เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อารัมภบท 5 ลูกหลง

อารัมภบท 5 ลูกหลง

อารัมภบท 5 ลูกหลง


หลังจากกรีดร้องและตื่นตระหนกอยู่พักใหญ่ เดเร็กก็สามารถรวบรวมสติกลับมาได้พอจะเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่

สิ่งแรกที่เตะตาเขาคือรูขนาดใหญ่ตรงหน้าอกของชุดอวกาศ ขอบรอยแผลไหม้เกรียมคล้ายถูกเผา และมีของเหลวสีม่วงคล้ายเยลลีเปรอะเปื้อนอยู่ทั่วทั้งชุดของเขาและร่างไร้ชีวิตรอบตัว

ซึ่งก็หมายความว่า เยลลีสีม่วงนั่นคือเลือดของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่จับตัวเป็นลิ่ม เดเร็กหันกลับไปมองจุดที่เขาฟื้นขึ้นมา เห็นทั้งคราบเลือดกระจายทั่ว และอะไรบางอย่างที่เขาคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นเศษอวัยวะภายในที่เละไม่มีชิ้นดี

‘ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด’ เขาคิด ‘หลักฐานทุกอย่างมันฟ้องชัดว่าร่างนี้น่าจะตายไปแล้วไม่ต่างจากจูเลียส ซีซาร์... จนกระทั่งฉันมาสิงมันเข้าโดยไม่รู้ตัว แล้วที่น่าอึ้งกว่านั้น... มันกลับฟื้นฟูสมบูรณ์เหมือนไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน’

‘ให้ตายสิ แบบนี้แปลว่า ศาสนาทั้งโลกเข้าใจผิดหมดเลยน่ะสิ! ดีนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องงมงายพวกนั้น ไม่งั้นตอนนี้คงรู้สึกผิดหวังสุด ๆ’

เดเร็กเริ่มสำรวจร่างใหม่ของตัวเอง มันมีแขนสี่ข้าง ขาสองข้าง แต่แขนขาทั้งหมดกลับเรียวยาวผิดมนุษย์ ขาท่อนล่างดูคล้ายขาหลังของแมว ส่วนมือและเท้าก็มีเพียงสามนิ้ว

เขาอยากรู้เต็มแก่แล้วว่าหน้าตาใหม่ของตัวเองเป็นยังไง แต่รอบตัวกลับไม่มีอะไรสะท้อนให้เห็นแม้แต่น้อย เขาจึงลองยกมือคลำหน้าดู ทว่าเหมือนชุดนี้จะมีหมวกนิรภัยติดอยู่ด้วย ซึ่งแปลกตรงที่มันกลับไม่บดบังประสาทสัมผัสเลยสักนิด

สิ่งเดียวที่เขาพอจะสัมผัสได้ คือรูปร่างของหมวก และนั่นก็ทำให้เขาพบว่าศีรษะใหม่ของตัวเองมีทรงคล้ายครีบหลังของฉลาม

จากนั้นเขาก็ลองพูดดู

“ทดสอบ ทดสอบ เดเร็ก แม็คคอย หนึ่ง สอง สาม” เขาสามารถเปล่งเสียงออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยังคงเป็นภาษาอังกฤษอยู่ดี ซึ่งก็แปลได้ว่าเขาไม่ได้รับการถ่ายทอดความจำกล้ามเนื้อ หรือสติปัญญาจากเจ้าของร่างเดิมแม้แต่น้อย

เดเร็กพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่จุดศูนย์ถ่วงของร่างใหม่นั้นต่างจากเดิมมาก เขาจึงต้องยอมแพ้ แล้วหันไปคลานเหมือนเด็กทารกแทน

เขาสำรวจซากศพรอบตัว พยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากชุดที่พวกมันสวม ดูเหมือนจะมีสองฝ่ายที่กำลังทำสงครามกันอยู่

ฝ่ายหนึ่งใส่ชุดอวกาศสีแดง ส่วนอีกฝ่ายซึ่งเป็นชุดที่เดเร็กสวมอยู่เป็นสีเทา เขาไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายชนะ แต่ยังไงมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาอยู่ดี

เว้นแต่ว่าชุดนี้จะติดตั้งเครื่องแปลภาษาสากล ไม่อย่างนั้นเขาก็คงคุยกับใครไม่ได้เลย ศัตรูคงฆ่าเขาทันทีที่เห็นหน้า ส่วนฝ่ายเดียวกัน... ก็คงเขี่ยเขาทิ้งเหมือนขยะ

‘ใครจะอยากได้ไอ้งั่งที่แม้แต่จะเดินยังทำไม่เป็นในสถานการณ์เป็นตายแบบนี้? ฉันยังไม่ทันอยู่ที่นี่ครบวันเลย ก็แทบจะกลายเป็นศพเดินได้ซะแล้ว’ เขาคิดอย่างขมขื่น

แต่เดเร็กไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นโดยอาศัยผนังช่วยพยุง แล้วเริ่มออกสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว

ตามทางเดินมีประตูเรียงรายอยู่มากมาย แต่ตัวเลือกของเขากลับมีแค่เพียงประตูที่เปิดอยู่เท่านั้น

เขาไม่รู้เลยว่าจะเปิดประตูยังไง หรือจะใช้งานแผงควบคุมที่พบตามทางได้อย่างไร เขาลองกดปุ่มมั่ว ๆ ไปเรื่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาเริ่มหิวแล้วด้วยสิ

‘นี่ฉันจะต้องตายเพราะอดข้าวในยานอวกาศบนดาวบ้าบออะไรนี่จริง ๆ เหรอ? ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ร่างนี้มันกินอะไร! ต่อให้เจอกองอาหารวางอยู่ตรงหน้า ฉันก็ไม่รู้ว่าอันไหนกินได้หรือไม่ได้ แล้วยังจะต้องมานั่งหาทางถอดหมวกบ้านี่อีก!’

หลังจากเดินเร่ร่อนอยู่นานหลายชั่วโมง ความหิวกับความเครียดก็ทำให้เดเร็กแทบคลั่ง เขากรีดร้อง เตะทุกอย่างที่ขวางหน้า จนในที่สุดก็หมดแรงและฟุบหลับไป

เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จิตใจของเขาก็กลับมาแจ่มชัดดังเดิม

‘นี่มันฝันร้ายชัด ๆ ฉันจนตรอกเสียจนต่อให้จะฆ่าตัวตาย ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไง’ เขาคิดขณะทุบหัวตัวเองเบา ๆ กับผนัง เพื่อระบายความคับข้องใจที่สะสมอยู่

‘ไม่เคยคิดเลยว่าการได้เกิดใหม่ในโลกแนวไซไฟจะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้ ทั้งร่างกาย วัฒนธรรม หรือแม้แต่สามัญสำนึกพื้นฐานก็ไม่มีติดมาด้วย แล้วทุกอย่างที่นี่ก็ไฮเทคเกินไปจนฉันแค่จะเปิดประตูยังทำไม่ได้เลย’

‘ให้ตายสิ ต่อให้มีป้ายติดทุกปุ่ม ฉันก็ไม่มีทางเข้าใจ เพราะอ่านภาษาพวกนี้ไม่ออกสักคำ!’

ความหิวของเดเร็กยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเขาก็เริ่มหมดแรงอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาจะมารีรอ เขาจึงออกเดินอีกครั้ง คราวนี้เขาทุบประตูทุกบานที่เจอ พร้อมตะโกนสุดเสียงเพื่อเรียกความสนใจ

เขาเกือบจะหมดสติอีกครั้งจากความหิวและอ่อนเพลีย แต่แล้วประตูบานหนึ่งก็เปิดออก

แรงกระแทกจากเสียงและภาพเบื้องหน้าทำให้เขาเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น ตรงหน้าประตูมีมนุษย์ต่างดาวสวมชุดเกราะสีเทาเรียงแถวกันเป็นรูปลิ่ม

แต่ละตัวถือท่อนโลหะยาวในท่าเตรียมพร้อมราวกับถือปืนไรเฟิล เดเร็กไม่แม้แต่จะพยายามลุกขึ้น เขายกมือขวาขึ้นโบกช้า ๆ หวังให้เป็นสัญญาณแห่งสันติ

*“กัปตัน! นั่นคือซาร์ค! สัญญาณชีพของเขาที่กลับมา มันไม่ใช่ข้อผิดพลาดของระบบ เขายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ!”* (*หมายเหตุ: เครื่องหมายดอกจัน * ใช้แทนคำพูดที่เดเร็กไม่สามารถเข้าใจได้)

ขบวนแถวแหวกทางให้มนุษย์ต่างดาวร่างสูงใหญ่กว่าใครในกลุ่มเดินตรงเข้ามาหาเดเร็ก พวกทหารยังคงยกอาวุธประจำตำแหน่ง ไม่ลดการ์ดแม้แต่นิด ทุกตนรอคำสั่งแค่เพียงให้เริ่มการจู่โจมเท่านั้น

*“ทหาร! เจ้าทำอะไรถึงได้นอนอยู่บนพื้นแบบนี้? แล้วเอาตัวรอดจากการซุ่มโจมตีมาได้ยังไง?”* กัปตันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“เฮ้ ฉันไม่เข้าใจที่นายพูดเลยสักคำ”

*“มันพล่ามอะไรของมัน?”*

*“ไม่ใช่ภาษาท้องถิ่นในจักรวรรดิแน่ ๆ”*

*“หน่วยแพทย์ ตรวจบาดแผลจากปืนเลเซอร์นั่นให้หน่อย!”*

มนุษย์ต่างดาวในชุดคลุมสีม่วงก้าวออกมา ใช้อุปกรณ์บางอย่างสแกนร่างของเดเร็กอย่างละเอียด

*“ไม่มีบาดแผลเลยครับท่าน เครื่องสแกนยืนยันว่ารอยบนชุดเกราะมาจากปืนบลาสเตอร์ของคอเรลแลนแน่นอน แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขารอดมาได้ยังไงโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน นี่มันปาฏิหาริย์ชัด ๆ”*

*“มันคือความเสี่ยงเกินไป”* กัปตันกล่าวเสียงเรียบ เขาคว้าแท่งโลหะจากมือทหารคนหนึ่ง แล้วกดปุ่มบนด้าม มันเปลี่ยนรูปกลายเป็นหอกยาวที่มีใบมีดสร้างขึ้นจากพลังงานบริสุทธิ์

‘โอเค ดูท่าว่าฉันคงได้ตายด้วยไลท์เซเบอร์แฮะ เท่ไม่เบา โดนฟันทีเดียวคงกลายเป็นฝุ่นละเอียดไปเลย โชคดีชะมัดที่ความตายคราวนี้น่าจะไม่เจ็บเหมือนเดิม’ เดเร็กคิดในใจ

เมื่อกัปตันแทงหอกพลังงานเข้ากลางอกของเดเร็ก มันไม่ได้ส่งเสียงเผาไหม้แม้แต่นิด ใบหอกทะลุผ่านร่างเขาจากซ้ายไปขวา เลือดทะลักออกมาราวเขื่อนแตกจนเขาหมดลมหายใจ

อาวุธชิ้นนั้นไม่ได้ใช้เลเซอร์ แต่เป็นพลังงานแสงแข็งตัวในรูปของใบมีด ทำให้มันไม่ต่างจากหอกยาวธรรมดา ๆ เลยแม้แต่น้อย

*“ฟังให้ดี ทหารทุกนาย ซาร์คเป็นทหารที่ดี หากเรารอดออกไปได้ พวกเราจะจดจำและไว้อาลัยให้เขาอย่างสมเกียรติ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันคือความเสี่ยงที่เราไม่สามารถปล่อยไว้ได้”*

*“โดยเฉพาะในเมื่อเจ้าชายเร็คฮาร์ตอยู่ภายใต้ความดูแลของเรา และพวกกบฏคอเรลแลนยังลอยนวลอยู่ การยอมเสียบางอย่าง... ยังดีกว่ายอมให้มีสายลับแฝงตัวอยู่ในหมู่เรา ปิดประตู แล้วตรวจสอบพื้นที่อีกครั้งเดี๋ยวนี้!”*

คราวนี้ ความตายไม่ได้มาอย่างไร้ความเจ็บปวดสำหรับเดเร็ก เขารู้สึกเหมือนหน้าอกถูกไฟเผารุนแรง แต่สิ่งที่ทรมานที่แท้จริงกลับไม่ใช่บาดแผล... หากเป็นปอดของเขาต่างหาก

เดเร็กพยายามหายใจอย่างยากลำบาก ลมหายใจแต่ละเฮือกตื้นและขาดช่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เลือดเริ่มทะลักออกจากปาก เขารู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำอย่างช้า ๆ

ลำคอของเขาหดเกร็ง เขาพยายามสูดอากาศเข้า แต่ก็ไร้ผล ความตายครั้งนี้กินเวลาไม่ถึงนาที แต่สำหรับเขา มันกลับยาวนานเหมือนนิรันดร์

เป็นอีกครั้งที่เขาพบว่าตัวเองจมอยู่ในแสงเจิดจ้า จากนั้นเขาก็ถูกแรงบางอย่างดึงเข้าสู่แสงสว่างนั่น ความกังวลและความโกรธค่อย ๆ จางหายไปเหมือนครั้งก่อน ทว่าแทนที่จะรู้สึกโล่งใจ เขากลับรู้สึกรำคาญแทน

เดเร็กไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้า เขาจึงไม่เคยเชื่อเรื่องสวรรค์หรือนรก

‘มนุษยชาติเป็นเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายเสมอมา’ เขาคิดในใจ ‘มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตัดสินว่าใครดีหรือเลวจริงที่แท้จริง ส่วนใหญ่แล้วคนเลวก็แค่คนที่ไม่เคยมีโอกาสจะเป็นอย่างอื่นนอกจากอาชญากร’

‘แล้วยังมีพวกที่เหมือนฉัน คนที่ชีวิตผลักดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งใจพังไม่มีชิ้นดี ยังไม่นับพวกโรคจิตหรือพวกไร้สามัญสำนึก ช แล้วแบบนั้น... จะให้พวกเขาถูกส่งลงนรกเพียงเพราะสมองของพวกเขาทำงานไม่ปกติ มันยุติธรรมตรงไหนกัน?’

‘เพราะแบบนั้น ฉันถึงเชื่อมาโดยตลอดว่า ถ้ามีชีวิตหลังความตาย มันก็ต้องมีสำหรับทุกคน ถ้าไม่มี มันก็ไม่ควรมีเลย ความตายควรเป็นจุดจบขั้นสุดท้าย ไม่ว่าจะดีหรือเลว รวยหรือจน ปลายทางควรจะเหมือนกันหมด’

‘แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา คือการกลับชาติมาเกิดเฮงซวย ที่ดูเหมือนมีไว้กลั่นแกล้งกันซะมากกว่า’

‘การกลับชาติมาเกิดจะมีประโยชน์อะไร ถ้าฉันยังจำทุกอย่างจากชาติก่อนได้หมด?’

‘ไม่ว่าฉันจะไปอยู่ในร่างไหน หรือดาวดวงใด ฉันก็ยังคงแบกความทรงจำทั้งหมดไว้เหมือนเดิม พอพ้นแสงนั้นออกมา ความเจ็บปวด ความแค้น ความเกลียดชังต่อมนุษย์ก็จะถาโถมกลับมาอีกอยู่ดี แล้วจะให้ฉันเรียนรู้อะไรจากการเกิดใหม่นี้ล่ะ?’

ในมิติลี้ลับนั้น เดเร็กมีสติมากพอจะตระหนักว่า นักบำบัดของเขาเคยพูดถูก... เพียงครึ่งเดียว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเขา ‘อยาก’ เปลี่ยน แต่เพราะประสบการณ์ทั้งหมดในอดีต เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนอะไรอีกเลย

มันคือตัวอย่างสมบูรณ์แบบของกับดักแห่งความย้อนแย้ง catch-22 paradox อย่างแท้จริง

ทันใดนั้นเอง แรงบางอย่างก็ดึงร่างของเขาให้ร่วงหล่นลงจากแสงนั้น

ภาพตรงหน้าเบลอมัวไปหมด แต่เขายังได้ยินเสียงเอะอะโกลาหลรอบตัวอย่างชัดเจน

มือขนาดยักษ์กำลังจับเขาไว้แน่น ขณะที่เขากำลังอาเจียนอะไรบางอย่างออกมา และจากลมที่สัมผัสแก้มก้น เขาก็รู้ทันทีว่า... เขากำลังเปลือยอยู่

‘ฉันไม่รู้หรอกว่ากำลังเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น...’ เขาคิด ‘แต่พนันได้เลยว่าฉันต้องซวยเข้าให้อีกแล้วแน่ ๆ’

เมื่อการมองเห็นของเดเร็กเริ่มชัดเจนขึ้น เขาก็พบว่าที่จริงแล้วมือพวกนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย เป็นเขาเองต่างหากที่ตัวเล็กมาก… พูดให้ชัดก็คือ เขากลายเป็นทารก

*“เขารอดแล้ว! ข้าทำได้! ข้าช่วยชีวิตลูกชายของเจ้าไว้ได้!”*

พอสังเกตดี ๆ เขาก็พบว่าเจ้าของมือคู่นั้นคือหญิงชรา ที่กำลังพร่ำพูดภาษาประหลาดที่เขาฟังไม่เข้าใจเลยสักคำ เดเร็กนอนอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ล้อมรอบด้วยผู้คนที่แต่งตัวด้วยเศษผ้าขาด ๆ ซึ่งจะเรียกว่า ‘เสื้อผ้า’ ได้ก็ต่อเมื่อชุดพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลย้อนยุคสไตล์ศตวรรษที่ 10 เท่านั้น

‘ให้ตายสิ… ฉันเกลียดเวลาที่ตัวเองเดาถูกจริง ๆ!’ เขาคิดพลางถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย

จบบทที่ อารัมภบท 5 ลูกหลง

คัดลอกลิงก์แล้ว