เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน (อ่านฟรีวันที่ 14/03/2025)

บทที่ 27 มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน (อ่านฟรีวันที่ 14/03/2025)

บทที่ 27 มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน (อ่านฟรีวันที่ 14/03/2025)


(อ่านฟรีวันที่ 14/03/2025)

“ข้าก็พอเดาเรื่องนี้ออกแต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ?” โจวเซียหมินลังเลอยู่นานก่อนจะถามออกไปอย่างระมัดระวัง เขาเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง ความวุ่นวายในยุทธภพเกี่ยวข้องอะไรกับเขา?

“ท่านเหรอ? อ่า...” หานเหวินซินส่ายหัว “เมื่อไม่นานมานี้ข้าไปสนิทกับผู้บัญชาการหงหยวนอู่มา เขาเป็นผู้บัญชาการของหน่วยซวนยี่และรู้ข้อมูลลับมากมาย ข้าจึงไปบังเอิญรู้เรื่องหนึ่งเข้า ว่ากันว่าพรรคมารหวนคืนยุทธภพอีกครั้งหลังจากเก็บตัวเงียบมาหลายสิบปี ข้าสงสัยว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจเกี่ยวข้องกับพรรคมาร”

“ลองนึกดูสิ หากพรรคมารต้องการควบคุมแค้วนหยานขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาจำเป็นต้องสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับยุทธภพให้ได้มากที่สุด ท่านเป็นนักเล่าเรื่องและมักเล่าเรื่องยุทธภพเจียงหูอยู่บ่อยครั้ง ท่านไม่คิดหรือว่าพรรคมารอาจต้องการข้อมูลพวกนี้จากท่าน?”

พรรคมาร!? โจวเซียหมินตกใจจนตาค้าง “ส่วนใหญ่ข้าได้ยินเรื่องพวกนี้จากคนอื่นแล้วก็แต่งเพิ่มให้มันน่าสนใจขึ้น มันไม่สามารถเชื่อถือได้จริงจังหรอก”

‘ว่าไงนะ?’ อันจิงได้ยินแบบนั้นก็อยากจะเขกหัวตัวเองดังๆที่นำคำพูดของโจวเซียหมินมาใช้เป็นคู่มือในการรู้เรื่องราวของยุทธภพ เขายกให้อีกฝ่ายเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ในการหาข้อมูลของยุทธภพเจียงหูด้วยซ้ำ

“ท่านอาจบอกว่ามันเป็นเรื่องแต่งแต่มันก็มีคนเชื่อ”หานเหวินซินเอ่ยพลางส่ายหัว

คำพูดของหานเหวินซินทำให้โจวเซียหมินรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น

“มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของข้าเท่านั้น ท่านไม่ต้องใส่ใจคำพูดของข้ามากนัก” เมื่อเห็นท่าทางของโจวเซียหมินเป็นแบบนั้น หานเหวินซินก็ได้แต่พยายามปลอบใจ

อันจิงก็พูดเสริม “นั่นสิพี่โจว ท่านลองคิดดูดีๆ พรรคมารเป็นกองกำลังที่ใหญ่มาก พวกเขาจะมาเพ่งเล็งคนธรรมดาๆเช่นท่านไปทำไม”

โจวเซียหมินพยักหน้าอยากให้ความเห็นของอันจิงถูกต้องที่สุด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว“สมาชิกพรรคมารล้วนแต่เป็นปีศาจโหดร้ายกระหายเลือด พวกเขาฆ่าคนไม่เลือกหน้า พวกเขาไม่ควรมาสนใจคนอย่างข้า...”

หานเหวินซินวางจอกเหล้าลงแล้วเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “พวกเขาไม่ได้เพียงโหดร้ายและกระหายเลือดเท่านั้น แต่พวกเขาเป็นกลุ่มคนวิปริตที่ทำเรื่องเลวทรามนับไม่ถ้วน”

“เมื่อใดที่ข้าฝึกเพลงดาบเฉียนคุนได้สำเร็จ เมื่อนั้นข้าจะทำให้พรรคมารได้ลิ้มรสความโกรธเคืองของข้า”

อันจิงเฝ้ามองชายสองคนพูดคุยกันไม่หยุดหย่อน รู้สึกเหมือนเขาคือชายโชคดีผู้หนึ่งที่มารับรู้เรื่องราวของชายโชคร้ายสองคน นั่นทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากทั้งสอง

โจวเซียหมินยังมีสติในการพิจารณาเรื่องต่างๆอยู่บ้าง เขาเอ่ยแย้งหานเหวินซินขึ้นมา “ท่านทำไม่ได้หรอกมือปราบหาน สมาชิกพรรคมารล้วนเป็นยอดฝีมือ วรยุทธ์ของพวกเขาอยู่ในระดับสูงๆกันทั้งนั้น”

หานเหวินซินตบดาบที่เหน็บเอวของตนและหัวเราะลั่น “ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่ข้ายังฝึกเพลงดาบเฉียนคุนไม่สำเร็จ ข้าก็ไม่คิดตามหามดปลวกพวกนั้นให้เสียเวลาหรอก”

‘ดื่มไปไม่กี่จอกก็เมาเพียงนี้เชียวรึ พูดพล่ามไม่เข้าท่า’ จ้าวชิงเหมยหัวเราะเยาะในใจ

‘ไอ้พวกลูกหมาเอ้ย เมื่อใดที่พรรคมารของข้ากลับคืนสู่ยุทธภพอย่างเต็มรูปแบบ พวกเจ้าคือสองคนแรกที่ข้าจะจัดการ’ ทันหยุนเข่นเขี้ยวในใจและหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดชื่อของสองคนนี้ไว้

“ทำไมอยู่ๆข้าถึงรู้สึกหนาวแบบนี้?” โจวเซียหมินลูบแขนที่กำลังขนลุกเบาๆ

“ข้าก็เหมือนกัน หรือว่าเหล้าไหนี้เป็นของปลอม หากเหล้าจริงก็ต้องดื่มแล้วร้อนสิ”หานเหวินซินจ้องอันจิงเขม็ง

“นี่คือเหล้าชั้นดีจากโรงเตี๊ยมหวู่หยางจะเป็นของปลอมไปได้อย่างไรพี่หาน” อันจิงกล่าวอย่าหงุดหงิด

“แล้วนั่นแม่นางทันหยุน ท่านกำลังทำอะไรอยู่?” หานเหวินซินหันไปมองทันหยุนที่กำลังจดบางอย่างอยู่

“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าคะ แค่จดบัญชีเฉยๆ เชิญนายท่านทั้งสามดื่มตามสบายเจ้าค่ะ” ทันหยุนพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

ดวงตาของจ้าวชิงเหมยมีประกายขบขันเล็กน้อยและกล่าวว่า “ท่านโจว พี่ชายหาน อย่าดื่มต่อเลยเจ้าคะ เชิญพวกท่านทานอาหารพวกนี้ดีกว่า มันไม่อร่อยหรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่เช่นนั้น มันอร่อยมากเลย”

“ใช่ๆ มันอร่อยมาก อร่อยกว่าที่พ่อครัวในโรงเตี๊ยมหวู่หยางปรุงเสียอีก”

“เจ้าจิตใจดียิ่งนัก น้องสะใภ้”

“ใช่แล้ว นอกจากฝีมือการทำอาหารของฮูหยินอันจะยอดเยี่ยมแล้ว ท่านยังมีจิตใจดีอีกต่างหาก”

ชายทั้งสองสลับกันพูดด้วยรอยยิ้ม

“ถูกอย่างที่พวกท่านพูด มาๆเรามาดื่มกันเถอะ เหล้านี้ยอดเยี่ยมจริงๆ” อันจิงยกจอกเหล้าขึ้นและเข้าร่วมการสนทนาในที่สุด

.

.

.

หลังจากมื้ออาหารที่ใช้เวลาไปเกือบครึ่งวัน ตั้งแต่ยามอู่*ย่างเข้ายามอิ่ว* ทั้งโจวเซียหมินและหานเหวินซินก็ได้ขอตัวกลับ

“ทันหยุน นายหญิงของเจ้าอยู่ไหนรึ?”

หลังจากเดินไปส่งทั้งคู่ที่หน้าโรงหมอ อันจิงก็กลับเข้าไปที่หลังร้าน เขาเห็นทันหยุนที่กำลังล้างจานอยู่จึงถามหาจ้าวชิงเหมย

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ทันหยุนตอบกลับโดยไม่คิดจะหันมองด้วยซ้ำ

อันจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจหยิบบันไดไปที่สวนกลางบ้าน เขาปีนขึ้นไปก็เห็นว่าจ้าวชิงเหมยนั่งอยู่บนหลังคา

ตอนนี้พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว พระจันทร์เสี้ยวก็กำลังลอยขึ้นมาแทนที่อย่างช้าๆ แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องมายังร่างของจ้าวชิงเหมยทำให้นางดูคล้ายกับเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์

ภรรยาที่งดงามและแสนดีเช่นนี้แต่เขากลับละเลยความรู้สึกของนาง อันจิงได้แต่สบถด่าตัวเองในใจ เขาค่อยๆขยับเข้าใกล้จ้าวชิงเหมยและเอ่ยถาม “น้องหญิง เจ้ายังโกรธอยู่หรือเปล่า”

“เปล่าเจ้าค่ะ”

จ้าวชิงเหมยมองไปแสงจันทร์ที่อยู่เหนือศีรษะ

“น้องหญิง ข้าผิดไปแล้ว” อันจิงก้มหน้าลงอย่างคนสำนึกผิด

“ท่านพี่ทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยหันมามองอันจิงด้วยรอยยิ้มบางๆตรงมุมปาก

“ข้า...” อันจิงไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี

“โจวเซียหมิน” จ้าวชิงเหมยเตือนความจำแก่เขา

นั่นคือคนเลวที่ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน! เขาคือคนเลวที่ชักนำสามีของนางให้นอกลู่นอกทาง!

อันจิงตกตะลึง เขาพอจะเดาออกว่าจ้าวชิงเหมยรู้ว่าเขาไปเรือนสังคีต แต่เขาเดาไม่ออกว่านางรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปกับโจวเซียหมิน หรือว่าโจวเซียหมินเผลอพูดออกมาจนจ้าวชิงเหมยรู้เข้า?

ให้ตายเถอะ ทำไมหมอนั่นถึงสะเพร่าแบบนี้!

“ข้าไม่ควรไปเที่ยวเรือสังคีตกับโจวเซียหมิน ข้ามันหลงผิดไปชั่วครู่จนทำให้เจ้าไม่สบายใจแต่ข้าสาบานว่าข้าไม่เคยนอกลู่นอกทางจนทำผิดต่อเจ้า!”

อันจิงชูนิ้วขึ้นเพื่อสาบานต่อหน้าจ้าวชิงเหมย “ข้า..อันจิง”

“อย่าสาบานเจ้าคะ” จ้าวชิงเหมยคว้ามือของอันจิงมากุมไว้พลางส่ายหน้าไม่ให้อันจิงสาบาน

“น้องหญิง..” อันจิงซาบซึ้งใจต่อการกระทำดังกล่าว

“แต่ถ้า..ท่านพี่ทำจริงล่ะเจ้าค่ะ”จ้าวชิงเหมยถามอยากหยอกล้อ

“น้องหญิง ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย ข้าแค่นั่งดื่มเหล้าเฉยๆ ถ้าไม่เชื่อ เจ้าลองพิสูจน์ได้ ลูกชายข้ายังอยู่ดีเหมือนเดิม”

“ฮ่าฮ่าๆๆ” จ้าวชิงเหมยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ก่อนจะสบตากับอันจิง “ท่านนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า..” อันจิงบีบมือของจ้าวชิงเหมยแผ่วเบา ในที่สุดเขาก็รอดพ้นวิกฤตนี้แล้ว ราวกับเขายกภูเขาออกจากอกได้สำเร็จ “น้องหญิง ข้าอยากพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง”

“ที่ไหนหรือเจ้าคะ?” จ้าวชิงเหมยถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“อ้าว..นายท่าน นายหญิงจะไปไหนกันหรือเจ้าคะ?” ทุนหยุนที่ล้างจานเสร็จพอดีก็เห็นหลังไวๆของสองสามีภรรยาเดินพ้นลานด้านหลังออกไปนอกร้าน

“ออกไปสนุกกันโดยไม่มีข้าสินะ” ทันหยุนเช็ดมือของตนพลางบ่นเบาๆ

.

.

.

อันจิงพาจ้าวชิงเหมยไปยังท่าเรือแม่น้ำหยู เขาเลือกเรือล่องลำเล็กมาหนึ่งลำเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในวันนี้

“ท่านผู้เฒ่าลี่ ข้าขอเหมาเรือลำนี้ชั่วคราวขอรับ”

สองสามีภรรยาขึ้นมาบนเรือลำน้อยได้สำเร็จ เรือโคลงเคลงไปตามแรงกระเพื่อมของน้ำ มันแล่นช้าๆไปตรงกลางแม่น้ำหยู

“เมื่อก่อนข้าชอบถือโคมไฟไม้ไผ่มาเดินเล่นตรงริมแม่น้ำหยูในตอนกลางคืน”

อันจิงขยับไม้พายเป็นจังหวะช้าๆ ทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำถูกความมืดกลืนกินแต่ก็ยังให้บรรยากาศอันอบอุ่นเช่นเดิมในความรู้สึกของทั้งคู่

“ข้ารู้เรื่องนี้ดี...” จ้าวชิงเหมยเอ่ยแผ่วเบาจนอันจิงไม่ได้ยิน นางมองใบหน้าของชายอันเป็นที่รักด้วยสายตาลึกซึ้ง

อันจิงยิ้มเมื่อพูดสิ่งที่อยู่ในใจ “ตั้งแต่ที่ข้าเจอเจ้า ข้าก็คิดอยู่ตลอดว่าจะพาเจ้ามานั่งเรือเล่นในตอนกลางคืน สัมผัสกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของแม่น้ำหยู”

อันจิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “และวันนี้ความปรารถนาของข้าเป็นจริงแล้ว”

จ้าวชิงเหมยไม่ได้พูดอะไรแต่หัวใจของนางกำลังหวานปานน้ำผึ้ง รู้สึกราวกับหัวใจจะกระโดดออกมาจากร่าง

หลังฝนหยุดตก บรรยากาศจึงค่อนข้างสดชื่น ท้องฟ้าต่างระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว

“ท่านพี่ ท่านยังจำเรื่องนกไร้ขาที่ข้าเคยเล่าให้ฟังได้หรือเปล่า?” จ้าวชิงเหมยเงยหน้ามองท้องฟ้าและถามขึ้นมา

“จำได้ ทำไมรึ?”

“ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นเหมือนนกไร้เท้าตัวนั้น ท่านรู้มั้ยว่าข้าหมายความว่าอย่างไร”

“ข้ารู้ มันหมายความว่าตลอดชีวิตนี้ เจ้าจะไม่มีวันทิ้งข้าไปไหน” อันจิงหัวเราะน้อยๆ ในชีวิตของสามีจะขออะไรได้อีกแค่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปก็นับเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

“ใช่เจ้าคะ เราจะไม่มีวันแยกจากกัน” จ้าวชิงเหมยกล่าว“ชั่วชีวิตของจ้าวชิงเหมยจะไม่มีวันแยกจากท่าน มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะพรากเราทั้งสองออกจากกัน”

รอยยิ้มของอันจิงค่อยๆแข็งค้างเมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงจังของผู้เป็นภรรยา

ปั้ง! ปั้ง! พรึ่บ! ทันใดนั้นดอกไม้ไฟก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบก็สว่างขึ้นในทันที ราวกับสวนดอกไม้อันงดงาม ดอกไม้ไฟหลากสีสันเติมเต็มความมืดมิดในยามค่ำคืน

ริมตลิ่งของแม่น้ำหยู

“ทำไมเราต้องมาช่วยเจ้านั่นด้วย” หานเหวินซินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ เขาหยิบกล่องดอกไม้ไฟออกมาทีละกล่องๆ

“ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านมาช่วยเขาทำไม แต่สำหรับข้า หมออันจ้างข้าถึงสองตำลึงเงิน” โจวเซียหมินทยอยจุดดอกไม้ไฟอย่างร่าเริง “ถือว่าเป็นงานสบายแต่ได้เงินดีทีเดียว”

“เขาไปเอาเงินจากไหนมาจ้างท่าน”

“เขาเป็นหมอ เขาจะไม่มีเงินได้อย่างไร”

“ค่ารักษาของโรงหมอจีซื่อไม่แพงทั้งค่ายาก็ถูกแสนถูก”

“อาจจะได้กำไรน้อยแต่เน้นได้ผลตอบแทนเร็วๆอย่างไรเล่า มือปราบหานท่านอย่ามัวแต่สนใจเรื่องนี้เลย เราไปฟังดนตรีที่เรือสังคีตกันดีกว่า”

“ไม่! ข้าจะไม่ไปที่นั่นอีกแล้ว”

.

.

.

ดอกไม้ไฟส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืนส่องประกายระยิบระยับไปทั่วแม่น้ำหยู

“ดอกไม้ไฟพวกนี้สวยมากใช่หรือไม่?” อันจิงยิ้มอย่างมีความสุข

“สวยมากเลยเจ้าค่ะ” จ้าวชิงเหมยพึมพำ สายตายังไม่ละออกจากดอกไม้ไฟที่กระจายตัวอยู่บนท้องฟ้า

“ข้าก็ว่ามันสวยเช่นกัน” อันจิงพูดเบาๆพลางมองใบหน้าบอบบางและขาวผ่องของจ้าวชิงเหมย ไม่ว่าทิวทัศน์จะสวยงามเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้

“ท่านพี่”

“หืม?”

“สัญญาว่าจะรักข้าเพียงผู้เดียว”

“ข้าสัญญาว่าจะรักน้องหญิงแต่เพียงผู้เดียว”

“ตลอดชีวิต”

“แน่นอนว่าตลอดชีวิต”

เรือลำน้อยลอยล่องไปตามแม่น้ำ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า พร้อมกับความรักของคู่สามีภรรยาที่อบอวลไปทั่วบริเวณ

* ยามอู่คือเวลา 11.00-12.59 น.

*ยามอิ่วคือเวลา 17.00-18.59 น.

จบบทที่ บทที่ 27 มีคนเลวปะปนในกลุ่มฝูงชน (อ่านฟรีวันที่ 14/03/2025)

คัดลอกลิงก์แล้ว