เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่ลาเมอร์ (3)

บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่ลาเมอร์ (3)

บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่ลาเมอร์ (3)


บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่ลาเมอร์ (3)

เมื่อทั้งสองกำหนดเป้าหมายเสร็จ พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง

หลังเดินทางไปได้ 3 วัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองลาเมอร์ในยามค่ำตืน  เมืองนี้นับเป็นเมืองท่าที่ติดอยู่กับแม่น้ำเนียร์

เมืองลาเมอร์มีประชากรประมาณ 200,000 คน เป็นเมืองที่มีผู้คนมาทำการค้าข้ายกันอย่างคับคั่งเป็นอันดับสองของจักรวรรดิ

“มันน่าทึ่งมากที่หมู่บ้านการประมงเล็กๆสามารถพัฒนามาเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้” เมื่อลุคมองดูการเปลี่ยนแปลงของเมืองเสร็จ เขาก็เดินตรงเข้าไปหาช่างตีเหล็กที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที

“เจ้าต้องการขายรูปปั้นนี่อย่างนั้นเหรอ?”  ช่างตีเหล็กถาม

“ใช่”

เมื่อได้ยินคำตอบของลุค ช่างตีเหล็กก็เริ่มประเมินรูปปั้นอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ชูสองนิ้วให้กับลุค

“ไม่ นั่นมันถูกเกินไป แค่จะซื้อข้าวกินยังซื้อไม่ได้เลย”

ลุคไม่ได้เดินทางสามวันสามคืนเพื่อมาเล่นเกมต่อราคา เขาได้เคยพูดคุยกับฟิลิปมาบ้างแล้ว เกี่ยวกับราคาวัตถุดิบต่างๆในจักรวรรดิ

“เพราะราคาของทองแดงในช่วงนี้มันกำลังตกน่ะ และรูปปั้นนี่ก็ยังต้องใช้เงินอีกมากในการหลอมละลายมัน”

“แต่ผิวข้างนอกมันชุบทองคำแท้เลยนะ”

“นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้ายินดีที่จะจ่ายในราคา 2,000 ไม่ใช่1,000”

“โอ้ อย่างนั้นเหรอ งั้นข้าขอลองไปถามร้านอื่นก่อนดีกว่า”

ในขณะที่ลุคกำลังจะก้าวออกไปจากร้าน ช่างตีเหล็กก็ได้จับแขนของเขาเอาไว้

“เจ้าคิดว่าเจ้าจะได้รับมากกว่านี้เท่าไหร่กันถ้าไปที่อื่น เอาละ ข้าจะเพิ่มให้เจ้าอีก 50 เปโซเป็นไง?”

“ถ้าเจ้ามอบม้าและเกวียนนั่นมาด้วย ข้าก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่มอีก 2500 เปโซ”

“อย่างนั้นก็ดี ไหนดูซิว่าเรามีม้าและเกวียนอยู่เท่าไหร่”

หลังจากทำการต่อรองราคากับช่างตีเหล็กเสร็จ ลุคก็ได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีก 300 เปโซ

โครก...

เสียงท้องร้องของฟิลิปดังออกมา เขาเกาหัวตัวเองและยิ้มอย่างลำบากใจให้กับลุค

“ฮ่าๆ ดูเหมือนเนื้อตากแห้งที่ข้าทานไปเมื่อกลางวันจะย่อยเสร็จหมดแล้ว”

เนื่องจากพวกเขาพยายามที่จะหลบหนีออกจากคฤหาสน์มา พวกเขาจึงไม่สามารถนำเอาอาหารติดมาด้วยได้มากนัก

และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อาหารในแต่ละมื้อของพวกเขามีเพียงแค่บิสกิตและเนื้อตากแห้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเพียงพอต่อความต้องการอาหารของฟิลิป

“ตอนนี้เราก็ไม่ได้มีเรื่องเร่งด่วนอะไรแล้ว และข้าก็พอจะมีเงินติดกระเป๋าอยู่เล็กน้อย ดังนั้นข้าคิดว่าเราควรจะไปหาอาหารดีๆมากินรองท้องกันสักหน่อยดีกว่า”

เมื่อคิดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เขามีอยู่ในมือเสร็จแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่เรียงรายอยู่ข้างทาง

ทั้งสองคนเลือกที่จะแวะร้านอาหารหรูระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ใจกลางศูนย์การค้าของเมือง

“อาหารพื้นบ้านของที่นี่จะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนกันนะตลอด 500 ปีที่ผ่านมา?”

เนื่องจากเวลาที่ผ่านไปเป็นเวลานาน ลุคจึงคาดหวังในพัฒนาการของรสชาติอยู่เล็กน้อย

ลุคนั่งโต๊ะริมหน้าต่างและมองไปยังเมนูที่พนักงานเสิร์ฟยื่นมาให้กับเขา จากนั้นจึงเริ่มสั่งอาหารต่างๆ

ฟิลิปคือคนที่ตื่นเต้นกับที่นี่มากที่สุด แม้ว่าเขาจะเป็นถึงอัศวิน แต่เงินเดือนที่เขาได้รับมานั้นก็มีจำกัด มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะได้ลิ้มรสอาหารคุณภาพสูงแบบนี้

“แล้วเจ้าจะกินอะไรละ..”

“เรียนนายน้อย ข้าคิดว่าไวน์บอร์กโดซ์ปี 1500 เป็นตัวเลือกที่กำลังดี”

“งั้นก็เอาตามนั้น” ลุคสั่งอาหารตามที่ฟิลิปแนะนำ

หลังจากนั้นไม่นานอาหารที่สั่งไว้ก็เริ่มถูกเสิร์ฟออกมาทีละอย่างๆ

จานแรกคือซุปและสลัด ตามมาด้วยปลาย่างราดซอสตับห่านกับเห็ดทรัฟเฟิลและสเต็กแบบสุกปานกลาง

ฟิลิปผู้เปี่ยมไปด้วยความอยากอาหาร เขาเริ่มที่จะขุดคุ้ยและเอาทุกอย่างยัดเข้ามาในปากของเขาอย่างตะกละตะกลาม แต่กลับกันลุคค่อยๆกินเข้าไปทีละคำและเมื่อเขากินหมด เขาก็สั่งจานต่อไป

มันคือเค้กช็อคโกแลตสำหรับจานของหวาน

“ว้าวนี่มันอร่อยจริงๆ ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายของข้าแข็งแกร่งขึ้นเมื่อกินมัน”

“เดิมทีข็อคโกแลตถูกใช้เพื่อเป็นยาบำรุงในทวีปทางตอนใต้ เพราะฉะนั้นคนในสมัยก่อนจึงนิยมใช้เมล็ดโกโก้เป็นเงินแทน”

“ทวีปทางตอนใต้อย่างงั้นเหรอ.. เดี๋ยวนี่ทักษะการเดินเรือของมนุษย์เราพัฒนาไปถึงขั้นที่จะสามารถไปทำการค้ากับที่นั้นได้แล้วเหรอ?”

มหาสมุทรที่พาดอยู่ทางตอนใต้ของโรดีเซียนั้นถูกเรียกว่า

“ทะเลแห่งวายุ”

นอกจากนี้ในทะเลยังมีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่อาศัยอยู่ อย่างเช่น คราเค้นและเซอร์เพ้น ซึ่งเป็นการยากอย่างมากสำหรับผู้คนในสมัยก่อนที่จะหลบหนีมัน

ต้องขอบคุณการเดินทางของกองเรือที่ทำให้มีการค้นพบทวีปอื่นๆในท้องทะเล อย่างไรก็ตามด้วยการพัฒนาวิศวกรรมมานานกว่า 500 ปี มนุษย์ได้ทำการสร้างกองเรือขนาดใหญ่และอาวุธที่ทรงพลังอย่างจริงจัง

การพัฒนาเหล่านี้ได้เปิดเส้นทางการค้าใหม่ระหว่างทวีปทางใต้และทวีปโรดีเซีย

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หมู่บ้านการประมงเล็กๆอย่างลาเมอร์สามารถกลายมาเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่แบบนี้ได้

“ว้าว นี่มันอร่อยมากจริงๆ”

“ต้องขอขอบคุณนายน้อยจริงๆ ที่ทำให้ข้าได้มีโอกาสกินอาหารดีๆเหล่านี้”

มันเป็นอาหารที่อร่อยคุ้มกับราคาเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ทั้งวัตถุดิบและการปรุงต่างก็มีความหลากหลายขึ้นอย่างมาก

พัฒนาการเหล่านี้ทำให้ลุครู้สึกสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกันมัน เขาเพลิดเพลินกับอาหารจนกระทั่งเขาออกจากร้าน

ในขณะที่เขาออกมาจากร้านนั่นเอง เหล่าเด็กที่ดูผอมแห้งก็วิ่งเข้ามาล้อมรอบเขาเหมือนผึ้ง

“ได้โปรด เมตตาพวกเราสักหน่อยเถอะ”

“หนูหิว.. หนูแค่ต้องการขนมปังซักชิ้น”

“ไอ้เด็กพวกนี้นี่! ออกไปให้หมดนะ”

ฟิลิปตะโกนใส่เหล่าเด็กขอทานที่มารุมล้อมพวกเขา แต่ก็โดนลุคตำหนิไป

“อย่าทำตัวหยาบคายสิ เจ้าจะรับผิดชอบยังไงถ้าหนึ่งในเด็กพวกนี้บาดเจ็บ”

“แต่นายน้อย...”

“ใจเย็นน่า.. เอาเงินนี่ไปแล้วซื้อของกินซะนะ”

เมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนน่าสังเวชของเขาในตอนที่เขายังเป็นเด็กกำพร้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะให้เงินกับเด็กพวกนี้ไป

เหล่าเด็กทั้งหลายต่างก้มหัวขอบคุณเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

“ขอบคุณครับ”

“ขอให้พระเจ้าอวยพรนายท่าน”

“ฮ่าๆ เหล่าเด็กน้อยผู้น่ารัก” ในขณะนั้นเอง ที่ลุคกำลังยิ้มอย่างสุขใจ

ปี๊ป...

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเป่านกหวีดแหลมจากทหารยามที่ปรากฎตัวขึ้นมาในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงิน

“ออกไปซะ ไอ้พวกหนูสกปรก”

คำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของหัวหน้าทหารรักษาความปลอดภัยของเมือง พวกมันวิ่งเข้าไปหาเด็กๆก่อนที่จะใช้ไม้ฟาดและเตะพวกเขา

“ไอ้เด็กพวกนี้นี่  ข้าบอกพวกเจ้าแล้วไง ว่าอย่าสะเออะมาบริเวณเขตนี้ของเมือง”

“อ๊า! พวกเราขอโทษ พวกเราผิดไปแล้ว โปรดอภัยให้พวกเราด้วย”

ทั้งถนนเต็มไปด้วยเสียงสบทของทหารและเสียงกรีดร้องของเด็กๆ

ในขณะนั้นเอง ลุคก็รู้สึกเหลืออดเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ฟิลิปกระทำกับเด็กนั้นเป็นเพียงแค่การแหวกทางให้กับเขาเท่านั้น มันไม่สามารถนับเป็นอะไรได้เลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เหล่าทหารเหล่านี้ทำ

“ไอ้ป่าเถื่อน!”

“นะ.. นายท่าน”

แต่ก่อนที่ฟิลิปจะทันได้พูดจบ ลุคก็ชักดาบและนำมาทาบที่คอของทหารยามเรียบร้อยแล้ว

“ไอ้เวรนี่ นี่เจ้าคิดจะทำอะไรกับเด็กที่น่าสงสารพวกนี้กันแน่?”

“อะไรกัน? ไอ้นี่มันมาจากไหนกัน?”

การกระทำของลุคนั้นก่อให้เกิดความรำคาญต่อหัวหน้าทหารยามเป็นอย่างมาก ในหัวของเขานั้นคิดว่าถ้าลุคเป็นเพียงแค่สามัญชนธรรมดา เขาก็จะทำการประหารลุคทิ้งในข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

แต่ดวงตาของเด็กชายที่เขามองไปนั้น ให้ความรู้สึกและกลิ่นอายของขุนนาง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือน้ำเสียงของเขาก็ตาม

แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมขุนนางหนุ่มผู้นี้ถึงต้องเข้ามาขัดขวางการทำงานของเขา

หัวหน้าทหารยามนั้นรู้ตัวดีว่าหากเขาไปมีเรื่องกับขุนนางเข้า ปัญหาทั้งหมดที่มีนอกจากจะไม่จบลงอย่างง่ายๆแล้ว มันยังจะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน

ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกจะเปิดปากเอ่ยโน้มน้าวเด็กหนุ่มตรงหน้า

และทันใดนั้นเอง เสียงที่ฟังดูเล็กแหลมและงามสง่าก็ดังก้องกังวานขึ้นมา...

ติดตามอ่านก่อนใครได้ที่เพจ : นอนน้อย โนเวล

จบบทที่ บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่ลาเมอร์ (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว