- หน้าแรก
- อัปเลเวลทะลุวิถีเต๋า
- บทที่ 13 - ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง
บทที่ 13 - ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง
บทที่ 13 - ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง
บทที่ 13 - ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง
◉◉◉◉◉
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร สถานที่ฝังศพของซือโซ่วฝูและเสี่ยวชุ่ยไม่ได้อยู่สูงมากนัก มือปราบจางเองก็เป็นผู้มีวิชาฝีมือ ทั้งสองคนจึงลงจากเขาอย่างรวดเร็ว
"ท่านอาจารย์ ยังพอมีเวลาก่อนจะถึงงานเลี้ยงตอนเที่ยง ข้าจะไปสืบเรื่องที่ท่านสั่งก่อน ท่านว่าดีหรือไม่"
หลังจากผ่านการอบรมสั่งสอนแบบล้างสมองของอี้เฉินแล้ว ตอนนี้ความกระตือรือร้นในการทำงานของมือปราบจางก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
"ยอดเยี่ยม ตั้งใจทำนะ" อี้เฉินพยักหน้า
เมื่อมองดูแผ่นหลังของมือปราบจางที่เดินจากไป อี้เฉินก็หรี่ตาลง แล้วเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับมือปราบจาง
ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เขาก็จะใช้วิธีของตนเองสืบประวัติของซือโซ่วฝู เสี่ยวชุ่ย และนายกเทศมนตรีอู๋เช่นกัน สุดท้ายค่อยนำมาเปรียบเทียบกับผลการสืบสวนของมือปราบจาง แบบนั้นก็จะรอบคอบแล้ว
ฟังความสองข้างย่อมกระจ่าง ฟังความข้างเดียวย่อมมืดบอด จะฟังแต่คำพูดของซือโซ่วฝูคนเดียวไม่ได้ เขาเคยพูดไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าสิ่งที่เถ้าแก่ซือพูดเป็นความจริง เขาถึงจะลงทัณฑ์แทนสวรรค์ ช่วยเหลือสักครั้ง
หากกล้าโกหกหลอกลวงเขา
หลุมศพนั้นสร้างได้ก็ขุดได้ จะโปรยเถ้ากระดูกของเจ้าทิ้งเสียเลย
….
….
หนึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองคนพบกันในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกันแล้ว อี้เฉินก็มั่นใจว่าสิ่งที่ซือโซ่วฝูพูดเป็นความจริง ไม่ได้โกหก แถมยังพูดเบาไปเสียด้วยซ้ำ
คนจะดูแต่หน้าไม่ได้ น้ำทะเลจะตวงด้วยขันไม่ได้
บางคนดูใจดีมีเมตตา แต่ใจกลับโหดเหี้ยมดั่งอสรพิษ
บางคนหน้าตาอัปลักษณ์ แต่จิตใจกลับดีงาม
นายกเทศมนตรีอู๋คนนั้นดูเหมือนจะยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาราวกับพระโพธิสัตว์ แต่เบื้องหลังกลับทำเรื่องเลวร้ายจนนับไม่ถ้วน
ควบคุมธุรกิจหนังสัตว์ ขูดรีดชาวบ้าน เปิดบ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ใช้วิธีการทั้งขาวและดำในการกำจัดคู่แข่ง ทำให้ครอบครัวคนอื่นต้องล่มสลาย แล้วยังไปบังคับเอาภรรยาของคนอื่นมาเป็นของตน…
แถมยังหลอกลวงให้คนติดการพนัน คุณชายใหญ่คนหนึ่งในเมืองชื่อจย่าฝูกุ้ยก็ถูกหลอกจนสิ้นเนื้อประดาตัว ตอนนี้ได้เข้าร่วมพรรคกระยาจกเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว
ตามข่าวที่มือปราบจางสืบมาจากคนรู้จัก นายกเทศมนตรีอู๋คนนี้สมกับเป็นเฒ่าหัวงูจริงๆ ถึงกับ…ปีนต้นงิ้ว นี่ในเมืองชิงหย่วนถือเป็นความลับที่รู้กันครึ่งๆ กลางๆ แล้ว
"ลูกศิษย์ เล่ามาละเอียดๆ เรื่องแบบนี้ข้าชอบฟัง"
มือปราบจางตะลึงไปครู่หนึ่ง อึ้งไปเลย ท่านอาจารย์มีรสนิยมแปลกขนาดนี้เลยรึ
แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าทันที แล้วก็เล่าข่าวที่ได้ยินมาทั้งหมดอย่างออกรสออกชาติ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ปากของมือปราบจางก็แห้งผาก เขาเลือกเล่าเรื่องเลวร้ายที่นายกเทศมนตรีอู๋ทำโดยเน้นประเด็นสำคัญๆ พร้อมกับเอ่ยชื่อผู้เสียหายด้วย
เขาถึงได้มีเวลาว่างรินสุราขุ่นให้ตัวเองหนึ่งจอกเพื่อบ้วนปากล้างคอ แล้วเอ่ยปากพูดว่า
"ท่านอาจารย์ ท่านสืบเรื่องเหล่านี้เพื่อจะลงโทษนายกเทศมนตรีอู๋คนนี้สักหน่อยรึ"
"อู๋ฉางโซ่วคนนี้ มีเส้นสายอยู่บ้างทั้งในอำเภอและในเมืองหลวง พวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกัน การจะจัดการผ่านช่องทางราชการนั้นไม่ง่ายเลย"
มือปราบจางที่กำลังจะรินสุราขุ่นอีกจอกเพื่อดับกระหายก็พลันสบเข้ากับดวงตาที่สงบนิ่งดุจทะเลลึกของอี้เฉิน ลึกล้ำ ดำมืด ราวกับจะดูดกลืนจิตใจของผู้คนเข้าไปได้
มือที่กำลังรินสุราของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
เสียงแผ่วเบาของอี้เฉินดังเข้ามาในหูของเขา "ลูกศิษย์ วันนี้อาจารย์จะสอนบทเรียนให้เจ้าอีกหนึ่งอย่าง"
"เรื่องทางโลก เจ้าอย่าไปสอดรู้สอดเห็นมากนัก"
"ความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินไปจะทำร้ายเจ้า"
"เจ้าเข้าใจรึยัง"
มือปราบจางได้ยินดังนั้นในใจก็หนาวเยือก ก้มหน้าลงทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ มีความเข้าใจเกี่ยวกับอาจารย์ที่เพิ่งจะยอมรับในวันนี้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
พอเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาของอี้เฉินแล้ว เหลือเพียงอักษรตัวเล็กๆ สี่แถวที่เขียนด้วยสุราขุ่นบนโต๊ะ
เขาอ่านออกมาทีละคำ
จิตใจคนเกิดหนึ่งความคิด ฟ้าดินรับรู้สิ้น
ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง
เขารีบเงยหน้าขึ้น มองไปยังตำแหน่งที่อี้เฉินเคยนั่ง ตอนนี้ว่างเปล่า แต่เขากลับนึกภาพออกว่าอาจารย์หมาดๆ ของเขาเขียนประโยคสี่ประโยคนี้ออกมาด้วยความโกรธแค้นได้อย่างไร
เขาลุกขึ้นพรวด แล้วก็นั่งลงอย่างสิ้นแรง
"ดีชั่วไร้ผลตอบแทน ฟ้าดินย่อมลำเอียง"
"ท่านอาจารย์ การส่งเสริมความดีลงโทษความชั่วย่อมเป็นความดีอันยิ่งใหญ่ของโลกมนุษย์ แต่การเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไป ข้าเกรงว่าในอนาคตท่านจะตายไม่ดี"
"ความยุติธรรมที่มากเกินไปจะทำร้ายท่าน"
"เกิดมาในโลกนี้ ยากที่จะแกล้งโง่"
หากอี้เฉินอยู่ที่นี่แล้วได้ยินเสียงในใจของศิษย์หมาดๆ ของเขา เกรงว่าเขาคงจะหัวเราะออกมาดังๆ ลูกศิษย์ เจ้าคิดถึงอาจารย์ในแง่ดีเกินไปแล้ว
เขาไม่ได้ต้องการจะกวาดล้างทั่วหล้า ทั้งไม่มีความสามารถและความกล้าหาญขนาดนั้น ในขอบเขตที่ทำได้ เจอกับเรื่องแล้ว สามารถกวาดล้างให้สิ้นซากได้ ก็ถือว่าเขาทำเต็มที่แล้ว
เขาไม่เคยเป็นคนดีในความหมายแบบดั้งเดิม มิเช่นนั้นไป๋อวิ๋นก่อนตายจะบอกว่าเขาใจหนักมือดำได้อย่างไร
แต่เขาก็ไม่ใช่คนบ้าที่ไร้ความรู้สึกต่อต้านสังคม เขาเป็นคนมีหลักการ สามารถถอนขนเส้นเดียวเพื่อประโยชน์ของทั่วหล้า เขาก็ยังยินดีที่จะทำ
หากไม่ใช่เช่นนี้ ด้วยนิสัยของไป๋อวิ๋นที่ยอมไม่ได้แม้แต่ฝุ่นเข้าตา เขาคงจะถูกไป๋อวิ๋นกำจัดออกจากสำนักไปนานแล้ว
นักพรตอี้เป็นคนดีที่ไม่ดี เป็นคนเลวที่ไม่เลวมาโดยตลอด นิสัยดั้งเดิมไม่เคยเปลี่ยน
…..
…..
คฤหาสน์ตระกูลอู๋
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว
เสียงดนตรีดังขึ้น
นายกเทศมนตรีอู๋ในฐานะเจ้าภาพ ย่อมต้องนั่งในตำแหน่งประธาน
อี้เฉินนั่งอยู่ทางซ้ายล่าง พระอาจารย์เหลียนฮวานั่งอยู่ทางขวาล่าง มือปราบจางเป็นตัวแทนของทางการ นั่งอยู่ข้างหลังอี้เฉิน พ่อค้าคหบดีที่มีหน้ามีตาในเมืองชิงหย่วนก็นั่งอยู่ด้านหลัง ทุกคนแยกกันนั่งกินอาหาร
"วันนี้มิตรสหายดั่งเมฆา แขกผู้มีเกียรติเต็มห้อง ทุกท่านที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงของข้าอู๋ในวันนี้ ข้าอู๋ฉางโซ่วมีความยินดีอย่างยิ่ง"
อี้เฉินและพระอาจารย์เหลียนฮวายิ้มโดยไม่พูดอะไร คนอื่นๆ ก็กล่าวว่าไม่กล้าๆ
อู๋ฉางโซ่วกล่าวต่อ
"โดยเฉพาะท่านนักพรตอี้ที่นั่งอยู่เบื้องล่างนี้ ยิ่งเป็นศิษย์เอกของไป๋อวิ๋นแห่งตำหนักมังกรซ่อน มีวิชาเต๋าสูงส่ง ช่วยกำจัดภูตผีปีศาจที่ชั่วร้ายให้แก่เมืองชิงหย่วนของเรา ทำให้เส้นทางการค้ากลับมาคล่องตัวอีกครั้ง ขอให้พวกเรามาร่วมดื่มให้ท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อและพระอาจารย์เหลียนฮวาสักจอก"
"ดี"
"ดื่มให้ท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อ"
"ดื่มให้พระอาจารย์เหลียนฮวา"
บรรยากาศในงานครึกครื้นขึ้นทันที คำเยินยอหลั่งไหลมาดั่งสายน้ำ อี้เฉินก็ดื่มรวดเดียวหมดจอก สนทนากับทุกคนอย่างสนิทสนม ทำเอามือปราบจางมองตาค้าง
ท่านอาจารย์ สมกับเป็นท่านจริงๆ
หลังจากดื่มไปหลายรอบ บรรยากาศก็ยิ่งร้อนแรงขึ้น
อี้เฉินหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์สุรา ถือจอกเหล้าเดินไปหานายกเทศมนตรีอู๋ ตบไหล่เขาแล้วเรียกพี่อู๋ บอกว่าต่อไปหากมีภูตผีปีศาจอาละวาดอีกให้ส่งคนมาบอกที่ตำหนักมังกรซ่อนคำหนึ่ง เขาจะช่วยจัดการให้อย่างเรียบร้อยแน่นอน
คำพูดเหล่านี้ทำเอานายกเทศมนตรีอู๋ยิ้มจนเหงือกบาน กล่าวชมท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อว่าเป็นคนเปิดเผย ดื่มรวดเดียวสามจอกรวด เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า พลังลมปราณสีม่วงอ่อนสายหนึ่งที่แทบจะมองไม่เห็นได้หายวับไปในตอนที่อี้เฉินตบไหล่เขา
หากวิชาสุริยันน้อยของอี้เฉินยังอยู่ที่ขั้นที่ห้า เขาคงจะไม่กล้าทำเช่นนี้แน่นอน
แต่ตั้งแต่วิชาสุริยันน้อยของอี้เฉินทะลวงถึงขั้นที่หกแล้ว การควบคุมพลังลมปราณสุริยันของเขาก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ เขามั่นใจว่า แม้พระอาจารย์เหลียนฮวาจะจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขาได้
นายกเทศมนตรีอู๋ย่อมยิ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ในตอนนี้ดื่มจนเมามาย อี้เฉินยังแอบยกยอปอปั้นเขาไปสองสามคำ ยิ่งทำให้เขาลอย เขารู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่เจิดจ้าที่สุดในงานเลี้ยงวันนี้
เขาไม่รู้เลยว่า พลังลมปราณสายเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นนั้นได้กัดกร่อนหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจของเขาแล้ว ภายนอกดูไม่มีอะไรผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วมันกลับเปราะบางลงแล้ว ขอเพียงเขาตื่นเต้นผิดปกติหรือกินยาปลุกกำหนัดบางอย่าง ความดันหัวใจก็จะเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
ขอเพียงเขาทำเรื่องสนุกๆ แบบนั้นสักสองสามครั้ง ไม่เกินสามวันนายกเทศมนตรีอู๋ต้องตายอย่างแน่นอน
สาเหตุการตาย ตายคาอก
แม้แต่นักชันสูตรศพที่เก่งกาจก็ไม่สามารถตรวจพบร่องรอยใดๆ ได้
วิธีที่จะรอดชีวิตก็มี นั่นคือการละเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ ดูแลสุขภาพ ไม่โกรธ ไม่เกิดอารมณ์ทางเพศ
แต่จากข่าวลือว่านายกเทศมนตรีอู๋เป็นเฒ่าหัวงูแล้ว เรื่องนี้คงจะยากเกินไป
"บรรเลงดนตรีต่อ"
"เต้นรำต่อ"
วันนี้นายกเทศมนตรีอู๋มีความสุขมาก เขาปรบมือ ก็มีนางรำอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมา สวมผ้าโปร่งบางเบา ท่าเต้นงดงามอ่อนช้อย ทำเอาอี้เฉินอดไม่ได้ที่จะมองไปหลายครั้ง
ไม่คิดว่านายกเทศมนตรีเมืองชิงหย่วนเล็กๆ คนหนึ่ง จะร่ำรวยขนาดนี้ เลี้ยงนางรำไว้ได้มากมายขนาดนี้
สมกับเป็นเมืองการค้าที่สำคัญของอำเภอเฟิงอวิ๋น รวยจริงๆ
อืม รสนิยมก็ไม่เลว ไม่มีคนตาตี่เลยแม้แต่คนเดียว จุดนี้อี้เฉินชื่นชมอย่างยิ่ง
ช่วงเวลาแห่งการเลี้ยงฉลองผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในโลกนี้ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา สองชั่วยามต่อมาทุกคนจึงแยกย้ายกันไป
บรรยากาศในงานเลี้ยงดีมาโดยตลอด สาวน้อยนักเต้นก็เต้นได้ดี อี้เฉินผสมกลมกลืนอยู่ในนั้นราวกับปลาได้น้ำ สืบเสาะฐานะของเศรษฐีทั้งใหญ่และเล็กได้คร่าวๆ แล้ว ต่อไปหากคนเหล่านี้เจอภูตผีปีศาจแล้วมาขอความช่วยเหลือที่ตำหนักมังกรซ่อน เขาก็จะรู้แล้วว่าต้องเรียกราคาเท่าไหร่
ส่วนเรื่องน่าเสียดายก็มีอยู่บ้าง นั่นคือลูกสะใภ้ของนายกเทศมนตรีอู๋ไม่เคยปรากฏตัวเลย
ได้ยินว่าเป็นคนสวยมาก ปากเหมือนเชอร์รี่ เอวเหมือนกิ่งหลิว น่าเสียดายที่ไม่มีวาสนาได้เห็น กินเผือกไม่ครบเรื่อง…
ทำเอาวิญญาณนักเผือกของนักพรตอี้ลุกโชนด้วยความเสียดาย
แต่ชีวิตมีเรื่องน่าเสียดายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ สมบูรณ์แบบเกินไปกลับไม่สวยงาม ความเสียดายเล็กน้อยนี้ถูกลมพัดไป ก็สลายไปแล้ว
นอกประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลอู๋ นายกเทศมนตรีอู๋ดึงแขนเสื้อของอี้เฉิน รู้สึกเสียดายที่อี้เฉินจะจากไป
เขารู้สึกว่าท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อคนนี้ ช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ
พูดจาไพเราะ วิชาเต๋าก็สูงส่ง คำพูดหลายคำพูดโดนใจเขาไปหมด แม้จะเพิ่งเจอกันเป็นครั้งที่สอง แต่กลับเหมือนกับเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปี
เขายื่นซองจดหมายสองซองให้แก่อี้เฉินและพระอาจารย์เหลียนฮวา แล้วกล่าวว่า
"ข้าอู๋เคารพทั้งเต๋าและพุทธมาโดยตลอด ครั้งนี้ขอบคุณท่านนักพรตและพระอาจารย์เหลียนฮวาที่ให้ความช่วยเหลือ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ โปรดรับไว้ด้วย"
อี้เฉินยิ้มมองไปที่พระอาจารย์เหลียนฮวา แล้วรับมาก่อน
พระอาจารย์เหลียนฮวาก็ยิ้มแล้วรับมาเป็นคนที่สอง
บางครั้งรายละเอียดและพลังวิญญาณก็แสดงออกมาในที่ที่เล็กน้อยเช่นนี้
แม้ว่าอี้เฉินจะรู้สึกว่าฝีมือของตนในตอนนี้สามารถแขวนคอพระอาจารย์เหลียนฮวาตีได้ แต่พระอาจารย์เหลียนฮวาก็เป็นเพื่อนของอาจารย์ ทั้งยังเป็นผู้อาวุโส
เจ้าจะกล้าให้ผู้อาวุสรับซองแดงก่อนเจ้ารึ นี่มันใช้ได้ที่ไหน
เขาไม่รับก่อน แล้วพระอาจารย์เหลียนฮวาจะรับได้อย่างไร
ทุกคนไม่รับ แล้วตำหนักเต๋าและวัดจะก้าวหน้าได้อย่างไร
ตะเกียงฉางหมิงและการบูรณะซ่อมแซมตำหนักเต๋าและวัด ค่าอาหารของคนและม้า ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น
ดูสิ ตอนนี้บรรยากาศของทุกคนช่างกลมเกลียวกันดี
ไม่หาเงินจากเศรษฐี แล้วเจ้าจะไปหาเงินจากใคร บาปกรรมจริงๆ
ซองจดหมายพอถึงมือ แค่บีบดูก็รู้แล้ว อี้เฉินรู้ว่าข้างในเป็นตั๋วเงินสองใบใบละห้าสิบตำลึง ส่วนซองจดหมายของพระอาจารย์เหลียนฮวาอี้เฉินคาดว่าน่าจะมีแค่ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงใบเดียว
นี่คือส่วนต่างที่นักพรตอี้หามาได้ด้วยความสามารถทางธุรกิจอันโดดเด่น
"ท่านนายกเทศมนตรีอู๋ เกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ต้องส่งแล้ว เรายังมีวันเวลาอีกยาวไกล แล้วพบกันใหม่" อี้เฉินประสานมือคารวะอู๋ฉางโซ่วอย่างสุภาพ แล้วกล่าว
แต่ในใจเขากลับต่อประโยคเงียบๆ ว่า ถ้าเจ้ายังมีวันหน้าอีกนะ
หลังจากร่ำลากันแล้ว พระอาจารย์เหลียนฮวาก็เดินทางจากไปก่อน
อี้เฉินมองดูนายกเทศมนตรีอู๋ฉางโซ่วที่มีใบหน้าแดงก่ำ บีบซองจดหมายแล้วยิ้มกล่าวว่า "ข้าน้อยพอจะรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง ท่านนายกเทศมนตรีอู๋ อย่างไรเสียไม่เหมือนสมัยหนุ่มๆ แล้ว อย่าหักโหมทุกคืนเลย แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพนะ"
พูดจบยังขยิบตาอีกที หันหลังหัวเราะดังลั่นแล้วจากไป
"ร่างงามวัยสิบหกนุ่มนิ่มดั่งขนม เอวบางถือดาบฟันชายโฉด"
"เบื้องหน้าไม่เห็นศีรษะหลุด เบื้องหลังสอนเจ้าให้ไขกระดูกแห้งเหือด"
นายกเทศมนตรีอู๋ที่อยู่ข้างหลังกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
ท่านนักพรตอี้เฉิงจื่อยังจะพูดคำคมได้อีก ช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ น่าสนใจมาก คนก็น่าสนใจกลอนก็น่าสนใจ
[จบแล้ว]