เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 จดหมายถึงหวังเปาเปา

บทที่ 27 จดหมายถึงหวังเปาเปา

บทที่ 27 จดหมายถึงหวังเปาเปา


แม้ในใจจะบ่นไม่หยุด แต่ชิวหลงเซี่ยงก็ยังใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการทำความคุ้นเคยกับ ‘อาชญากรตัวฉกาจ’

ไม่ถึงสามวัน ชิวหลงเซี่ยงก็รายงานฉินโชวอย่างมั่นใจว่าเขาพร้อมจะขับมันลงสนามรบแล้ว

ตั้งแต่นั้น ที่สันเขาหวงซูก็มีร่างใหม่ปรากฏขึ้น

ทุกบ่ายจะเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักที่ใหญ่กว่าลำก่อนอย่างเห็นได้ชัด บินเข้ามาอย่างเชื่องช้า พร้อมเกราะจักรกลสีดำที่สูงประมาณสิบเมตรห้อยอยู่ด้านล่าง

ก่อนจะปล่อยมันลงมากระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง

จากวันนั้นเป็นต้นมา ทีมของคลาสพิเศษห้องสองก็มี ‘กำแพงป้องกัน’ เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม หลายครั้งซูเว่ยเว่ยและคนอื่นๆ จะไม่ได้ยินเสียงของชิวหลงเซี่ยง แล้วสิ่งที่ตามมาก็คืออาชญากรตัวฉกาจในสภาพคลุ้มคลั่ง

สถานการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นเมื่ออาชญากรตัวฉกาจถูกฝูงหนูฟันยักษ์ล้อมเอาไว้ ซึ่งร่างสีดำของมันจะถูกฟันแหลมคมกัดขย้ำเข้าใส่ไม่หยุด

“อ๊ากกกกก! ไปตายให้หมด! พวกแกตายไปให้หมด!” ชิวหลงเซี่ยงคำรามอยู่ในห้องคนขับอย่างต่อเนื่อง ด้วยสีหน้าที่เกือบจะบ้าคลั่ง

ทุกครั้งที่ถูกหนูฟันยักษ์ขย้ำเข้าใส่ เขาจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดแผดเผาถึงวิญญาณ

และทางเดียวที่จะระบายได้ คือการกดไกปืนกลแกตลิง ยิงกระหน่ำพลังงานที่แปรสภาพมาจากความเจ็บปวดของตัวเอง

บางครั้งเขาถึงขั้นขว้างโล่ทิ้ง แล้วกระโจนลงกลางฝูงหนูฟันยักษ์ราวกับคนคลุ้มคลั่ง จากนั้นก็ระดมยิงกระสุนชุดใหญ่ออกมา

ในตอนแรก ซูเว่ยเว่ยและคนอื่นๆ ยังตกตะลึงกับการกระทำเสี่ยงตายของชิวหลงเซี่ยง แต่ไม่นานพวกเธอก็เริ่มชิน และยังรู้สึกว่าเพราะมีชิวหลงเซี่ยงเป็นตัวดึงดูดฝูงหนู จึงทำให้ผลการรบของทีมพุ่งสูงขึ้นทุกครั้ง

ตอนนี้ทีมของพวกเธอสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้นานกว่าครึ่งชั่วโมง และกวาดล้างหนูฟันยักษ์ได้มากกว่า 3,000 ตัวในการต่อสู้ครั้งเดียว!

ถึงขั้นที่ประชากรหนูฟันยักษ์ในสันเขาหวงซูเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะอัตราการตายสูงกว่าอัตราการแพร่พันธุ์ของพวกมัน

และทุกครั้งที่อาชญากรตัวฉกาจต่อสู้จนถึงขีดจำกัด การต่อสู้ก็จะหยุดลงกะทันหัน

เพราะต้าหวงจะโผล่มาในจังหวะนั้นเสมอ ราวกับผู้กอบกู้ คำรามใส่หนูฟันยักษ์ที่นอนทับอาชญากรตัวฉกาจจนแตกกระเจิง

การฝึกแต่ละวันจึงจบลงตรงนี้ และเฮลิคอปเตอร์จะลากอาชญากรตัวฉกาจกลับไปยังวิทยาเขตชั้นนอกของสถาบันอีกครั้ง

เพื่อเรื่องนี้ ฉินโชวยังได้เช่าโกดังไว้ที่วิทยาเขตชั้นนอกเพื่อเก็บอาชญากรตัวฉกาจโดยเฉพาะ

รุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง

ชิวหลงเซี่ยงลุกขึ้นจากเตียงในห้องพัก และมองเห็นหวังเปาเปากับลู่อี้เจ๋อลุกขึ้นเกือบจะพร้อมกัน

นับตั้งแต่เริ่มสนิทกัน ชิวหลงเซี่ยงก็ย้ายมาอยู่ที่หอพักเล็กๆ ของคลาสพิเศษห้องสองด้วย

เพราะอย่างไรเขาก็ไม่มีพันธะผูกพันภายนอก

การอยู่ที่นี่ยังช่วยให้พวกเขาฝึกฝนได้ง่ายขึ้น

ทั้งสามสบตา ก่อนจะเริ่มต้นกิจวัตรยามเช้า และคุยกันถึงประเด็นที่เจอในการต่อสู้เมื่อวานที่สันเขาหวงซู

“พี่ลู่ พี่จะกลับมาลงสนามกับพวกเราได้เมื่อไหร่?

ผมรู้สึกว่าถ้าพวกเราทั้งห้าคนมารวมกันตอนนี้ บางทีเราอาจฝ่าสันเขาหวงซูออกมาได้จริงๆ!” หวังเปาเปาถามพลางสาดน้ำล้างหน้า

ลู่อี้เจ๋อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า "รออีกสองวันเถอะ

อาจารย์ฉินพูดถูกแล้ว ฉันไม่อยากไปเป็นภาระของพวกนาย”

“งั้นพวกเราจะรอพี่” หวังเปาเปาพูดพลางตบไหล่ลู่อี้เจ๋อเบาๆ

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วก็ยังมีเวลาเหลืออีกมาก ดังนั้นลู่อี้เจ๋อกับชิวหลงเซี่ยงจึงไปที่สนามของสถาบันเพื่อวิ่งออกกำลังกายตามปกติ

นี่คือการฝึกพิเศษที่พวกเขาบังคับให้ตัวเองทำทุกวัน

สำหรับปรมาจารย์เกราะ ร่างกายที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

“อี้เจ๋อ!”

ทันใดนั้น มีเสียงเรียกหนึ่งดังขึ้น

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ลู่อี้เจ๋อก็ถึงกับตัวแข็ง ขาที่กำลังวิ่งหยุดลงทันที ซึ่งชิวหลงเซี่ยงเองก็หยุดตามไปด้วย

จากนั้นชิวหลงเซี่ยงก็เห็นกลุ่มเด็กสาวเดินเข้ามา

ในขณะนี้ ลู่อี้เจ๋อก้มหน้าลงและเอาผมหน้าม้าปิดตาไว้

“อี้เจ๋อ ช่วงนี้ทำไมไม่ค่อยเห็นหน้านายเลยล่ะ?” เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงกลางเอ่ยขึ้น ดวงตากระพริบระยิบระยับ

เด็กสาวคนนั้นคือหลิวฮุ่ย ลูกสาวคนโตของตระกูลหลิว หนึ่งในตระกูลใหญ่ประจำเมืองหลิงเจียง และแน่นอนว่าเป็นแกนนำของกลุ่มนี้

ในฐานะอดีตสมาชิกตระกูลชิวแห่งเมืองหลิงเจียง ชิวหลงเซี่ยงรู้จักพวกทายาทตระกูลใหญ่ในเมืองหลิงเจียงอยู่ไม่น้อย

“ใช่แล้ว เมื่อก่อนอี้เจ๋อมาหาหลิวฮุ่ยแทบทุกวันไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันว่าเขาเปลี่ยนไปแล้วล่ะ” เด็กสาวสองคนที่ยืนข้างๆ กล่าวพลางหัวเราะ แต่แววตาที่มองลู่อี้เจ๋อนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลน

“ผม…ผมไม่ได้เปลี่ยนไปไหนหรอก ผมยังส่งอาหารเช้าให้คุณหนูหลิวทุกวัน” ลู่อี้เจ๋ออธิบายอย่างเร่งรีบ

“เมื่อก่อนนายยื่นให้หลิวฮุ่ยเอง แต่ตอนนี้แค่เอาไปวางหน้าห้อง และพอเรามาเก็บ พวกมันก็เย็นชืดหมดแล้ว

นายยังจะบอกว่าไม่เปลี่ยนอีกเหรอ?” อีกฝ่ายเหน็บแนมเสียงแข็ง

“ผม…ผม…” ลู่อี้เจ๋อพูดติดขัดไปหมด ไม่รู้จะหาคำไหนมาแก้ตัว

ชิวหลงเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น

“เอาล่ะ หยุดได้แล้ว” หลิวฮุ่ยตบแขนเพื่อนสาวสองคนเบาๆ แต่ในน้ำเสียงกลับไร้ซึ่งการตำหนิใดๆ

เธอหยิบซองจดหมายสีชมพูออกมาส่งให้ลู่อี้เจ๋อ ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย “อี้เจ๋อ ที่จริงฉันมาหานายเพราะอยากขอความช่วยเหลือนิดหน่อย…

นายกับนักเรียนใหม่หวังเปาเปาอยู่คลาสพิเศษห้องสองเหมืนอกันใช่ไหม ช่วยเอาจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้เขาหน่อยนะ”

ร่างกายของลู่อี้เจ๋อแข็งทื่อ เขายื่นมือไปรับซองจดหมายมา ทั้งที่ไม่ต้องเปิดก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร

“งั้นก็ฝากด้วยนะ ต้องส่งถึงมือหวังเปาเปาโดยตรงล่ะ!” หลิวฮุ่ยยกมือไหว้เล็กน้อยแล้วส่งยิ้ม ก่อนที่เธอกับเพื่อนอีกสองคนจะหัวเราะคิกคักแล้ววิ่งจากไป

ชิวหลงเซี่ยงมองดูลู่อี้เจ๋อด้วยสายตาที่ซับซ้อน "อี้เจ๋อ ฉันรู้ว่าไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของนาย

แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมาะกับนาย"

“พี่ชิว ไม่ต้องพูดแล้ว

ผมรู้…ผมรู้มาตลอด

ผมแค่ได้อยู่ใกล้เธอ หรือคอยมองดูจากที่ไกลๆ ก็พอแล้ว

อีกอย่าง… หวังเปาเปาก็เป็นคนดีจริงๆ ถ้าเธอได้อยู่กับเขา มันก็คงเป็นคู่ที่เหมาะสมที่สุด

พี่ชิวไม่คิดอย่างนั้นเหรอ?” ลู่อี้เจ๋อยิ้มเจือน

"ลู่อี้เจ๋อ นายรู้ตัวไหมว่ารอยยิ้มของนายตอนนี้มันดูน่าเกลียด" ชิวหลงเซี่ยงจ้องมองไปที่ลู่อี้เจ๋อ

หลังจากฝึกฝนร่วมกันมามากกว่าหนึ่งเดือน ชิวหลงเซี่ยงก็ถือว่าลู่อี้เจ๋อเป็นเพื่อนของเขา และเขาไม่อยากเห็นเพื่อนของตัวเองต้องจมลึกลงไปในความเจ็บปวดแบบนี้

“พี่ชิว...หยุดพูดเถอะ

ถือซะว่าไม่เคยเห็นอะไรทั้งนั้น

ผม…ผมยังวิ่งไม่ครบหนึ่งรอบ” ลู่อี้เจ๋อพูดจบก็ไม่รอให้ชิวหลงเซี่ยงตอบ เร่งฝีเท้าออกไปทันที

ชิวหลงเซี่ยงมองไปที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย แล้วถอนหายใจยาว

ไม่ว่าพวกเขาจะสนิทกันมากขนาดไหน พวกเขาก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้น

เรื่องความรู้สึกของอีกฝ่าย…เขาไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย

หลังจากเหตุการณ์เล็กน้อยนี้ พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูฝั่งตะวันออกของบ้านอาจารย์ฉินเหมือนทุกเช้า เพื่อรอเริ่มการฝึกของวันนี้

ชิวหลงเซี่ยงเหลือบมองหลูอี้เจ๋อที่อยู่ข้างๆ แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับสงบนิ่งราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

“เขานี่ไม่เคยมาก่อนเวลาเลยสักนาที” เจิ้งเย่เย่มองนาฬิกา และบ่นเบาๆ

“จริงๆ แล้วเรามาเร็วเกินไปต่างหาก” ซูเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ดิ๊ง ดิ๊ง ดิ๊ง…

ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงก็ดังก้องไปทั่วเมืองหลิงเจียง

ทำลายความสงบสุขของเช้าอันแสนธรรมดานี้

ในเวลาเดียวกัน บนท้องฟ้าเหนือเมืองหลิงเจียง ปรากฏรอยแยกสีดำค่อยๆ ฉีกออก

ภายในรอยแยกนั้นคล้ายกำลังมีบางสิ่งพยายามเล็ดลอดออกมา

บรรยากาศรอบเมืองพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นความรู้สึกกดดันและไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“รอยแยกสัตว์อสูร!” เจิ้งเย่เย่ร้องลั่น

“ทำไมรอยแยกถึงโผล่มาในเมืองหลิงเจียงได้!” ซูเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด

วันที่ 20 ตุลาคม ปี 155 ตามปฏิทินใหม่ เวลา 7:58 น.

รอยแยกสัตว์อสูรปรากฏขึ้นในเมืองหลิงเจียง!

จบบทที่ บทที่ 27 จดหมายถึงหวังเปาเปา

คัดลอกลิงก์แล้ว