เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองหยูด้วยกันเอง

บทที่ 11 ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองหยูด้วยกันเอง

บทที่ 11 ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองหยูด้วยกันเอง


อันจิงเปลี่ยนไปใส่ชุดสีดำรัดกุมพร้อมผ้าปิดหน้าและลอบเข้าไปในคุกใต้ดินเมืองหยู สำหรับคุกในเมืองหยูนั้น คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคยแต่ไม่ใช่กับอันจิน

หากนักโทษในคุกเกิดการล้มป่วย พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการติดต่อระหว่างนักโทษด้วยกัน ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้คือผู้คุมฉิน เนื่องจากอันจินเป็นหมอที่ให้ความช่วยเหลือแก่ทางการอยู่บ่อยๆและมีชื่อเสียงในการรักษามากที่สุดในเมืองหยู ทุกครั้งที่มีนักโทษล้มป่วย เขาจึงถูกผู้คุมฉินเชิญไปรักษาอาการนักโทษเหล่านั้นเป็นประจำ

จากการที่เขาย่างกรายมาที่นี่บ่อยครั้งทำให้เขาคุ้นเคยกับคุกใต้ดินเป็นอย่างดี

บุคคลที่จะสามารถรู้ความลับสวรรค์ต้องเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่คนในระดับธรรมดาๆและ9 ใน10 ส่วนจะต้องถูกคุมขังในคุกใต้ดินชั้นสองซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษระดับสูง นักโทษชั้นยอดในเมืองหยูก็คงเทียบได้กับนักโทษในคุกสวรรค์ของแคว้น

มีการกล่าวว่าคุกหลวงหรือที่เรียกกันว่าคุกสวรรค์นั้นมีทั้งหมด 18 ชั้นซึ่งขังนักโทษคนสำคัญของราชสำนัก สมาชิกพรรคมารและพ่อค้าที่ทำการฉ้อโกงอย่างใหญ่หลวง การคุมขังในคุกสวรรค์บ่งบอกได้ว่าพวกเขามีความพิเศษบางอย่าง เนื่องจากพวกเขาล้วนเป็นนักโทษที่ถูกสั่งขังจากฮ่องเต้โดยตรง

นักโทษชั้นยอดของเมืองหยูย่อมมีความสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม อันจิงสงสัยว่าจะมีนักโทษชั้นยอดถูกคุมขังไว้จริงหรือไม่ บุคคลที่มีความสามารถในการล่วงรู้ความลับสวรรค์จะถูกคุมขังในคุกใต้ดินจริงๆนะรึ? แต่หากสิ่งที่หนังสือสีดำระบุไว้เป็นจริง คนผู้นี้ต้องถูกคุมขังเอาไว้อย่างแน่นอน

“ควรมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองประจำการอยู่ชั้นสองจำนวนมาก” อันจิงลอบเข้าไปในชั้นสอง ประสาทสัมผัสของเขาเปิดรับทุกทิศทาง มันเพิ่มความระมัดระวังอย่างเต็มที่ เขาหยิบกระบอกยาสลบที่เขาปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ เขาปรับปรุงจากสูตรยาดั้งเดิมโดยการเพิ่มกลิ่นของดอกกานจวี่ฮวา*และใบโป้เหอ*เข้าไป ตราบใดที่มีคนสูดดมกลิ่นยาสลบนี้เข้าไปจะเกิดการเคลิ้มก่อนสลบไป หากผู้ทีมีพลังยุทธ์ต่ำกว่าระดับ 5 จะหมดสติไปในทันที

พรู่!

อันจิงเป่ายาสลบเข้าไปในคุกใต้ดินชั้น 2 กลิ่นหอมอ่อนๆของมันลอยคละคุ้งไปทั่วคุกใต้ดินชั้น 2

ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนล้มลง

“ต่อไปก็เป็นคนเฝ้าห้องขังชั้นในสุด”

อันจิงเหยียบกระบอกยาสลบให้มอดลง จากนั้นก็ก้าวลงไปตรงตำแหน่งที่ลึกที่สุดในคุกใต้ดินชั้นสอง มีผู้คุมที่มีพลังยุทธ์ขั้นสูงคอยคุ้มกันหนาแน่น แต่การหลีกเลี่ยงพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่มีความสามารถอย่างอันจิง

กลิ่นหอมพิเศษของยาสลบสูตรของอันจิงรุนแรงมาก นักโทษหนักที่ถูกคุมขังในห้องขังอื่นๆในชั้นสองก็ทยอยหมดสติไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงไม่กี่คนที่มีพลังยุทธ์สูงกว่าระดับ 5 ที่ยังคงประคองสติเอาไว้ได้

“มีปรมาจารย์บุกมาที่นี่เพื่อทำลายคุกใต้ดินรึ?”

มีบางคนที่เห็นเงาดำแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว หัวใจของพวกเขาสั่นไหวรุนแรง พวกเขามั่นใจว่าเห็นบางสิ่ง

“สัญญาณของระบบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนคนๆนี้จะอยู่ข้างในนั่น” ใช้เวลาไม่นานอันจิงก็มาถึงประตูห้องขังห้องหนึ่ง ระบบก็โผล่เข้ามาในห้วงจิตของเขาไม่หยุดหย่อน เมื่อมองผ่านช่องว่างของห้องขังก็เห็นโซ่ตรวนที่โยงร่างคนผู้หนึ่งที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงเอาไว้ตรงกลาง

อาจเป็นคนผู้นี้?

“เฉาอันหมิน เจ้าใช้อุบายนี้มาหลายครั้งแล้ว ยังคิดที่จะใช้อยู่อีกรึ?” เจียงซานเจียเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะ

อันจิงเลิกคิ้วและเอ่ยขึ้น “ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้ามีประเด็นอะไรกับผู้พิพากษาเฉาแต่ดูเหมือนเจ้าจะเป็นคนที่ข้าตามหา”

เขารู้จักเฉาอันหมิน ผู้พิพากษาแห่งศาลเมืองหยู แต่เขาไม่ได้รู้สึกประทับใจในตัวคนผู้นี้มากนัก ชาวเมืองหยูต่างรู้ดีว่าคนผู้นี้เป็นขุนนางกังฉินแต่ไม่มีใครทำอะไรเขาได้เพราะเขามีผู้มีอิทธิพลคอยหุนหลัง

“เจ้าเป็นใคร ข้าไม่รู้จักเจ้า” เจียงซานเจียมองตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา

“เอาเป็นว่า ตอนนี้เรารู้จักกันแล้ว” เมื่อพูดจบอันจิงก็วางฝ่ามือบนประตูห้องขัง

‘คนผู้นี้มาแหกคุกเพื่อช่วยข้างั้นรึ?’ ในใจของเจียงซานเจียเต็มไปด้วยความสับสน แม้จะมีคำถามมากมายในใจของเขาแต่ชายตรงหน้าคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของเขาเช่นกัน

“แต่นี่คือคุกใต้ดินเมืองหยู?” แม้เจียงซานเจียจะตื่นเต้นเพียงใดแต่เขาก็ต้องบอกถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้แก่อีกฝ่าย

“เจ้าเป็นคนของหุบเขาปีศาจ?” อันจิงไม่สนคำเตือนอีกฝ่ายเมื่อถามกลับด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ ข้าคือเจียงซานเจียจากหุบเขาปีศาจ” เจียงซานเจียรู้สึกแปลกใจไม่น้อย คนผู้นี้ไม่รู้จักตัวตนของเขาเช่นนั้นหรือ? เขาคือเทพยากรณ์ชื่อดังของยุทธภพแต่ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็คือทางรอดเดียวของเขาในตอนนี้

เมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่าย อันจิงชะงักเล็กน้อย ชื่อของเขาคือเทพยากรณ์ผู้โด่งดังจากหุบเขาปีศาจ เขาเชี่ยวชาญด้านการอ่านใบหน้า การทำนายดวงชะตาและศาสตร์การทำนายต่างๆที่มีเฉพาะในหุบเขาปีศาจเท่านั้น เขาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตและคำทำนายจากสวรรค์ มีข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าเขาเคยสังกัดอยู่ในสำนักพุทธจินเทียนก่อนจะออกมาท่องยุทธภพตามลำพัง

เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ยุทธภพด้วยชื่อเสียงและมรดกที่สืบทอดจากหุบเขาปีศาจและทักษะการทำนายทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่ว แต่เมื่อสองปีก่อน เขาก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ที่แท้เขาก็ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินเมืองหยูแห่งนี้

อันจิงไม่สนใจว่าทำไมเทพยากรณ์ถึงถูกขังไว้ที่นี่ เขาเอ่ยจุดประสงค์ของเขาออกไปตรงๆ “มอบหินใบโพธิ์ให้แก่ข้าแล้วข้าจะช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่”

ในที่สุดเจียงซานเจียก็เข้าใจว่าทำไมคนผู้นี้ถึงลอบเข้ามาในคุกใต้ดิน ที่แท้เขาก็ต้องการหินโบโพธิ์

หินใบโพธิ์เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของสำนักพุทธซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ที่วัดเล่ยหยินในภูมิภาคตะวันตก มันตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่และได้รับการสักการบูชาจากผู้คนเป็นจำนวนมาก มันสูดควันธูปมานานหลายพันปีทำให้มีพลังวิญญาณอัดแน่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะหาสิ่งใดเทียบเคียงได้

แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าอาวาสแห่งวัดเล่ยหยินถูกล่อลวงจากพระภิกษุหน้าผีของพรรคมารทำให้เขาขโมยหินใบโพธิ์มาบูชาและละทิ้งคำสอนของพระพุทธศาสนาไป นั่นทำให้เกิดการปั่นป่วนครั้งใหญ่ของสำนักพุทธ สุดท้ายจึงถูกผู้ฝึกยุทธ์ทางภูมิภาคตะวันตกรวมตัวกันสังหารเขาในถ้ำหินสวรรค์และไม่มีใครพบหินใบโพธิ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หินใบโพธิ์ไม่เพียงแต่มีพลังวิญญาณอัดแน่นอยู่เท่านั้นแต่ยังมีพลังชี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา ที่สะสมมาตลอดหลายพันปี นับเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนอยากครอบครอง

เจียงซานเจียกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหินใบโพธิ์ทั้งนั้น บางทีเราควรมีข้อเสนออื่นมาแลกเปลี่ยนกันดีกว่า”

“ถ้าเช่นนั้น เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก” อันจิงโบกมือลาอีกฝ่าย เขามาที่นี่ก็เพื่อโอกาสที่จะเจอหินใบโพธิ์ หากไม่มีมัน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ อันจิงเดินออกมาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไม่คิดแม้แต่จะเสียเวลาในการเจรจากับอีกฝ่ายต่อ

“เดี๋ยว..เดี๋ยวก่อน” เมื่อเห็นอันจิงเดินกลับไปเช่นนั้น เจียงซานเจียก็รีบตะโกนออกไป

อันจิงหยุดเดินต่อ นั่นทำให้เจียงซานเจียหายใจเข้าลึกและเอ่ยว่า “แม้ว่าตอนนี้ข้าจะไม่มีหินใบโพธิ์อยู่ในมือ แต่ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหนและมันหาเจอง่ายอีกด้วย”

“บอกข้ามา” อันจิงกล่าวกลับไป

“ข้าขอทราบชื่อเจ้าได้หรือไม่?” เจียงซานเจียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามประโยคเมื่อครู่กลับไป

“โจวเซียหมิน” อันจิงก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทำให้เจียงซานเจียเลิกคิ้วโดยไม่พูดอะไรกลับไป

“อะไร เจ้าไม่เชื่อข้ารึ?” อันจิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก

“ข้าเชื่อเจ้า” เจียงซานเจียถอนหายใจ “ข้าต้องเชื่อสิ่งที่เจ้าพูด”

“ดี เช่นนั้นบอกข้ามาว่าหินใบโพธิ์อยู่ที่ใด เร็วเข้า ข้าไม่มีเวลามากนัก”

“ไม่ เจ้าต้องพาข้าออกไปก่อน ข้าถึงจะบอก”

“ไม่มีทาง หากข้าช่วยเจ้าออกไปแล้วเจ้าคิดหลอกข้าล่ะ?”

“แต่ถ้าข้าบอกเจ้าไปตั้งแต่ตอนนี้ แล้วเจ้าหนีข้าไปโดยไม่ช่วยข้าล่ะ?”

“ข้าสาบานตรงนี้ก็ได้” อันจิงชูนิ้วขึ้นสามนิ้วว่าตนยินดีให้คำมั่นแก่อีกฝ่าย

“คำสาบานใช้ไม่ได้กับคนอย่างเจ้า” เจียงซานเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับรู้อะไรบางอย่าง

ใบหน้าของอันจิงมืดครึ้มลง แผนที่แท้จริงของเขาคือเมื่อชายผู้นี้บอกว่าหินใบโพธิ์อยู่ที่ใด เขาจะรีบจากไปตามหามันทันที เขาไม่คิดจะช่วยชายผู้นี้ การช่วยเหลือคนผู้นี้อาจนำปัญหาใหญ่มาให้เขาได้ สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการเอาตัวไปพัวพันกับปัญหา อีกอย่าง เขาไม่มีทางเชื่อคนผู้นี้แม้อีกฝ่ายจะมาจากหุบเขาปีศาจก็ตาม

ทางฝั่งเจียงซานเจีย เขามีทักษะการพยากรณ์ย่อมรู้ว่าหินใบโพธิ์มีสรรพคุณอย่างไร เขาตั้งใจจะใช้มันฟื้นฟูพลังชีวิตของตัวเอง หากเขาบอกคนผู้นี้ไป ต่อให้เขาได้รับอิสระ เขาก็ยังบาดเจ็บสาหัสและมีแนวโน้มที่จะถูกจับอีกครั้ง เขาได้คิดแผนสำรองเอาไว้ เมื่อโซ่ถูกคลายและประตูห้องขังเปิดออก เขาจะรีบหลบหนีและใช้หินใบโพธิ์เพื่อรักษาตัวเอง แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ตกหลุมพรางของเขา

ทั้งคู่ต่างมีเจตนาแอบแฝง ต่างฝ่ายต่างประเมินกันเงียบๆและไม่พูดสิ่งใด

“แล้วต้องทำอย่างไร เจ้าจะยอมเชื่อข้า” เจียงซานเจียเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบก่อน ตอนนี้เขาต้องทำให้คนตรงหน้าเชื่อเขาเพราะนั่นคือโอกาสเดียวของเขาเท่านั้น

อันจิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “เจ้าต้องพูดว่า ‘ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองอหยูด้วยกันเอง’ ข้าถึงจะเชื่อเจ้า”

“แต่ข้าคือเจียงซานเจียจากหุบเขาปีศาจ ข้าจะพูดแบบนั้นได้รึ?” เจียงซานเจียขมวดคิ้วมุ่นและเอ่ยอย่างจริงจัง

“ก็แค่พูดว่า‘ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองอหยูด้วยกันเอง’ จะเป็นไรไป”

“ถ้าเจ้าไม่เชื่อใจข้า เจ้าสามารถไปถามใครก็ได้ในยุทธภพว่าข้าเป็นคนอย่างไร เชื่อถือได้หรือไม่?”

“ไม่เห็นต้องไปถามให้เสียเวลาแค่เจ้าพูดออกมาเท่านั้น” อันจิงยิ้มเยาะเย้ย “พูดเร็วเข้า‘ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองหยูด้วยกันเอง’”

เจียงซานเจีย “………..”

**ดอกคาโมมายล์

**ใบมิ้น/สะระแหน่

จบบทที่ บทที่ 11 ชาวเมืองหยูไม่หลอกชาวเมืองหยูด้วยกันเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว