- หน้าแรก
- ข้าขอเล่นเกมสบายๆ แล้วกลายเป็นเซียนละกัน
- บทที่ 52 ผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจง หวัง กั๋วเฟิง
บทที่ 52 ผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจง หวัง กั๋วเฟิง
บทที่ 52 ผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจง หวัง กั๋วเฟิง
บทที่ 52 ผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจง หวัง กั๋วเฟิง
เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงถึงกับตกใจจนแทบฉี่ราดเพราะถ้อยคำของจางอวี้เหอ
พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
จางอวี้เหอจู่ๆ ก็สั่งปิดเมืองทั้งเมือง จากนั้นยังลงมืออย่างสายฟ้าแลบ กวาดล้างตระกูลเหอกับตระกูลหลี่จนสิ้นซากในพริบตา
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
กระทั่งถึงตอนนี้ เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงก็ยังเต็มไปด้วยความงุนงง
ส่วนเรื่องที่จางอวี้เหอบอกว่า หอฟงซิ่นคือฐานลับของลัทธิเทพมาร? ตระกูลเหอกับหลี่สมคบคิดกับลัทธิเทพมาร?
พูดตามตรง เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงก็ไม่ค่อยจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง
สำหรับหอฟงซิ่น ยังบอกอะไรมากไม่ได้ เพราะหอฟงซิ่นเพิ่งปักหลักในเขตอวิ๋นจงไม่กี่ร้อยปี
พวกเขาอาจจะยังไม่รู้จักดีพอ
แต่สำหรับตระกูลเหอกับตระกูลหลี่ เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงกลับรู้ไส้รู้พุงดี
อิทธิพลแต่ละฝ่ายในเขตอวิ๋นจงอยู่ร่วมกันมาหลายหมื่นปี
ใครจะไปไม่รู้ล่ะว่าใครเป็นใคร
ถ้าจะบอกว่าตระกูลเหอกับหลี่มีเรื่องไม่ชอบมาพากล ก็คงพอเป็นไปได้
แต่จะบอกว่าสองตระกูลนี้สมคบคิดกับลัทธิเทพมาร พวกเขากลับไม่อยากเชื่อจริงๆ
เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว เผ่ามารกับลัทธิเทพมารเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อม
ในเขตอวิ๋นจงเองตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยมีบันทึกว่าลัทธิเทพมารเคลื่อนไหว
แล้วตระกูลเหอกับหลี่จะไปสมคบคิดกับลัทธิเทพมารได้ยังไง?
ต่อให้หอฟงซิ่นเป็นฐานลับของลัทธิเทพมารจริง แล้วตระกูลเหอกับหลี่จะมีความกล้าขนาดนั้นไปร่วมมือด้วย?
เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงเลือกที่จะเชื่อว่า
ทั้งหมดนี้มันก็แค่ข้ออ้างที่จางอวี้เหอจงใจสร้างขึ้น เพื่อจะกำจัดตระกูลเหอกับหลี่ให้สิ้นซาก
เพราะช่วงหลังๆ มานี้ ตระกูลเหอกับหลี่เองก็แสดงความไม่เคารพต่อนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง
โดยเฉพาะตอนที่จางอวี้เหอเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ
ตระกูลเหอกับหลี่ก็ไม่เคยให้ความเคารพเลยด้วยซ้ำ
เพราะแบบนี้ขุนนางผู้พิทักษ์เมืองคนใหม่จึงหาเรื่องกำจัดเครือญาติทั้งสองตระกูล
เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงถึงได้กลัวหัวหด
กลัวว่าจางอวี้เหอจะหาเรื่องโยนความผิดว่าสมคบคิดกับลัทธิเทพมารให้พวกเขาด้วย
ในอวี้ฝานเทียน ลัทธิเทพมารถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด
ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลัทธิเทพมาร มีแต่คำว่า "ตาย" เท่านั้น
และมิใช่แค่คนเดียวที่ต้องตาย
แต่ทั้งตระกูลจะต้องถูกล้างบางหมด
เมื่อนำเรื่องลัทธิเทพมามาเกี่ยวข้อง นิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย
หากจางอวี้เหอคิดจะหาเรื่องใส่ร้ายพวกเขาว่าสมคบคิดกับลัทธิเทพมาร
แล้วพวกเขาจะไปหาความยุติธรรมจากที่ไหน?
สายตาของจางอวี้เหอเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้เฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงคิดอะไร
และก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย
เรื่องที่ตระกูลเหอกับหลี่สมคบคิดกับลัทธิเทพมาร เป็นความจริง
แต่เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟัง
ในฐานะตัวแทนนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่งดูแลเมืองในฐานะผู้พิทักษ์เมือง เขาเพียงแค่ต้องยึดกฎของสำนักเป็นหลัก
สำหรับคนนอกสำนัก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจให้มาก
เมื่อได้ยินเฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงรีบออกตัวตัดขาดจากตระกูลเหอกับตระกูลหลี่ ยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเลย
จางอวี้เหอก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องนี้อีก
พูดตามตรง หอฟงซิ่นปักหลักในเขตอวิ๋นจงมาหลายร้อยปี
ถ้าบอกว่าตระกูลเฉียนกับตระกูลซุนสะอาดหมดจด ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับหอฟงซิ่นเลย
เขาไม่เชื่อ
ในเมื่อสองตระกูลนี้มีผู้ฝึกตนมากนับแสนคน ส่วนคนธรรมดาก็ไม่รู้จำนวนเท่าไร
ในกลุ่มคนมากขนาดนี้ จะไม่ถูกลัทธิเทพมารแทรกซึมแม้แต่คนเดียว มันเป็นไปไม่ได้
แต่ “น้ำใสเกินก็ไร้ปลา” จางอวี้เหอย่อมเข้าใจดี
เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะสืบสาวเรื่องนี้มากเกินไป
ถ้าจะเอาแง่จริงจัง ทุกคนในเขตอวิ๋นจงคงไม่มีใครรอดสักคน
เขายังต้องการคนช่วยงานอีกมาก
หรือคิดว่าเขาคนเดียวจะดูแลเขตอวิ๋นจงอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้ทั้งหมดหรือ?
จางอวี้เหอกวาดสายตาเย็นเยียบมองเฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงก่อนเอ่ยเรียบๆ
“ตระกูลเหอกับหลี่สมคบคิดกับลัทธิเทพมาร ตามคำสั่งของนิกายเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ต้องล้างตระกูลให้สิ้น”
“ตอนนี้ในเมืองยังเหลือกลุ่มที่รอดชีวิตของสองตระกูล และโดยรอบเมืองใหญ่คงยิ่งมีมากกว่านี้อีก”
“ตอนนี้ข้าจะเกณฑ์คนจากสองตระกูลไปกวาดล้างพวกที่เหลือของตระกูลเหอกับหลี่ พวกเจ้าคงไม่ขัดข้องกระมัง?”
“ไม่มีปัญหาครับ! ตระกูลเหอกับหลี่สมคบคิดกับลัทธิเทพมาร สมควรต้องถูกประหารโทษ! พวกเราตระกูลเฉียนในฐานะขุนนางท้องถิ่น ย่อมต้องเชื่อฟังคำสั่งท่านผู้พิทักษ์เมือง ช่วยกำจัดพวกกบฏและรักษาความสงบสุขของเขตอวิ๋นจง!”
คำพูดของจางอวี้เหอเพิ่งจบ เฉียนเหวยกว่างก็รีบพยักหน้ารัวๆ อย่างกับลูกไก่จิกข้าวสาร
ซุนเผิงเฉิงที่ยืนข้างๆ ก็รีบกล่าวเสริม
เขายังรู้สึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อยที่เมื่อครู่มัวแต่ตกใจกลัวจนตอบช้ากว่า
จริงๆ แล้วควรจะตอบรับก่อนถึงจะถูก
หากชักช้าไปหน่อยแล้วไปทำให้ขุนนางผู้พิทักษ์สุดน่ากลัวผู้นี้ไม่พอใจขึ้นมา ชีวิตของเขาคงจบเห่แน่
จางอวี้เหอมองทั้งสองคนที่มีความรู้จักกาลเทศะอย่างพออกพอใจ ก่อนจะพยักหน้า
เงยหน้ามองไปทางจวนผู้พิทักษ์เมือง ตะโกนขึ้นเสียงดัง
“หวัง กั๋วเฟิง อยู่ไหน!”
ตอนที่ในเมืองอวิ๋นจงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น หวัง กั๋วเฟิงก็รีบออกจากจวนทันที
ขณะนี้ หวัง กั๋วเฟิงยืนอยู่บนลานด้านหน้าจวนผู้พิทักษ์เมือง เฝ้ามองจางอวี้เหอที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
ก่อนหน้านี้ ตอนเห็นจางอวี้เหอใช้เพียงแรงกดดันกวาดไปทั่วทั้งเมือง แค่โบกมือก็ล้างตระกูลใหญ่ได้สองตระกูล
หวัง กั๋วเฟิงถึงกับหัวใจสั่นระรัว เกิดความรู้สึกว่า “ชายชาติแท้ควรเป็นเช่นนี้!”
เมื่อได้ยินจางอวี้เหอเอ่ยเรียกชื่อ
หวัง กั๋วเฟิงก็รีบบินตรงจากยอดเขาที่จวนผู้พิทักษ์ตั้งอยู่
“ข้าน้อยหวัง กั๋วเฟิง คารวะท่านผู้พิทักษ์เมือง!”
เมื่อหวัง กั๋วเฟิงมาถึง จางอวี้เหอก็พยักหน้า ก่อนจะกล่าวเสียงกังวาน
“หวัง กั๋วเฟิง ข้าแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ตรวจการเขตอวิ๋นจง ชั่วคราวบัญชาผู้ฝึกตนตระกูลเฉียนกับตระกูลซุน
กวาดล้างผู้ที่สมคบคิดกับลัทธิเทพมารให้หมด อย่าให้มีใครหลุดรอดไปสักคน เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ข้าจะทำหน้าที่ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจ!”
หวัง กั๋วเฟิงขานรับเสียงดัง
ในใจเขากลับตื่นเต้นราวกับคลื่นกระทบฝั่ง
การมาที่เขตอวิ๋นจงครั้งนี้ นับว่าถูกต้องเหนือความคาดหมาย
พอมาถึงก็ได้เกาะขาใหญ่ระดับจางอวี้เหอทันที
ตำแหน่งผู้ตรวจการจวนผู้พิทักษ์เมือง แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งทางการ
แต่ตราบใดที่จางอวี้เหอยังเป็นผู้พิทักษ์เมืองที่นี่
เขาผู้ตรวจการคนนี้ ก็เทียบได้กับหัวหน้ารองจากท่านแค่คนเดียว
ที่เหลือก็อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น เพิ่งจะรับตำแหน่งก็ได้งานใหญ่ล่ำซำขนาดนี้
จะมีงานอะไรร่ำรวยไปกว่ากวาดล้างและริบทรัพย์ตระกูลอีก
งานปราบกวาดล้างชาวบ้านที่เหลือจากตระกูลเหอกับหลี่ สำหรับหวัง กั๋วเฟิงแล้ว มันไม่ใช่งาน
แต่มันคือโอกาสมหาศาลในการร่ำรวยเสียมากกว่า
จางอวี้เหอไม่ได้สนใจว่าหวัง กั๋วเฟิงจะคิดอะไรในใจ ขอแค่ทำงานได้อย่างที่สั่งก็พอ
ส่วนเฉียนเหวยกว่างกับซุนเผิงเฉิงนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แม้หวัง กั๋วเฟิงจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างแก่นทอง ทั้งสองก็ยังเข้าไปทำความเคารพอย่างสุภาพ
“เฉียนเหวยกว่างขอคารวะท่านผู้ตรวจการ จากนี้โปรดเมตตาด้วย”
“สองท่านผู้อาวุโสไม่ต้องเกรงใจ ล้วนเป็นความกรุณาของท่านผู้พิทักษ์เมือง
พวกเราภายหลังต้องร่วมมือกันให้เต็มที่เพื่อท่านผู้พิทักษ์”
ต่อหน้าผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดทารกวิญญาณทั้งสอง
หวัง กั๋วเฟิงก็ไม่ได้ถือท่าทีอวดดีอันใด แต่กลับแสดงความเคารพอย่างรุ่นน้อง
“เอาละ เรื่องที่เหลือก็ฝากพวกเจ้าดูแลจัดการ ค่ายกลปิดเมืองจะยกเลิกในอีกหนึ่งเค่อ”
เมื่อจางอวี้เหอพูดจบ ก็กลายเป็นแสงวิหคทะยานบินไปทางจวนผู้พิทักษ์เมือง...