด

ฮวางยังคงมีความสงสัยอยู่บนใบหน้าของเขา จากนั้นเขาก็พูดออกมา “ไปกันเถอะ ที่ฉันรีบมาที่นี่ตอนแรกมันเป็นเพราะฉันกำลังตกใจ ว่าแต่นายรู้วิธีประเมินวัตถุโบราณจริงๆใช่ไหม?”

“ไร้สาระ! ถ้าคุณไม่เชื่อใจผม คุณก็ไม่ควรเอามันมาให้ผมดูตั้งแต่แรก” แฮจินตอบกลับไปแบบห้วนๆ

ฮวางรู้สึกกระดากอายและมองไปทางอื่น

“ก็เพราะตอนแรกฉันคิดว่าผู้ประเมินทุกคนมันก็เหมือนกันหมด บวกกับครั้งล่าสุดที่นายทำได้ค่อนข้างดี ดังนั้นฉันก็เลยไว้ใจให้นายประเมินในครั้งนี้ แต่สุดท้ายนายก็ทำพลาด”

ดูเหมือนว่าฮวางจะมั่นใจในตัวผู้ประเมินคนนั้นมากว่าแฮจิน

แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะทุกสิ่งมันเกิดขึ้นไปแล้ว และเขาก็ไม่อยากจะเสียเวลาอันมีค่าของเขาไปกับฮวางอีก ตอนนี้เขาแค่อยากเห็นหน้าของผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนพูดว่าเครื่องเคลือบราคาหลายสิบล้านวอนเป็นของปลอมเท่านั้น

“แล้วไอหน่วยงานประเมินที่คุณพูดมันคือที่ไหน?”

“ฮะ! ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าถึงนายจะไปที่นั่นมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะที่พวกฉันไปกันคือ ‘หน่วยงานประเมินราคาชอนจิน’ มันค่อนข้างมีชื่อเสียง และยังถูกการันตีว่าเป็นหน่วยงานที่ประเมินออกมาแล้วได้ราคาที่เป็นธรรมที่สุดในอินซาดง นายอย่าคิดที่จะไปที่นั่นเชียวเพราะเดี๋ยวมันจะทำให้นายขายหน้าเปล่าๆ  นายแค่ต้องไปหาคุณหยางและขอโทษเขา พร้อมกับคืนเงินที่นายเอามาเท่านั้นเอง”

“ผมสามารถคิดเองได้ เอาละตอนนี้เราไปกันได้รึยัง”

“เฮ้อ....”

พ่อของเขานั้นไม่ได้เป็นแค่โจรปล้นสุสานธรรมดา เพราะถ้าหากเขามีโอกาสได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เขาก็จะกลายเป็นนักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงในเกาหลีทันที

เขาถูกเรียกว่าตำนานแห่งอินซาดง ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็รู้จักเขา

ยอนซอกนั้นเป็นทั้งนักโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่และเป็นโจรปล้นสุสานในเวลาเดียวกัน ทันทีที่แฮจินเริ่มพูด พ่อของเขาก็พาเขาไปที่พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ ต่อมาเมื่อเขาเริ่มเรียนรู้วิธีอ่าน เขาก็ได้รับการสอนภาษาเกาหลีและจีนทันที

แม้ว่าเขาจะไม่สามารถมีส่วนร่วมกับกระบวนการต่างๆได้ แต่ตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นประถม เขาก็ได้เห็นวัตถุโบราณทุกชนิดที่พ่อของเขาขุดขึ้นมา

ในขณะที่เด็กคนอื่นๆต้องเรียนวรรณกรรม ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ แต่เขากลับต้องเรียนรู้เรื่องภาพเขียน ประติมากรรม และเครื่องเคลือบจากพ่อของเขาแทน

ถ้าเกิดว่าตอนนั้น ยอนซอกตัดสินใจที่จะซื้อที่ดินและอพาร์ทเมนท์เอาไว้สักสองสามแห่งด้วยเงินที่เขาได้มาจากสุสานล่ะก็ แฮจินคงจะกลายเป็นคนร่ำรวยไปแล้วตอนนี้

แต่แทนที่จะเอาเงินไปทำแบบนั้น ยอนซอกกลับพาแฮจินเดินทางไปรอบโลกแทน  พวกเขาไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ พิพิธภัณฑ์อังกฤษ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไต้หวันและอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นแฮจินจึงลงเอยด้วยการมาอาศัยอยู่ในสลัม

แน่นอนว่าการใช้เงินและวัตถุโบราณทั้งหมดเพื่อนำยอนซอกออกมาจากคุกนั้นเป็นเหตุผลที่ใหญ่ที่สุด

“ท่านครับ! เขาบอกว่าการประเมินของเขามันถูกต้องแล้ว และเราควรกลับไปหาพวกเขาเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม!”

ฮวางพาแฮจินมาที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซอมซ่อที่พวกเขาเคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน หยาง ซังมินตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานตัวเก่าของเขา เพียงแค่ไม่กี่วันเขาก็ดูแก่ลงมาก หลังของเขางอ และขณะที่ออกมาเขาก็จ้องไปทางแฮจิน

“แล้วจะให้กลับไปเพื่ออะไร? ตอนนี้ทุกอย่างมันจบแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นของจริง มันก็คงจะขายไม่ได้ราคามากนักหรอก นอกจากนี้การก่อสร้างมันก็จะไม่ถูกหยุด ดังนั้นทั้งฉันและนายก็จะรอด ฮวาง ฉันมันบ้าเองที่ไปขอความช่วยเหลือจากเด็กคนนี้.... ส่วนแกก็เอาเงินของฉันคืนมา และรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ!”

แฮจินรู้อยู่แล้วว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะไปหาคนประเมินพร้อมกับซังมิน เนื่องจากเขาไม่พอใจกับคำตอบของพวกเขา..... แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว

“เอาจริงดิ? ได้เลยผมเข้าใจแล้ว งั้นเอาแบบนี้เป็นไง? คุณขายของปลอมพวกนั้นให้ผมในราคาชิ้นละ1,000,000 วอน ผมจะรับซื้อพวกมันทั้งหมดเอาไว้เอง โอ้แล้วผมก็จะคืนเงิน 300,000วอนที่คุณให้ผมไว้ก่อนหน้านี้ด้วย”

“เธอพูดว่าอะไรนะ?”

“ผมบอกว่าจะซื้อพวกมันทั้งหมด คุณคงวางแผนว่าจะฝังพวกมันทั้งหมดโดยไม่บอกกรมการบริหารมรดกทางวัฒนธรรม ถูกไหม? หรือว่าคุณวางแผนจะขายพวกมันทั้งหมดให้กับผู้ประเมินราคาด้วยราคาที่ต่ำเหมือนคนโง่?”

ถ้าเขาทำแบบนั้นจริง มันจะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม แฮจินไม่คิดว่าซังมินจะโง่ขนาดนั้น และตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นก็อาจจะกำลังรอให้แผนของเขาได้ผล

“ไม่ แต่... แกจะจ่ายชิ้นละ1,000,000วอนจริงๆใช่ไหม? เดี๋ยวก่อนนะ แล้วแกรู้ได้ยังไงว่ามันมีมากกว่าหนึ่งชิ้น?”

“เพราะว่าคุณจะไม่ตื่นเต้นขนาดนั้นถ้ามันขายได้แค่10,000,000วอน ฉะนั้นผมถึงได้รู้ว่ามันต้องมีมากกว่าหนึ่งชิ้นแน่นอน เรื่องนั้นนะช่างมันเถอะ คุณแค่ต้องขายมันให้ผมก็พอ หลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ มันน่าจะดีกว่าใช่ไหมละ ถ้าคุณสามารถขายมันได้1,000,000วอนต่อชิ้น”

ซังมินและฮวางมองหน้ากัน  จากนั้นก็มองไปที่แฮจิน อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้สงสัยนักประเมินมืออาชีพ และยังคงดูถูกแฮจินอีกด้วย

บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องปกติ เพราะคนส่วนมากก็เลือกที่จะเชื่อมืออาชีพมากกว่าคนงานก่อสร้าง

“แกจะซื้อมันในราคา1,000,000วอนต่อชิ้นจริงๆใช่ไหม? แกแน่ใจนะ?”

“ใช่แล้ว และผมก็สามารถจ่ายเงินให้คุณได้ทันทีเลยด้วย”

แฮจินมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 20,000,000วอน จากการทำงานใช้แรงงาน นอกจากนี้มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีเครื่องเคลือบลายครามมากกว่า20ชิ้นออกมาจากไซต์

“โอเค! ฉันตกลง!”

“เอ่อ ท่านครับ ผมคิดว่าเราไม่ควรด่วนตัดสินใจ......”

ฮวางพยายามหยุดซังมินที่ตัดสินใจรับขอเสนอเร็วเกินไป แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะเขาต้องการให้บทเรียนกับชายหนุ่มคนนี้

“1,000,000วอนต่อชิ้น ดี มันเป็นข้อเสนอที่เยี่ยมไปเลย ฉันจะได้กำจัดของไร้ประโยชน์พวกนี้ และเริ่มการก่อสร้างต่อได้สักที อยู่ตรงนั้น และอย่าหนีไปที่ไหนสักก่อนละ!”

ซังมินบอกให้แฮจินอย่าหนีไปไหน และรีบเดินเข้าไปข้างในเพื่อเอาของทั้งห้าชิ้นออกมา

“เอาล่ะ งั้นนายจะซื้อพวกมันทุกชิ้นเลยใช่ไหม? ว่าไงละ?”

เครื่องเคลือบลายครามสีขาวทั้งหมดล้วนเป็นของจริง และค่อนข้างมีราคา

แม้กระทั่งชามที่ไม่มีการตกแต่งใดๆและดูเหมือนว่าจะไร้ค่า แต่โคลนและสารเคลือบที่พวกเขาใช้ทำมันเป็นของที่ดีที่สุด และพวกมันก็จะเป็นสีเทาเมื่อโดนแสงอ่อนๆ

พวกมันทั้งหมดคือเครื่องเคลือบลายครามสีขาวดอกน้ำเงิน มีชิ้นหนึ่งที่เคยเป็นจานใส่น้ำหมึก มันมีดอกแปริคอตและต้นไผ่เหมือนกับชิ้นแรก ส่วนอีก3ชิ้นที่เหลือมันคือเครื่องเคลือบลายครามสีขาวย้อมแดงที่มีความสูงประมาณ 30 ซม.

พวกมันทั้งหมดยิ่งดูดีขึ้นเมื่อมาอยู่รวมกัน แม้ว่าเครื่องเคลือบลายครามสีขาวมันอาจจะดูเรียบๆและไม่ฉูดฉาด เหมือนเครื่องเคลือบลายครามสีน้ำเงิน แต่เนื่องจากสีฟ้าขาวที่ดูลึกลับของพวกมัน มันจึงทำให้คุณไม่รู้สึกเบื่อเลยเวลาที่มองไปยังพวกมัน และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกมันมีค่ามาก นอกจากนี้ เครื่องเคลือบลายครามสีขาวเหล่านี้ก็ยังคงสามารถรักษารูปร่างที่สวยงามของมันเอาไว้ได้

“เอาเลขบัญชีของคุณมาให้ผม และร่างสัญญาขึ้นมาด้วย” แฮจินพูด

“สัญญา? สัญญาอะไร?”

“ก็สัญญาที่บอกว่าคุณได้ขายเครื่องเคลือบลายครามให้ผมชิ้นละ 1,000,000วอนไง ก็คุณบอกเองนิว่าพวกมันเป็นของปลอม ผมก็แค่อยากทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เปลี่ยนใจ และขอพวกมันคืนหลังจากที่ผมซื้อมันไปแล้ว”

“ฮะฮา...”

‘ฮะฮา’ ของซังมิน แม้แต่เด็กก็ยังรู้เลยว่าเขาพยายามจะถ่วงเวลา

“หืมม? หรือว่าอยู่ดีๆคุณก็เกิดกังวลว่ามันจะเป็นของจริงขึ้นมางั้นเหรอ? ถ้าคุณคิดแบบนั้นผมก็จะได้ไม่ต้องคืนเงิน300,000วอนของคุณ และคุณก็อย่ามารบกวนผมอีกละ อ๋อ แล้วอีกอย่างคือ คุณควรโทษตัวเองบ้างนะ...”

แฮจินแสดงความโกรธของเขา ในขณะที่หน้าของซังมินตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

“ได้! แกคิดว่าฉันไม่กล้ารึไง! แล้วเด็กแบบแกกล้าพูดแบบนี้กับฉันได้ยังไง… เอาล่ะได้ แต่แกอย่ามาขอเงินคืนจากฉันทีหลังก็แล้วกัน!”

ซังมินหยิบกระดาษแผ่นใหม่จากเครื่องพิมพ์ของเขา และร่างสัญญาขึ้นมา

“นี่ไง! คราวนี้ก็ส่งเงินมาให้ฉัน และประทับรอยนิ้วมือของแกลงบนสัญญาซะ!”

“โอเค”

แฮจินโอนเงิน5,000,000วอนไปยังบัญชีของซังมินด้วยโทรศัพท์ของเขา จากนั้นเขาก็เอาหลักฐานให้ดู “นี่ไงดูมันให้ชัดๆ! ผมส่งเงินไปให้คุณแล้ว”

จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วหัวแม่มือที่ตอนนี้เป็นสีแดงประทับลงในสัญญา และเก็บหนึ่งในสองใบเอาไว้กับตัว

“ตอนนี้พวกมันทั้งหมดก็เป็นของผมแล้วใช่ไหม?”

“ชะ-ใช่”

“งั้นผมขอรับมันไปเลยก็แล้วกัน อ่าเกือบลืมไปเลย อะอันนี้คือเงิน300,000วอนของคุณ”

เขาวางซองจดหมายสีเหลืองลงบนโต๊ะของซังมิน และเรียกรถแท็กซี่ จากนั้นเขาก็ได้กล่องกระดาษและหนังสือพิมพ์จากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้เคียง และนำมันมาห่อเครื่องเคลือบด้วยระมัดระวัง

เนื่องจากที่ที่เขาอยู่มันค่อนข้างไกลจากตัวเมือง มันจึงต้องใช้เวลาสักครู่กว่ารถแท็กซี่จะมาถึง ในขณะที่เขากำลังรอพร้อมกับดื่มโซดาที่ได้มาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ในตอนนั้นเอง ซังมินก็ได้เดินมาหาเขา

“หลังจากนี้แกจะไปไหน? แกคงกำลังจะไปหาผู้ประเมินใช่ไหม? นั่นมันจะทำให้แกเสียเวลาเปล่า เพราะยังไงมันก็ไม่มีทางที่ของปลอมจะกลายเป็นของจริงได้”

“แน่นอนว่าของปลอมยังไงมันก็ไม่มีทางที่จะเป็นของจริงไปได้”

“ถ้าอย่างนั้นแล้ว?”

“ก็พวกนี้มันเป็นของจริงตั้งแต่แรกแล้วไงละ”

“เฮ้อ..ทำไมคนหนุ่มสมัยนี้ถึงไม่รู้คุณค่าของเงินกันบ้างเลยนะ ตอนนี้แกก็คงจะไม่ได้คิดเรื่องการเก็บเงินเลยใช่ไหม? เงิน5,000,000วอนมันสามารถใช้เป็นเงินมัดจำสำหรับค่าเช่าบ้านของแกได้เลยนะ!”

แฮจินรู้ว่าทำไมซังมินถึงพูดกับเขาแบบนั้น มันเป็นเพราะเขาหวังว่าของที่เขาขายมันจะเป็นของปลอมอย่างที่มันควรจะเป็น

“คุณไม่เคยมีประสบการณ์การซื้อขายวัตถุโบราณเลยใช่ไหม?”

“ฮะ?”

“คุณไม่เคยซื้อ และผมก็เป็นคนแรกที่คุณขายวัตถุโบราณให้ถูกไหม?”

“…….”

ซังมินแกล้งไอออกมาเพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับยังไงดี กับคำถามที่แทงใจดำเขาเช่นนี้

“เมื่อมันขึ้นชื่อว่าเป็นวัตถุโบราณ คุณก็ไม่ควรที่จะขายสิ่งที่อยู่ในมือของคุณง่ายๆแบบนี้”

“แกหมายความว่ายังไง?”

“นี่เป็นคำแนะนำสุดท้ายที่ผมสามารถให้คุณได้ ลาก่อน”

แท็กซี่มาถึงแล้วดังนั้นแฮจินจึงวางของเอาไว้ที่เบาะหลังอย่างระมัดระวัง

“นี่แกบ้าไปแล้วรึไง แท็กซี่สีดำคันนี้ค่าโดยสารมันแพงมาก......ทำไมแกถึงไม่รู้จักคุณค่าของเงินกันนะ...”

ซังมินยังคงบ่นเขาอยู่เหมือนเดิม แต่แฮจินทำเพียงแค่ยิ้มกลับไปเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาพูดตอนนี้ใบหน้าของซังมินมันบิดเบี้ยวราวกับว่าเขากำลังจะร้องให้

แฮจินปิดประตูโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขา

“ขอโทษนะครับ คือของพวกนี้มันแพงมาก ถ้าเกิดมันมีรอยร้าวแม้แต่นิดเดียว คุณอาจจะต้องขายรถของคุณเพื่อชดใช้มัน ดังนั้นได้โปรดช่วยขับอย่างระมัดระวังหน่อยนะครับ ผมไม่สนใจว่าจะต้องจ่ายค่าโดยสารเท่าไหร่”

“เข้าใจแล้วครับ”

คนขับรถที่มีผมสีขาวบางส่วนเริ่มออกรถของเขาอย่างช้าๆ

“เอ่อ? อ่า?”

ซังมินพยายามจับรถ แต่เขาคว้าได้แค่อากาศเท่านั้น และล้มลงไปกับพื้น ตอนนี้เขาเพิ่งมาคิดได้ว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ ชายหนุ่มคนนี้มีความมั่นใจมากเกินไป ในขณะที่เขานั้นด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป

“ไปที่ไหนดีครับ?”

“ไปจงโรครับ”

มันมีอยู่ชั่ววูบหนึ่งที่แฮจินต้องการที่จะตำหนิซังมินกลับ แต่เขาก็รั้งตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะซังมินเป็นแค่เหยื่อของคนร้ายตัวจริงเท่านั้น

เหตุผลที่ตอนนี้เขากำลังจะไปจงโร แทนที่จะเป็นอินซาดงก็เพื่อไม่ให้มีใครรู้ว่าเขามีวัตถุโบราณอยู่ในครอบครอง จากนั้นเขาก็จะฝากพวกเครื่องเคลือบเอาไว้ที่โรงแรมธุรกิจใกล้เคียง

เขาจ่ายค่าแท็กซี่ด้วยบัตรไป 130,000วอน มันอาจจะแพง แต่เมื่อเทียบกับเงินที่เขากำลังจะได้จากการขายเครื่องเคลือบลายครามแล้ว มันก็เป็นจำนวนที่ไม่มีค่าอะไรเลย

เมื่อเขาเข้ามาในห้องของโรงแรม เขาก็วางสัมภาระทั้งหมดของเขา จากนั้นก็หยิบภาชนะใส่น้ำและมุ่งหน้าไปยังอินซาดง

เขาเริ่มผิวปากของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะมีเครื่องเคลือบลายครามเพียงไม่กี่ชิ้น แต่เขาก็มีความรู้สึกว่าโลกทั้งใบอยู่ในกำมือของเขา

ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงพ่อของเขาขึ้นมา

จบบทที่ ARI ตอนที่ 4 มันอยู่ในสายเลือด (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว