เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 14: เนื้อสัตว์ปราณย่าง (ส่วนที่ 2)

ตอนที่ 14: เนื้อสัตว์ปราณย่าง (ส่วนที่ 2)

ตอนที่ 14: เนื้อสัตว์ปราณย่าง (ส่วนที่ 2)


*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

--------------------------------------------------------------------------------------------

ในสำนักตระกูลหลินนั้นมีคนอยู่มากแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบขี้หน้ากัน. บางคนก็ไม่พอใจที่หลินฟ่านได้ก้าวขึ้นมาเป็นศิษย์ที่เยี่ยมที่สุดของสำนัก. (ท่อนนี้ไม่มั่นใจนะครับ) แต่ภายหลัง เมื่อพวกเขารู้ว่าหลินฟ่านมีความสามารถที่เยี่ยมยอด ความรู้สึกไม่พอใจก็ได้จางหายไป.

 

ชีวิตในสำนักใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ. ในโลกนี้เหล่าผู้ฝึกวรยุทธซิ่วเจิ้นนั้นยึดติดกับสำนักตระกูลมากๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าสำนักให้ทุกๆอย่างเพื่อให้พวกเขาฝึกวิชาได้. บางครั้งการประลองอาจจะดูโหดร้าย, แต่ทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาติดหนี้บุญคุณที่สำนักช่วยชุบเลี้ยงพวกเขามา.

 

ชิยูชอบสิ่งที่เธอกำลังมองอยู่มาก. อย่างน้อยทุกๆคนในตระกูลนี้รู้ทางของตัวเองดีว่าพวกเขาชอบทำอะไรและเพียรพยายามเพื่อมันอย่างมาก.

 

“ถ้างั้นเสี่ยวฉีจ้ะ, จากนี้ไปหนูอยู่ที่นี่นะ” ชิยูลูบหัวเสี่ยวฉี. ผมของเธอนุ่มและสลวยมากๆ เวลาลูบก็รู้สึกดีมากๆ.

 

เสี่ยวฉีมองชิยูแล้วถาม “ถ้างั้นจากนี้ไปหนูจะอยู่กับพี่หลินฟ่านได้ใช่มั้ยคะ?”

 

ชิยู: “.....”

 

อุ้มเสี่ยวฉีแล้วหนีไปตอนนี้จะทันมั้ยนะ?

 

เป็นเพราะเสี่ยวฉี ชิยูจึงได้ไอเดียให้เด็กคนอื่นๆ.

 

แต่ก่อนพวกเด็กๆไม่มีใครคอยปกป้องเลย แต่ตอนนี้พวกเขามีแล้วพวกเขาก็ควรตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อ.

 

“พวกเธออยากทำอะไรหรอ?” ชิยูถามเด็กชายทั้งสาม “พวกเธอจะเป็นจอมยุทธ, บัณฑิตหรือพ่อค้าก็ได้นะ”

 

ผู้ฝึกวรยุทธซิ่วเจิ้นนั้นอาจจะแข็งแกร่งก็จริงแต่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นคนธรรมดา. อาชีพของคนในยุคนี้ก็ไม่ต่างกับจีนยุคโบราณหรอก. พวกเขาจะเข้าวังหลวงหรือเข้ากองทัพแล้วก็ทำผลงานจนเป็นแม่ทัพก็ได้. พวกเขาต้องสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แล้วก็แก่ลงและจากไป.

 

เสี่ยววูตอบเป็นคนแรก “ผมอยากเรียนทำอาหารกับพี่ครับ. แล้วในอนาคตผมจะเปิดร้านใหญ่ๆให้ทุกคนเข้ามากิน”

 

เสี่ยวหลิวมองเสี่ยววูอย่างอึ้ง “ผมเอากับเสี่ยววูด้วย!”

 

ชิยูมองพี่น้องทั้งสอง - พวกเขาเป็นพวกตะกละแต่ฝันของพวกเขานั้นก็ไม่เลวเลย.

 

“แล้วเธอล่ะ?” ชิยูถามเล่าเอ๋อ.

 

เล่าเอ๋อนิ่งไปนานมากจนสุดท้ายเขาก็รวมความกล้าแล้วก็ยอมรับออกมา “ผม...ผมอยากจะอยู่ที่สำนักตระกูลหลินครับ. ถึงผมจะไม่มีพลังปราณเลยแต่ผมอยากลองดูครับ. ผมอยากฝึกวิชาแล้วก็เป็นแบบท่านเทพให้ได้. บินไปทั่วท้องฟ้าและล่องนภา”

 

ชิยูประหลาดใจ. คนส่วนใหญ่พอรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอจะฝึกวิชาก็จะล้มเลิกไปแต่เล่าเอ๋อนั้น….

 

“งั้นเธอก็ต้องคิดดีๆนะ” ชิยูชี้ไปทางพวกผู้ชายที่กำลังฝึกอย่างหนักอยู่ “เธอไม่เหมือนพวกเขานะ ต่อให้พวกเขาไม่เก่งมากแต่ก็ยังเหนือกว่า. ถ้าเธอไปฝึกด้วยเธอก็จะโดนเหยียดหยามและโดนดูถูก. เธอแน่ใจแล้วนะว่าจะรับความกดดันนั้นไหว?”

 

เล่าเอ๋อเงียบไปเพราะกำลังคิดหนัก.

 

ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็ตอบ “ผมอยากลองครับ”

 

เขามุ่งมั่นมากๆ.

 

ชิยูไม่พูดอะไรอีกต่อไปแล้วไปตบไหล่เขา “ถ้าเธอตัดสินใจแล้วเธอก็ต้องรับผลที่ตามมาด้วยนะ. เธอต้องรับมือมันให้ได้. เธอเป็นผู้ชายแล้วก็จะโตเป็นหนุ่มแล้ว. พี่คงช่วยเธอในทางนั้นไม่ได้นะ”

 

“อื้อ” เล่าเอ๋อพยักหน้า.

 

ทุกๆคนได้ตัดสินใจเส้นทางชีวิตของตัวเองเสร็จแล้ว.

 

เมื่อหลินฟ่านออกมาจากสนามฝึกเขาก็กำลังเตรียมตัวจะไปส่งพวกเขา แต่ก็โดนกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่งหยุดไว้.

 

หัวหน้าแก๊งเด็กนั้นแดกดันออกมา “คนพวกนี้ใคร? นายพาพวกคนแบบนี้เข้ามาในสำนักเราได้ไง?”

 

หลินฟ่านขมวดคิ้ว. ดูก็รู้ว่าแก๊งเด็กพวกนี้หมายหัวเขา - นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาพยายามทำให้ชิยูกับคนอื่นๆขายหน้า.

 

“พวกเขาเป็นเพื่อนชั้น”

 

“ไปกันเถอะ!” หลินฟ่านหันไปบอกชิยู.

 

“เพื่อนเหรอ?” เด็กหนุ่มคนนั้นมองชิยูและคนอื่นๆ “พวกนี้ก็แค่ขอทาน โอ๊ะ ใช่แล้ว! อีก3เดือนหลังจากงานประลองของสำนักแกก็จะกลายเป็นขอทานเหมือนกัน. รีบทำความรู้จักกับพวกนี้ไว้ซะล่ะ!”

 

ดูเหมือนว่าข่าวที่หลินฟ่านเอาชนะเจา ฉางชิงยังมาไม่ถึงสำนักหลิน. เจา ฉางชิงอยู่ระดับพื้นฐาน 5 แล้ว. เขาไม่ได้กระจอก. คนที่เอาชนะเจา ฉางชิงได้ไม่กระจอกหรือไร้ประโยชน์เลย.

 

หลินฟ่านไม่อยากเสียเวลาคุยกับคนพวกนี้จึงพาชิยูกับเด็กๆออกไป.

 

จู่ๆชิยูก็นึกแผนชั่วร้ายเพื่อเอาคืนคนพวกนั้นได้.

 

พอพวกเขากลับมาที่ห้องส่วนตัวของหลินฟ่าน นางจึงรีบบอกให้หลินฟ่านเอาเนื้อสัตว์ปราณนั้นออกมา. จากนั้นก็สั่งเขาว่า “ไปหาวัตถุดิบอื่นมาด้วย. ถ้ามีพลังปราณด้วยก็ยิ่งดี!”

 

วันนี้เธอจะทำอาหารพิเศษ. แก๊งเด็กพวกนั้นจะดมได้ มองได้ แต่ไม่มีวันได้กิน!

 

หลินฟ่านเห็นเธอกำลังจะทำอาหารจึงรีบสั่งให้เมดไปเอาเครื่องปรุงออกมา. จากนั้นก็ไปเชิญลู่หยานด้วยตัวเอง.

 

สำนักตระกูลใหญ่นั้นไม่เหมือนกับชาวบ้าน. ที่นี่มีของให้หยิบเยอะมากแม้แต่ฟืนที่ใช้ทำอาหารก็มีคุณภาพสูง.

 

“วันนี้เราจะมาย่างเนื้อกัน” ชิยูชอบย่างเนื้อแบบง่ายๆมากกว่าจากนั้นก็ขอให้หลินฟ่านหั่นเนื้อตามที่เธอบอก.

 

ชิยูไม่มีทางเลือกอื่น เธออ่อนแอมากและเจ้าเนื้อสัตว์ปราณก็แข็งมากๆ. คนส่วนใหญ่หั่นมันไม่ได้หรอก. และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สัตว์ปราณไม่กลัวคนธรรมดา.

 

หลินฟ่านหยิบดาบขึ้นมาแล้วเหวี่ยงไปสองสามที เนื้อก็แยกออกจากกันอย่างง่ายดายจากนั้นเขาก็หั่นตามที่ชิยูบอก. เนื้อนี้มีไขมันอยู่3ชั้นและเนื้อลีนอยู่2ชั้น. แค่มองดูเนื้อสีขาวๆแดงๆก็หิวแล้ว.

 

ชิยูจุดไฟด้านใต้เตาอบ. ผ่านไปครู่เดียวกลิ่นไม้ก็โชยออกมา. ชิยูจึงเอาเนื้อเสียบกับไม้แล้วรอให้ไฟทำหน้าที่. แต่พอผ่านไปซักพักเธอก็สังเกตุเห็นว่าไฟมันไม่ทำอะไรกับเนื้อเลย.

 

“อะไรเนี่ย?” ชิยูค้นพบว่าเจ้าเนื้อสัตว์ปราณนี้มันต้านทานต่อไฟปกติ!

 

สุดท้ายหลินฟ่านก็เข้ามาช่วย. เขาใช้ปราณไฟช่วยเพิ่มความร้อนของไฟ. เนื้อนั้นค่อยๆสุกขึ้นมาและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง.

 

เมื่อเนื้อร้อนขึ้นแล้วน้ำจากข้างในก็ไหลออกมา. เนื่องจากเธอคุมไฟไม่ได้ก็เลยคุมเนื้อแทน. พอด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหมดแล้วเธอก็บั้งเนื้อเล็กน้อยแล้วก็โรยเครื่องปรุงลงไป.

 

เมื่อเนื้อพร้อมแล้วกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็โชยไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลหลิน.

 

“พร้อมกินแล้ว!” ชิยูร้องออกมา. ทุกๆคนที่อยู่รอบๆเธอเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา. พวกเขามั่นใจว่าอะไรที่เธอทำนั้นก็อร่อยหมด. กลิ่นหอมมากๆ! เหลือแค่รอกินมันเท่านั้น.

 

ชิยูรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรจึงเอาใบไม้ออกมาแล้ววางเนื้อลงไป จากนั้นก็ส่งมันให้คนอื่นๆ.

จบบทที่ ตอนที่ 14: เนื้อสัตว์ปราณย่าง (ส่วนที่ 2)

คัดลอกลิงก์แล้ว