- หน้าแรก
- Supreme Magus
- ตอนที่ 30 รางวัล
ตอนที่ 30 รางวัล
ตอนที่ 30 รางวัล
‘ทำไมต้องเป็นที่นี่ตอนนี้ด้วย!’ ลิธกรีดร้องอยู่ในใจ
‘ฉันต้องกลายเป็นเป้านิ่งจนกว่ามันจะเสร็จสิ้น!’ เขารู้ดีว่าไม่อาจหน่วงเวลาการกลั่นสิ่งเจือปนจนกว่าจะกลับถึงบ้านได้
ลิธไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปล่อยให้กระบวนการดำเนินไปอย่างไม่ต่อต้าน เพื่อให้มันจบอย่างรวดเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด
ไม่นานนัก ของเหลวสีดำก็ไหลซึมออกมาจากทุก ๆ รูขุมขนและช่องเปิดของร่างกาย ดวงตาและลำคอของลิธแสบร้อนจากความรู้สึกเลวร้ายที่สิ่งเจอปนสร้างขึ้นขณะถูกขับออก
ลิธรู้สึกเหมือนมีน้ำดีไหลออกมาจากร่างกายของเขา
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด เขาก็คุกเข่าลงกับพื้น โดยมีมือทั้งสองข้างเท้าอยู่บนพื้นดิน บริเวณด้านล่างมีแอ่งของเหลวเหนียวข้นสีดำขังอยู่ ส่งกลิ่นเน่าเหม็นคลุ้งไปทั่วอากาศ
‘ยินดีด้วย! แกนเวทของนายพัฒนาเป็นสีฟ้าเข้มแล้ว!’ น้ำเสียงของโซลัสเต็มไปด้วยความยินดี
‘แถมคราวนี้นายคงน้ำหนักหายไปอย่างน้อยก็กิโลหรือสองกิโลแน่ ๆ ดูจากปริมาณสิ่งเจือปนที่ถูกขับออกมา ฉันสัมผัสได้เลยว่าคุณภาพการไหลเวียนของมานานายดีขึ้นจริง ๆ อาหารของฉันไม่เคยอร่อยเท่านี้มาก่อน!’
‘ฟ้าเข้มงั้นเหรอ?’ ลิธไอออกมาเป็นก้อนสิ่งเจือปนที่ติดค้างอยู่ในลำคอ
‘ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งความพยายาม ทั้งการเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับสัตว์วิเศษติด ๆ กันถึงสองตัว… เพื่อผลลัพธ์เป็นแกนสีฟ้าที่ห่วยแตกที่สุดเนี่ยนะ?” เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งผิดหวังและหดหู่
“ระดับของฉันยังต่ำกว่าระดับของแม่เฒ่าอยู่ดี ตอนที่เธอเกิดมาก็มีแกนเวทระดับนี้แล้ว! ถ้าเธอฝึกเทคนิคการหายใจของฉันด้วยล่ะก็ คงไม่มีใครหยั่งถึงพลังของเธอได้แน่ เธอคงระเบิดภูเขาแยกทะเลได้แล้วด้วยซ้ำ”
เขาปล่อยคลื่นเวทแห่งความมืดออกไป ขจัดสิ่งเจือปนทั้งหมดให้สลายกลายเป็นความว่างเปล่า
‘มองอีกมุมสิ การทะลวงขีดจำกัดครั้งนี้ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้นายรักษาติสต้าได้เสียที ไม่ใช่นั่นเหรอเป้าหมายตั้งแต่แรกของนาย?’ โซลัสพยายามปลอบใจเขาเต็มที่
เพียงคิดถึงเรื่องนั้น อารมณ์ของลิธก็สดใสขึ้นมาทันที
‘เธอพูดถูก! บางครั้งฉันก็เห็นแก่ตัวเกินไปจริง ๆ’
‘บางครั้งงั้นเหรอ?’ โซลัสแทรกประชดทันที
‘โอเค ส่วนใหญ่แล้วฉันปล่อยให้ความกระหายพลังครอบงำ พอใจเธอแล้วหรือยัง?’
โซลัสหัวเราะคิกเบา ๆ
แม้ยังไม่ได้ใช้เทคนิคการฟื้นพลัง (Invigoration) แต่ลิธก็สัมผัสได้แล้วว่าตัวเองรับรู้โลกโดยรอบชัดเจนกว่าที่เคย สีสัน กลิ่น เสียง… ทุกอย่างล้วนแตกต่าง ราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้งและได้สัมผัสโลกเป็นครั้งแรก
เขายังรู้สึกมึนหัวอยู่ จึงตักน้ำเย็นจากแม่น้ำสาดใส่หน้า หวังเรียกสติกลับคืนมา
ทันใดนั้น ลิธก็รู้สึกหนาววาบไปทั้งแผ่นหลัง เส้นขนที่ต้นคอชูชันขึ้น
เขากระโดดลุกขึ้นยืนหันกลับไปทันที และพบว่าไรย์ตัวเดิมจากเมื่อสองปีก่อน กำลังเดินเข้ามาหาอย่างเงียบงัน
ตอนนี้มันโตขึ้นจนถึงระดับไหล่สูงถึง 1.6 เมตร ขนสีแดงยังคงเปล่งประกาย แต่กลับมีเฉดสีขาวแซม ดูราวกับเปลวเพลิงเต้นระบำกลางแสงตะวัน
แค่ลองใช้คาถาเหยี่ยวโผบิน (Soaring Hawk) ก็เกือบทำให้ลิธเป็นลม เขาจำต้องยกเลิกแล้วหันมาใช้เทคนิคการฟื้นพลัง (Invigoration) แทน
ทว่าหลังจากวิวัฒนาการ แกนเวทของลิธยังคงไม่มั่นคง ทำให้ไม่สามารถดูดซับพลังงานโลกเพิ่มได้
‘ชีวิตบัตซบจริงๆ! ฉันคงต้องหนีด้วยขาตัวเองเท่านั้น’
ไรได้กลิ่นความกลัวและความกดดันของเขา จึงเอ่ยขึ้น
“อย่ากลัวไปเลย มัจจุราช… ข้าไม่ได้คิดร้ายกับเจ้า ในทางตรงกันข้าม ข้ามาที่นี่เพื่อแสดงความขอบคุณ เจ้าทำหน้าที่แทนข้าได้สำเร็จ แต่เดิมมันเป็นความรับผิดชอบของข้าที่จะหยุดอิร์ตูและเกอร์ด้า ทว่ากลับเป็นเจ้าที่ทำได้ก่อน”
มันเหวี่ยงกวางตัวใหญ่ที่หาบหลังมาวางตรงหน้าลิธ ทั้งหนังและเขายังคงสมบูรณ์แบบ ยกเว้นรอยกัดเพียงรอยเดียวที่คอ ซึ่งมันทำให้หักคอของเจ้ากวางหักอย่างหมดจด
“ข้าเห็นว่ามนุษย์อย่างเจ้าชอบแบบนี้ หลังจากกินเนื้อแล้ว ยังสามารถเอาหนังและเขาไปแลกสิ่งที่พวกเจ้าชอบเรียกว่า ‘เงิน’ ได้ด้วย”
ลิธยังไม่รู้สึกวางใจนัก เขาตัดสินใจถ่วงเวลาไปพลาง ๆ เพื่อพักหายใจและหาทางหนีที่ดีที่สุด
“เจ้าเองก็พูดได้เหมือนกันสินะ? ทำไมเมื่อสองปีก่อนเราไม่คุยกันดี ๆ แบบนี้แทนที่จะต้องสู้กัน?”
“เลิกมองหาทางหนีได้แล้ว หากข้าต้องการฆ่าเจ้า ข้าคงไม่เสียเวลาไร้สาระด้วยการพูด และลงมือในตอนที่เจ้าอ่อนแอที่สุดไปแล้ว ข้าไม่ได้จองหองและโหดเหี้ยมเหมือนอิร์ตู ข้าจะไม่ประมาทเจ้าเป็นครั้งที่สอง”
“ส่วนที่เจ้าถาม… ก็เพราะเจ้าเป็นฝ่ายโจมตีข้าก่อน”
“และเจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกข้าพูด? มนุษย์ก็มักจะสลบหรือไม่ก็หนีไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกมันก็จะกลับมาพร้อมจำนวนที่มากขึ้น แม้กระทั่งยอมเผาป่าเพียงเพื่อฆ่าพวกเราทุกตัว”
ไรย์คำรามต่ำ ๆ ราวกับเจ็บปวดกับความทรงจำอันไม่พึงประสงค์นั้น
ลิธจึงค่อย ๆ คลายความระแวดระวังลงเล็กน้อย
“ใช่ มนุษย์กลัวอะไรง่ายดาย พวกมันคิดว่าตนสูงส่งและชอบธรรมเสมอ แต่พวกมันไม่เคยชอบหรอก หากมีสิ่งใดหรือใครก็ตามที่พวกมันไม่ยอมรับว่า ‘เท่าเทียม’ มาคุกคามความสมดุลที่พวกมันสร้างไว้”
“ยังไงก็ตาม ข้าต้องขอโทษสำหรับการโจมตีลับหลังวันนั้นนะ ก็เพราะเจ้าตัวใหญ่ น่ากลัว และกำลังทำลายบางสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับข้า”
แววเข้าใจบางอย่างก็สว่างขึ้นในดวงตาของไร
“เจ้าหมายถึงก้อนหินน่ารำคาญที่ตอนนี้เจ้าสวมไว้บนนิ้วนั่นสินะ ข้าคงต้องขอโทษที่ทำของมีค่าของเจ้าเสียหาย และพยายามไล่เจ้าออกจากป่า ข้าเพียงอยากให้เสียงรบกวนเงียบลง และให้เจ้าหยุดโจมตีเท่านั้น”
“ถ้าจะให้ข้าเชื่อคำพูดของเจ้า งั้นทำไมเจ้าถึงเรียกข้าว่ามัจจุราช? แบบนั้นมันไม่ค่อยดูดีสักเท่าไหร่” ลิธยังคงขยับทีละน้อย มุ่งหน้าไปยังเส้นทางกลับบ้านที่เร็วที่สุด เดินช้า ๆ ทีละก้าว ราวกับว่าเขากำลังย้ายน้ำหนักจากเท้าข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งขณะพูดคุย
ไรย์เพียงพ่นลมหายใจออกทางจมูก แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น
“มันไม่ใช่คำดูถูก เจ้าสังหารราชาแห่งป่าฝั่งตะวันตกลง และด้วยชีวิตของมัน เจ้าก็ครอบครองตำแหน่งนั้นไปด้วย”
“งั้นเจ้าก็เป็นราชาฝั่งตะวันออกสินะ ข้าสงสัยว่าเจ้ามีตำแหน่งว่าอะไร?” ลิธขยับอีกก้าว
“ผู้พิทักษ์ หน้าที่ของข้าคือปกป้องทั้งมนุษย์และสัตว์วิเศษที่ดื้อรั้นไม่ให้ก่อปัญหา”
“ชื่อนั้นฟังดูดีกว่าของข้าเยอะเลย ว่าแต่ ท่านราชา ข้าไม่สนใจเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์หรือเขตแดนของใครหรอก เจ้าจะยึดครองดินแดนของอิร์ตูหรือที่เจ้าเรียกมันว่าอะไรก็ตาม เชิญตามสบาย ข้าออกล่าเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือความสุขส่วนตัว”
“และนั่นคือเหตุผลที่เจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่” เห็นว่ามนุษย์ผู้นี้ระวังตัวนักหนาเพราะสภาพอ่อนแรง ไรย์ก็เลิกล้มความตั้งใจและหันหลังเดินกลับเข้าสู่ป่า
ลิธยังคงหวาดหวั่น แต่ก็ยังคงมีสติ เขารีบเก็บซากกวางเข้าในมิติส่วนตัว (pocket dimension) ทันทีที่สัตว์วิเศษลับสายตา ลิธก็ออกวิ่งพ้นป่า พลางบอกโซลัสให้เฝ้าระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อออกมาข้างนอกแล้ว เขารีบเปลี่ยนกลับไปใส่เสื้อผ้าปกติ เพราะเห็นว่ารอยขาดจากกรงเล็บบนเสื้อเชิ้ตดูสะเทือนใจเกินไปสำหรับพ่อแม่ของเขา
ยิ่งเข้าใกล้บ้านเท่าไร ลิธก็ยิ่งรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นเท่านั้น ความฮึกเหิมจากอะดรีนาลีนเริ่มจางหาย ร่างกายและจิตใจต่างบอบช้ำจากสิ่งที่เพิ่งเผชิญ เขาปวดหัวรุนแรงจนแทบจะคิดอะไรไม่ออก
เมื่อกลับถึงบ้านลิธเหนื่อยเกินกว่าจะพูด หรือแม้แต่เดินเข้าห้องนอน เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใกล้สุด ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายเสียที
สิ่งถัดมาที่เขารับรู้ คือมีใครบางคนพาเขาไปนอนบนเตียง และเมื่อดูจากแสงรอบห้องก็เป็นเวลากลางคืนไปแล้ว เขาหลับตาพลางครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป และเมื่อเปิดตาอีกครั้งก็เป็นรุ่งสางแล้ว
ทิสต้าและเรน่ายังหลับอยู่ ลิธจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคนตามกิจวัตรประจำวัน และในตอนนั้นเอง เขาก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากเพียงใดในชั่วข้ามคืน
ไม่เพียงร่างกายที่เต็มไปด้วยพละกำลัง เขายังสามารถรับรู้ได้ถึงกระแสมานาของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคการหายใจอีกต่อไป แค่เพียงนึกคิด ลิธก็สามารถลอยตัวขึ้นได้แล้ว และยังออกจากห้องโดยไม่ทำให้พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแม้แต่น้อย
สิ่งที่เมื่อวานยังต้องใช้สมาธิอย่างมาก แต่ในตอนนี้แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
‘ถ้าเวทระดับหนึ่ง (tier one spell) ง่ายขนาดนี้แล้ว แล้วเวทจิปาถะ (chore magic) จะเป็นยังไง?’
ลิธค้นพบว่าตอนนี้เขาสามารถใช้เวทได้พร้อมกันถึงหกบท โดยไม่ต้องอาศัยท่าทางหรือคำร่ายช่วยในการควบคุมอีกต่อไป
ไม่นานนัก กระแสลมวนเล็ก ๆ ก็พัดกวาดทำความสะอาดทุกซอกมุมของห้องอาหาร อากาศในห้องอุ่นขึ้นทีละน้อย ขณะเดียวกันจานและช้อนส้อมก็ลอยเข้าที่ของมันเอง
และทันทีที่โต๊ะถูกจัดเรียบร้อย การถูและเช็ดพื้นจนสะอาดก็แห้งสนิทพอดี
‘ฉันทำสิ่งที่ปกติกินเวลาเป็นครึ่งชั่วโมงได้เสร็จในไม่ถึงนาที! ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าทุกคนจะตื่น โซลัส… เธอรู้สึกยังไงบ้าง?’
‘ตอนนี้พอรู้ว่านายปลอดภัย ก็ดีขึ้นมาก… แต่ถ้านายหมายถึงความสามารถของฉัน ไม่ใช่ความรู้สึกของฉันล่ะก็…’ จากน้ำเสียงของเธอฟังดูหงุดหงิดไม่น้อย
‘…ทั้ง โซลัสเปเดีย (Soluspedia) และ มิติส่วนตัว (pocket dimension) ต่างก็เริ่มขยายขึ้นตั้งแต่แกนมานาของนายคงที่’
‘แล้วตัวเธอเองล่ะ?’
‘ขอบใจนะ ที่ถามออกมาโดยไม่ต้องรอให้ฉันแอบบ่นประชดก่อน’ น้ำเสียงของเธอประชดประชันชัดเจน ‘ฉันยังคงฟื้นตัวจากความตกใจครั้งใหญ่ที่นายก่อเมื่อวาน แต่ก็คงเอาตัวรอดไปได้’
‘ฉันขอโทษนะ ฉันรู้ว่าเธออยากให้ฉันหนีจากอิร์ตู แล้วก็ไม่ต้องไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น แต่ฉันไม่อาจหนีไปแล้วใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว รอวันที่มันหาครอบครัวฉันเจอแล้วลงมือโจมตี’
‘ฉันใช้ชีวิตทนทุกข์กับความหวาดกลัวจากพ่อมานานเกินไปแล้ว ตอนยังอยู่บนโลก เพื่อที่จะไม่ให้สิ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจ’
ลิธไม่อยากทำอะไรนอกจากเปลี่ยนเรื่อง เพื่อหนีจากความเงียบอันอึดอัดนั้น จึงถามขึ้นว่า
‘แล้วซากของเกอร์ด้าล่ะ? เราจะอ้างผลงานการฆ่าได้ไหม หรือมันจะน่าสงสัยเกินไป?’
‘สำหรับเกอร์ด้าไม่มีปัญหาอะไร ในประวัติศาสตร์มีจอมเวท (mages) ที่มีพรสวรรค์เต็มไปด้วย แม้จะอายุน้อยกว่านาย ก็ยังสามารถฆ่าสัตว์วิเศษได้ และในเมื่อไม่มีใครสามารถระบุได้ว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน นายก็แค่บอกไปว่าใช้การซุ่มโจมตีสำเร็จก็พอ’
‘แต่อิร์ตูเป็นปัญหามากกว่า นอกจากหนังของมันจะไร้ค่าไปแล้ว มันก็ใช้ได้แค่เพื่อเพิ่มผลงานความชอบ (merits) แต่ซากของมันยังมีร่องรอยของเวทที่ควรจะอยู่ราว ๆ ระดับสี่หรือห้า ไม่ก็สูงกว่านั้น ฉันว่านายควรเก็บมันไว้ใช้ยามจำเป็นจะดีกว่า’
หลังจากตัดสินใจว่าจะจัดการซากสัตว์แต่ละตัวอย่างไรแล้ว ลิธก็ใช้เวลาที่เหลือฝึก เทคนิคการสั่งสม (Accumulation) พลางคิดหาวิธีบอกพ่อแม่ว่าเขาได้คิดค้นวิธีรักษาทิสต้าแล้ว
ท่ามกลางสิ่งมากมายที่เขาได้รับนับตั้งแต่มายังโลกใหม่นี้ ความสุขของครอบครัวยังคงเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาปรารถนาจะไขว่คว้า