- หน้าแรก
- ข้าขอเล่นเกมสบายๆ แล้วกลายเป็นเซียนละกัน
- บทที่ 53 ผลลัพธ์สั่นสะเทือน
บทที่ 53 ผลลัพธ์สั่นสะเทือน
บทที่ 53 ผลลัพธ์สั่นสะเทือน
บทที่ 53 ผลลัพธ์สั่นสะเทือน
หลังจากจางอวี้เหอบินเข้าไปในจวนผู้พิทักษ์เมืองแล้ว ก็เดินตรงเข้าสู่ห้องลับแห่งหนึ่ง จากนั้นขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นฝึกตน
“เฮ้อ ในที่สุดก็จัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยเสียที”
สำหรับจางอวี้เหอแล้ว วันนี้ช่างตื่นเต้นยิ่งนัก
เดิมทีเขาคิดว่าก็แค่ไปเมืองจิ้งคง เพื่อสำรวจดูสถานการณ์สักหน่อย
ใครจะคิดว่ากลับต้องลงมือจริงจัง
พูดตามตรง มันช่างบังเอิญจริง ๆ
ลัทธิเทพมารจะเลือกเวลาไหนลงมือก็ได้ ดันมาทำเรื่องเอาช่วงที่เขาเพิ่งรับตำแหน่งผู้พิทักษ์เมือง
ถ้าหากหมิงเยว่เฟยกับพวก เปิดช่องทางก่อนหน้านี้อีกสักไม่กี่วัน ป่านนี้คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแล้ว
ตอนนั้นเขาก็ยังมัวฝึกตนอยู่ในนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์
เรื่องนี้ต้องขอบคุณหวัง กั๋วเฟิงจริง ๆ
ถ้าไม่ได้ข้อมูลที่เขามอบให้ จางอวี้เหอคงสู้อยู่ในความมืดต่อไป
ต่อให้เขาสงสัยตระกูลเหอกับตระกูลหลี่มานาน ก็ไม่อาจเจาะลึกไปถึงเมืองจิ้งคงได้อย่างเฉียบพลันขนาดนี้
ถ้าจริง ๆ แล้วปล่อยให้ลัทธิเทพมารเปิดช่องทางสำเร็จ ให้เผ่ามารจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่อวี้ฝานเทียน
หลังจากนี้คงมีแต่เรื่องให้เขาวุ่นวายไม่รู้จบ
เผ่ามารมากมายขนาดนั้น หากยกพลเข้าสู่เขตอวิ๋นจง
จางอวี้เหอเอง ต่อไปก็คงหมดหวังจะฝึกตนอย่างสงบ วัน ๆ ต้องคอยล่ากวาดล้างเผ่ามารอยู่ร่ำไป
แม้ว่าเผ่ามารที่ผ่านช่องทางมาได้ พลังจะไม่สูงมากนัก
แต่ก็ขึ้นอยู่กับเทียบกับใคร
สำหรับจางอวี้เหอแล้ว เผ่ามารต่ำกว่าขั้นกำเนิดทารกวิญญาณ ล้วนกระจอกงอกง่อย ถูกเขาฟันทีเดียวตายเป็นหมู่
แต่ว่าสำหรับอิทธิพลท้องถิ่นในเขตอวิ๋นจง นั่นคือหายนะครั้งมหาศาล
แค่เผ่ามารขั้นสร้างแก่นทองตัวเดียว ก็เป็นข้าศึกที่พวกเขารับมือได้ยากเย็นแล้ว
อาจจะต้องถึงขั้นให้เขา ผู้พิทักษ์เมือง ลงมือเอง
โชคดีที่ได้รับข้อมูลจากหวัง กั๋วเฟิง จางอวี้เหอจึงสามารถจับแผนลับของลัทธิเทพมารได้ทันท่วงที
ด้วยพลังอันร้ายกาจของค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ฮุนหยวน เขาจึงสามารถกวาดล้างอำนาจลัทธิเทพมารในเขตอวิ๋นจงจนสิ้นซาก
ยังสามารถสังหารปีศาจเขาแห่งขอบเขตหลอมรวมความว่างได้สำเร็จอีกหนึ่งตัว
แน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือ จางอวี้เหอยังฆ่าเผ่ามารที่ทะลวงเข้ามาทางช่องทางนั้นจนหมดสิ้นในเมืองจิ้งคง
ไม่ปล่อยให้พวกมันหลบหนีออกไปแม้แต่รายเดียว
ส่วนตระกูลเหอกับตระกูลหลี่นั้น นับเป็นเพียงงานเสริม
เอาตรง ๆ นะ ตั้งแต่ต้นจนจบ จางอวี้เหอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับสองตระกูลท้องถิ่นนี้มากนัก
เป้าหมายของเขามีแต่ลัทธิเทพมารกับเผ่ามารเท่านั้น
ตอนนี้เรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว จางอวี้เหออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว
เรื่องจัดการเก็บกวาดที่เหลือ ก็ให้หวัง กั๋วเฟิงรับมือไป เขาไม่อยากเสียเวลาวุ่นวายอีกแล้ว
ที่ว่าหวัง กั๋วเฟิงจะอาศัยจังหวะนี้หาประโยชน์หรือเปล่า?
จางอวี้เหอไม่คิดใส่ใจเลย
อยากจะกอบโกยอะไรก็เชิญ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ขอแค่อย่าก่อปัญหาอะไรใหญ่โตก็แล้วกัน
จางอวี้เหอเชื่อว่า หวัง กั๋วเฟิงในฐานะประธานสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเซียนบลูสตาร์
ย่อมมีประสบการณ์จัดการเรื่องพวกนี้มากกว่าเขาเป็นเท่าตัว
ต่อให้คาดหวังผลประโยชน์บ้าง หวัง กั๋วเฟิงก็คงรู้ขอบเขตดี
ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายแน่นอน
“ทีนี้มาดูกันหน่อยว่าวันนี้ได้อะไรมาบ้าง”
จางอวี้เหอกวาดมือใหญ่เบา ๆ ฉับพลัน แหวนเก็บของ กำไลเก็บของ และแม้แต่ถุงเก็บของนานาชนิด ก็เกลื่อนเต็มห้องลับไปหมด
วันนี้เขาฆ่าคนไปไม่น้อยจริง ๆ
เผ่ามารพวกนั้นจะไม่ขอกล่าวถึง
แต่ที่ยึดครองฐานของตระกูลเหอกับหลี่ เขาไม่ลืมกวาดเก็บของมีค่าข้างในไปด้วยเลย
ยังไม่รวมที่สังหารผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณกลายเทพไปถึงเจ็ดคน กับปีศาจเขาแห่งขอบเขตหลอมรวมความว่างอีกหนึ่งตน
“ฆ่าคนขนาดนี้ น่าจะมีของดีติดมือมาบ้างล่ะนะ”
จางอวี้เหอมองกล่องเก็บของกองพะเนินอย่างเบิกบาน สำรวจข้าวของอย่างสนุกสนาน
……
ผ่านไปครู่หนึ่ง ค่ายกลป้องกันเมืองอวิ๋นจงถูกปลดผนึก ค่ายกลส่งตัวก็เปิดใช้งานอีกครั้ง
ข่าวใหญ่ราวสายฟ้าฟาดก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งอวี้ฝานเทียนในพริบตา
เขตอวิ๋นจงพบฐานลับของลัทธิเทพมาร
ลัทธิเทพมารร่วมมือกับตระกูลเหอกับหลี่ อาศัยเมืองจิ้งคงวางค่ายกลเทียนกังผ่ามิติ หวังเปิดช่องทางระหว่างสองโลก เพื่อนำพากองทัพเผ่ามารบุกทะลวงเข้ามา
โชคดีที่มีจางอวี้เหอ ผู้พิทักษ์เมืองอวิ๋นจง พบแผนร้ายของลัทธิเทพมารได้ทันท่วงที
ท่านจางอวี้เหอผู้พิทักษ์เมือง แสดงพลังเหนือฟ้า กวาดล้างลัทธิเทพมารจนสิ้น
ไม่เพียงเท่านั้น เผ่ามารจากช่องทางระหว่างโลกที่หลั่งไหลเข้าสู่อวี้ฝานเทียน ก็ตกตายด้วยน้ำมือของผู้พิทักษ์เมืองจางอวี้เหอโดยสิ้นเชิง
แม้แต่ช่องทางสองโลกที่ลัทธิเทพมารเปิดไว้ ก็ถูกผู้พิทักษ์เมืองปิดผนึกอีกครั้ง
หายนะครั้งใหญ่ที่อาจถล่มโลก ยังไม่ทันเริ่มต้น พลันสลายหายไปเพราะมีจางอวี้เหออยู่
ส่วนชะตากรรมของตระกูลเหอกับหลี่ กลับไม่มีใครใส่ใจนัก
เพราะทุกคนรู้ดีว่า ผลของการร่วมมือกับลัทธิเทพมารจะลงเอยอย่างไร
ไม่ต้องพูดมาก ตระกูลเหอและหลี่คงกลายเป็นฝุ่นผงในสายน้ำประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว
……
บนยอดเขาลูกหนึ่งของฝ่ายในนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์
หมิงฝูเฉียนเก็บป้ายหยกแสดงตัว พลันยืนอึ้งนิ่ง
เขาเพิ่งได้รับข่าวว่า เพิ่งจากเมืองอวิ๋นจงไปได้ไม่กี่วัน ก็เกิดเรื่องใหญ่ระดับโลกขึ้น
เขตอวิ๋นจงมีลัทธิเทพมารซ่อนตัว จัดการวางแผนมาเนิ่นนานหลายร้อยปี
เจ้าแห่งหอฟงซิ่นผู้เลอโฉม หมิงเยว่เฟย กลับเป็นร่างอวตารของประมุขลัทธิเทพมาร
คิดดูแล้วเขายังเคยติดต่อพูดคุยกับหมิงเยว่เฟยมาหลายสิบปี
หมิงฝูเฉียนถึงกับต้องเช็ดเหงื่อ
“เคราะห์ดีที่หนีออกมาเร็ว ไม่งั้นถ้าเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้เข้า ข้าคงรับมือไม่ไหวแน่”
หมิงฝูเฉียนรู้สึกดีใจอยู่ในใจ กับการตัดสินใจลาออกล่วงหน้าของตนเอง
“ศิษย์น้องจางไปเจอลัทธิเทพมารได้อย่างไรกัน?”
นึกถึงจางอวี้เหอที่เพิ่งรับตำแหน่งไม่กี่วัน ก็สามารถจับแผนลับของลัทธิเทพมารได้อย่างถูกจุด
หมิงฝูเฉียนคิดยังไงก็คิดไม่ออก
ส่วนเรื่องที่จางอวี้เหอคนเดียว กวาดล้างลัทธิเทพมารในเขตอวิ๋นจงทั้งหมด
พร้อมทั้งสังหารเผ่ามารมากมายนับไม่ถ้วนและปิดผนึกช่องทางสองโลกด้วยตนเอง
สำหรับประเด็นนี้ หมิงฝูเฉียนไม่เชื่อสักคำเดียว
จางอวี้เหอเพิ่งฝึกตนมาไม่นาน จะเอาความสามารถมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนได้
“น่าจะเป็นศิษย์น้องจางจับพิรุธลัทธิเทพมารได้ แล้วรายงานต่อสำนัก สุดท้ายเหล่าผู้อาวุโสของสำนักจึงเป็นคนจัดการเผ่ามารกับลัทธิเทพมาร”
หมิงฝูเฉียนจึงจิตนาการเติมเรื่องราวอยู่เงียบ ๆ
เพราะวิธีรับมือเหตุฉุกเฉินของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ก็มักจะเป็นเช่นนี้
“ศิษย์น้องจางโชคดีจริง ๆ”
ฟู่หมิงเฉียนอดคิดอิจฉาไม่ได้
ในสายตาเขา เหตุการณ์ครั้งนี้จางอวี้เหอไม่เพียงจะได้รับผลงานความดีความชอบมหาศาล
นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ยังตั้งใจยกเขาขึ้นเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก
นั่นแหละ
หมิงฝูเฉียนคิดว่า ข่าวลือข้างนอกทั้งหมดมาจากการประชาสัมพันธ์ของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์
นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ปกครองอวี้ฝานเทียนมาหลายยุค ทุกระยะก็มักจะหาทางสร้างบุคคลต้นแบบวีรบุรุษขึ้นมา
เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเคารพของมวลชนต่อนิกาย
แต่หมิงฝูเฉียนก็แค่อิจฉานิด ๆ มิได้มีแผนการอื่นในใจ
เขายังรู้สึกโชคดีอีกต่างหาก
โชคดีที่มีจางอวี้เหอ ไม่อย่างนั้นคราวนี้อาจจะเกิดเรื่องใหญ่จริง ๆ
ในฐานะศิษย์ฝ่ายในของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ หมิงฝูเฉียนย่อมไม่อยากเห็นอวี้ฝานเทียนตกอยู่ในหายนะ
……
หากเทียบกับชาวท้องถิ่นในอวี้ฝานเทียนแล้ว ข่าวสารของผู้เล่นแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่า
เพราะผู้เล่นมีช่องแชท สามารถสื่อสารกันแบบไร้ขีดจำกัดตลอดเวลา
ขณะที่จางอวี้เหอเปิดใช้งานค่ายกลเมืองอวิ๋นจงนั้น เหล่าผู้เล่นในเมืองต่างก็วุ่นวายตื่นตัวกันทันที
“โว้ว ค่ายกลเมืองอวิ๋นจงถูกเปิดแล้ว มีมอนสเตอร์จะบุกเมืองเหรอ?”
“มีมอนสเตอร์บุกเมืองก็ดีสิ พวกนายจะได้ฟาร์มมอนปั๊มตังค์กัน”
“ข่าวใหญ่ลั่นฟ้า ตระกูลเหอกับหลี่แห่งเขตอวิ๋นจง สมคบกับลัทธิเทพมาร ถูกขุนนางผู้พิทักษ์เมืองกวาดล้างทั้งตระกูลแล้ว!”
“เราก็เห็นมาเหมือนกัน ขุนนางผู้พิทักษ์เมืองนี่สุดยอดจริง ๆ ออกท่าทีเดียวล้างทั้งตระกูล”
“ก็แน่อยู่แล้ว ขุนนางผู้พิทักษ์เมืองแต่ละพื้นที่ ล้วนเป็นศิษย์ฝ่ายในของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ จะไม่เก่งได้ยังไง!”
“ว่าแต่ ‘เผ่ามาร’ นี่คืออะไร ใครสรุปข้อมูลที?”
“เดี๋ยว ๆ พวกนายดูนั่นสิ...นั่นใช่ประธานของเรารึเปล่า?”
“เฮ้ย จริงด้วยว่ะ ประธานเขาไปโผล่ในจวนผู้พิทักษ์เมืองตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ประธานไหน?”
“ถามได้ ก็ประธานสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเซียนบลูสตาร์ของเรา หวังกั๋วเฟิงไง!”
“ข่าวล่าสุด! ประธานหวังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจงแล้วนะ”
“ห๊ะ……”
“โลกนี้เปลี่ยนไปไวจริง ๆ... นี่เราพลาดอะไรไปรึเปล่า?”