- หน้าแรก
- โอเวอร์ลอร์ด : คัดลอกพลังแห่งจักรวาล
- ตอนที่ 1: มรดกจากอดีต
ตอนที่ 1: มรดกจากอดีต
ตอนที่ 1: มรดกจากอดีต
ร่างชายชราที่ดูบอบบาง ผิวซีดเซียว ขาที่ดูอ่อนแรง และหลังที่โก่งงอ เขายืนอยู่บนแท่นปราศรัยโดยมีผู้คนคอยประคอง เพียงแค่ยืนอยู่ห่าง ๆ ก็เห็นริมฝีปากของเขาสั่นระริกขณะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ไมโครโฟนเพื่อกล่าวสุนทรพจน์
สุนทรพจน์ที่จะเป็นเครื่องหมายของการสิ้นสุดยุคสมัย…
ยุคสมัยที่เคยเป็นปาฏิหาริย์ ยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถูกรวบรัดจากหลายร้อยปีให้เหลือเพียงไม่กี่ทศวรรษ ตั้งแต่การกำเนิดของระบบโลกเสมือนจริง (VR) ไปจนถึงแคปซูลทางการแพทย์ จากการสื่อสารแบบมีสายระยะไกลสู่การส่งสัญญาณพลังงานและกระแสไฟฟ้าแบบไร้สาย จากยาที่ช่วยยืดอายุขัยไปจนถึงเซรุ่มที่ช่วยพัฒนาพันธุกรรมมนุษย์โดยรวม และนำมาซึ่งยุคแห่งผู้มีพลังพิเศษซึ่งช่วยต่อต้านการรุกรานจากกองทัพกาแล็กซี
ในทุก ๆ ด้าน ชายผู้นี้ได้จารึกร่องรอยที่จะเล่าขานไปอีกนานนับศตวรรษ
ชายในตำนานผู้นี้คือ 'เทพแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่...อีวาน'
วันนี้เป็นวันครบรอบ 700 ปีของการจากไปของอีวาน ชื่อที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลาแต่กลับเจิดจรัสขึ้นเรื่อย ๆ
สุนทรพจน์สุดท้ายของเขาถูกเปิดฉายไปทั่วโลก
"มนุษย์..."
"มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางในจักรวาลอันกว้างใหญ่ แต่เราได้รวมกันเป็นหนึ่งภายใต้การนำของใครบางคน และมอบความเชื่อมั่นเพื่อสร้างแนวร่วมอันแข็งแกร่ง"
"นี่คือสิ่งที่ทำให้เราแข็งแกร่ง และเมื่อเราผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หากผู้นำคำนึงถึงทุกคน โลกก็จะก้าวไปข้างหน้า แต่หากพลังแห่งแนวร่วมนี้ตกไปอยู่ในมือของคนโลภ มนุษยชาติจะล่มสลาย"
"ความโลภในอำนาจจะนำมาซึ่งความตาย ความสูญเสีย และโลกจะถดถอยลงอย่างรวดเร็ว... แต่จงจำไว้ว่าพวกเรา... มนุษย์ไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาลอันไพศาลนี้"
"ยังมีอีกมากมาย และจะมีอีกมากมายที่จะค้นหาเราเฉกเช่นที่เราค้นหาพวกเขา พวกเขาจะมา และแน่นอนว่าพวกเขาจะเหยียบย่ำเรา เพื่อไม่ให้สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น ฉันได้ทิ้งมรดกทั้งหมดของฉันไว้ให้ ซึ่งเป็นชุดความรู้ที่กระจัดกระจายจากการสั่งสมมานานหลายปี"
"ฉะนั้น... จงใช้มันเพื่อมนุษยชาติ..."
บนจอภาพขนาดยักษ์ในย่านแมนฮัตตันที่ฉายสุนทรพจน์ซ้ำไปซ้ำมา... สายตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในฝูงชนจับจ้องไปที่มัน
หลังจากจบสุนทรพจน์ เสียงทรัมเป็ตดังกึกก้อง เสียงดนตรีดังกระหึ่ม จากตึกระฟ้าสูงตระหง่าน พลุและประทัดถูกจุดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการรำลึกถึงบุคคลในตำนานผู้นั้น
ชายคนนั้น... ตำนาน... ผู้กอบกู้มนุษยชาติ
สาเหตุเดียวที่มนุษย์รอดชีวิตจากการล่มสลายและการรุกรานจากต่างดาวได้ คือนวัตกรรมของอีวาน และภรรยาของเขา ซูรี ผู้เป็นผู้นำกองทัพเข้าสู่สมรภูมิในห้วงอวกาศ และด้วยเหตุนี้โลกก็เปลี่ยนไป
ยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น... ยุคแห่งการขยายอาณาจักรสู่ห้วงจักรวาล
“ผ่านมาเกือบ 700 ปีแล้ว แต่ชื่อของเขาก็ยังคงเจิดจรัสไม่เสื่อมคลาย” เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นในฝูงชน
เสียงพูดคุยของผู้คนกึกก้อง ตามมาด้วยขบวนพาเหรดของทหารและวัตถุบินได้ที่แหวกว่ายบนท้องฟ้า เด็กหนุ่มคนหนึ่งมองดูป้ายโฆษณาที่ส่องแสงระยิบระยับและภาพโฮโลแกรมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“เฮ้ออออออออ... ไม่รู้ทำไม รู้สึกอิจฉาจัง”
เขาเดินแหวกฝูงชนไปจนถึงคาเฟ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนกำลังยืนมุงดูบางสิ่ง
"แกไม่รู้จักฉันรึไง"
"กล้าดียังไงมาล้อเลียนฉัน"
ท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนไปจับกลุ่มข่าวบนจอที่ตั้งอยู่หน้าร้านกาแฟ
แนวหน้ากาแล็กซีกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
ฝูงดาร์กครอว์เลอร์กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างช้าๆ
ในสมรภูมิอันน่าสะพรึงกลัว เอเวอร์มิสต์ อัจฉริยะสาวของมนุษย์ที่มีดัชนีการกลายพันธุ์มากกว่าพันตั้งแต่อายุยังน้อยได้รับบาดเจ็บสาหัส...ขณะนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่มีใครได้รับข่าวจากเธอ
“เอเวอร์มิสต์... ช่างโชคดีจริง ๆ ที่ได้ปลุกพลังแบบนั้นขึ้นมา”
เด็กหนุ่มซ่อนรอยยิ้มไว้ใต้ผ้าคลุมศีรษะที่ดึงลงมาต่ำ ก่อนจะหันหลังและเดินหนีเข้าไปในตรอกซอกซอยที่มืดมิด
…
“วู้...”
“ดื่ม! ดื่มเข้าไป! ใครจะรู้ว่าพวกเราจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่”
กลุ่มนักศึกษาจำนวนหนึ่งรวมตัวกันอยู่ในบาร์ที่สลัว แสงไฟนีออนที่กะพริบไปมาสะท้อนเงาหลากสีบนใบหน้าของพวกเขา ขณะที่พวกเขาดื่มเครื่องดื่มพิเศษสีรุ้งที่ระยิบระยับ จอภาพโฮโลแกรมลอยอยู่กลางอากาศ ฉายภาพนักร้องที่กำลังเต้นรำไปตามจังหวะเพลงด้วยท่าทางที่น่าหลงใหล
เบน ตัวแทนและผู้นำกลุ่มที่ไม่ได้มีใครแต่งตั้ง ได้ชูแก้วของตัวเองขึ้นสูงและตะโกนก้อง เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วห้อง
“เพื่อเป็นการฉลองการสำเร็จการศึกษาของพวกเรา ผู้ที่รอดชีวิตจากสถาบันการศึกษาแห่งนี้ได้ แม้จะขาดดัชนีการกลายพันธุ์...”
“เฮ้!”
“ไชโย!”
“ในที่สุดพวกเราก็รอดมาได้!”
ทันใดนั้นเอง ประตูบาร์ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามา กลุ่มนักศึกษาต่างหยุดนิ่งหันไปมองยังทางเข้า
ที่ประตูนั้น มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ สวมเสื้อคลุมยาวมีฮู้ดที่ดูเก่าเล็กน้อย ปลายเสื้อโบกสะบัดไปตามลมร้อนที่พัดเข้ามา และมีประกายระยิบระยับคล้ายถ่านไฟติดอยู่ที่รองเท้าบูทของเขา
“เฮ้ เฮ็กซ์! ทำไมแกมาช้าจังวะ?” ทุกคนต่างพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความดีใจ แต่ก็แฝงไปด้วยการแกล้งตำหนิ
เฮ็กซ์ก้าวเข้าไปในห้อง พลางค่อย ๆ ลดฮู้ดลงเพื่อเผยให้เห็นเรือนผมสีดำสนิทที่รับกับใบหน้าคมคายของเขา ดวงตาสีน้ำเงินสดใสดุจมหาสมุทรที่ลึกล้ำเกินกว่าอายุของเขา
“ถนนข้างนอกโคตรวุ่นวายเลย” เขาพูดพร้อมถอนหายใจ ปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ “คนเยอะไปหมด ทุกคนบ้ากันไปแล้ว”
“ก็แกควรจะรู้สิ!” บางคนล้อเลียน
“ลืมไปแล้วเหรอว่าวันนี้วันอะไร?”
เสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง กลุ่มคนหันไปมองเด็กสาวผมสีชมพูสว่างคนหนึ่ง ใบหน้าของเธอเชิดขึ้นอย่างงอน ๆ ด้วยท่าทีขี้เล่น
ใบหน้าจริงจังของเฮ็กซ์อ่อนลงทันทีเมื่อมองไปที่เธอ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแขนซ้ายของเธอที่ไม่ได้เป็นเนื้อหนังอีกต่อไป แต่ถูกแทนที่ด้วยแขนกลที่ดูโฉบเฉี่ยว
“แขนเท่มากเลยนะ สเตซี่” เฮ็กซ์พูดพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
สเตซี่ยิ้มอย่างภูมิใจ ยกแขนกลสีเงินขึ้นมา แขนกลนั้นมีเสียงกระตุกเล็กน้อยเมื่อเธอขยับมัน
“แน่นอนอยู่แล้ว มันราคาตั้งแสนแต้มดาวโลกแหนะ” เธอบอกพลางหมุนนิ้วโลหะไปมา “ด้วยเจ้าตัวนี้ ฉันสามารถใช้แรงได้เทียบเท่ากับดัชนีการกลายพันธุ์ระดับ 5”
“โอ้โห!”
เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังขึ้นทั่วห้อง
“บ้าไปแล้ว...”
“อยากได้บ้างว่ะ!”
“แกอยากได้เหรอ? บ้ารึเปล่า?”
“ไม่ได้ยินราคาเหรอไอ้งั่ง! ราคานั่นซื้อวิลล่าในชานเมืองได้เลยนะเว้ย!”
ทุกคนกลับมาหัวเราะและพูดคุยกันอีกครั้ง ในโลกของพวกเขา ดัชนีการกลายพันธุ์เพียงหนึ่งจุดก็เพียงพอที่จะทำลายกำแพงแข็ง ๆ ได้ การมีแขนกลที่สามารถสร้างแรงได้ห้าจุดจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างแท้จริง
“เงียบก่อนทุกคน!” เบนตะโกนขึ้นพร้อมยกมือ “ไหน ๆ สเตซี่ก็รวยอยู่แล้ว งั้นวันนี้ให้สเตซี่เลี้ยง!”
“ไม่มีปัญหา!” สเตซี่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจราวกับปัดฝุ่น “ถือว่าเป็นของขวัญวันเรียนจบของฉันละกัน!”
“แม่เจ้า... รวยจริง ๆ อนาคตสดใสแน่นอน”
ทันทีที่ใครบางคนพูดประโยคนี้ขึ้นมา บรรยากาศก็เริ่มซบเซาลงทันที
ความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เบนฝืนยิ้ม ทุกคนหันไปมองเฮ็กซ์ด้วยความสงสาร
อย่างน้อยคนอื่นก็ได้จบ แต่เฮ็กซ์กลับไม่ได้
เพราะการต่อสู้กับพวกอีลีททำให้การสำเร็จการศึกษาของเขาถูกระงับ ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย และเขาก็แค่ทำเพื่อปกป้องเพื่อน
“เห้อ... อย่าทำให้เสียบรรยากาศน่า... พวกแกไม่มีใครเสียใจสักหน่อย ทำไมพวกแกต้องเสียใจแทนฉันด้วย”
“พูดได้ดีเพื่อน”
“ต้องอย่างนั้นสิ”
“อย่าลืมนะ ถึงจะมาจากพวกไร้พลัง เฮ็กซ์ก็อัดไอ้เวรนั่นซะน่วมเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ”
“ลืมได้ไงวะ ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ลูกคุณหนูนั่น พวกแกคงไม่มีวันเห็นหน้ามันอีกแน่”
ทุกคนต่างพูดขึ้นและชื่นชมเฮ็กซ์ที่ได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้า
จากนั้นปาร์ตี้ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
เสียงเพลงดังกระหึ่ม เสียงหัวเราะดังกังวาน เครื่องดื่มไหลรินไม่ขาดสาย ท่ามกลางเสียงอึกทึกและความสนุกสนาน เฮ็กซ์เดินอย่างเงียบ ๆ ไปนั่งข้างสเตซี่และเข้าร่วมวงสนทนาด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยาก
“มาเต้นกันเถอะ...”
“บทเพลงแห่งการอำลา...”
“พวกเราโลดแล่นอย่างอิสระราวกับคนบ้า...”
พวกเขาล้วนเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเขต 10 แต่ต่างจากพวกอีลีท พวกเขาไม่มีอนาคตที่สดใสรองรับอยู่ พวกเขาถูกตีตราว่าเป็นคนล้มเหลว ชื่อของพวกเขาจะไม่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ใด ๆ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็รอดมาได้
ในที่สุดงานเลี้ยงก็เริ่มซาลงทีละน้อย เพื่อน ๆ เริ่มทยอยแยกย้ายกันไปทีละคน โบกมือลาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนล้าและกอดกันด้วยความจริงใจ แสงไฟเริ่มสลัวลง เพลงเบาลง และความทรงจำของงานเลี้ยงก็ค่อย ๆ จางหายไป
ขณะที่เฮ็กซ์กำลังจะจากไป มือที่นุ่มนวลข้างหนึ่งก็คว้าข้อมือของเขาไว้
“เฮ็กซ์” สเตซี่พูดด้วยเสียงที่เบาผิดปกติ นิ้วของเธอรัดแน่นรอบข้อมือของเขา “ฉันมีอะไรจะบอก”
สีหน้าของเฮ็กซ์เปลี่ยนไปทันที ดวงตาของเขาที่ก่อนหน้านี้เคยมีความสุขก็มัวหมองลงด้วยความไม่สบายใจ เขามองไปที่เธอ ริมฝีปากเผยอขึ้น
“ขอโทษนะสเตซี่... เราคงเป็นแบบนั้นไม่ได้...”
สเตซี่กะพริบตาถี่ ๆ ริมฝีปากของเธอสั่นเทา
“นายจะไม่ให้ฉันพูดอะไรเลยเหรอ...”
“ไม่” คำตอบของเฮ็กซ์นั้นหนักแน่นและเย็นชาจนแทบจะเป็นเสียงของหุ่นยนต์ เขาตัดบทเธอโดยไม่ลังเล
“สเตซี่... เธอรู้ว่าพื้นเพของเธอเป็นยังไง พลังของเธอ... สถานะของเธอ... ศักยภาพของเธอ... ทั้งหมดนี้มันเพียงพอที่จะทำให้เธอบินไปในจักรวาลได้”
เขาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
“แล้วฉันล่ะ? ฮ่า...”
เขาหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนจะหันหน้าหนี
“ฉันเป็นแค่คนธรรมดา สเตซี่... เราต้องอยู่กับความเป็นจริง โลกนี้... มันก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ และเหยียบย่ำผู้ที่ไร้พลังให้จมดิน เพื่อความอยู่รอด เธอต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุด และอยู่บนความเป็นจริง”
ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ
จากนั้นเฮ็กซ์ก็ค่อย ๆ ปัดมือของเธอออก การสัมผัสที่ขาดสะบั้นทำให้หัวใจของสเตซี่เจ็บปวด
และโดยไม่มีคำพูด ไม่มีคำอำลา ไม่มีแม้แต่การเหลียวหลัง เขาก็หันหลังแล้วเดินจากไป
“เฮ็กซ์ หยุดนะ!” สเตซี่ตะโกนเสียงแข็ง แต่เมื่อเห็นเขาไม่หันกลับมา เธอจึงอ้อนวอน “เฮ็กซ์! นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันก็ได้ถ้านายไม่ฟังฉัน!”
ฝีเท้าของเขาหยุดลงชั่วขณะ แต่ในวินาทีถัดมาเขาก็ส่ายศีรษะและเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
เขาเป็นคนใจร้ายหรือเปล่า?
แน่นอนว่าไม่
เขาอยากจะฟังแต่เขาก็ไม่สามารถทนได้
จิตใจของเขายังคงแน่วแน่ แต่หัวใจของเขาได้แต่กรีดร้องอย่างเงียบงัน
ความเจ็บปวดลุกลามอยู่ลึก ๆ ในอกของเขา แต่เขาก็ฝังมันไว้
เพราะในโลกที่ปกครองด้วยอำนาจ... ไม่มีที่ว่างสำหรับความรู้สึก ไม่มีที่ว่างสำหรับความฝัน
สำหรับเขาแล้ว สเตซี่คือดวงดาวที่จะส่องแสงระยิบระยับในจักรวาลอันกว้างใหญ่
และเขา... เขาเป็นเพียงแค่หิ่งห้อยที่กำลังจะดับแสงในความวุ่นวายของโลกนี้เท่านั้น