เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ผู้สืบสายเลือดของไวเคานต์รากันต์ (1)

บทที่ 2 ผู้สืบสายเลือดของไวเคานต์รากันต์ (1)

บทที่ 2 ผู้สืบสายเลือดของไวเคานต์รากันต์ (1)


บทที่ 2 ผู้สืบสายเลือดของไวเคานต์รากันต์ (1)

ไม่สามารถมองเห็นทั้งท้องฟ้าและผืนดิน ชายคนหนึ่งกำลังหลงอยู่ในความมืดมิดที่ล้อมรอบตัวเค้า เขาคนนั้นคือ เซย์ม่อน

“นี่ข้ากำลังอยู่ในสถานล้างบาปอย่างนั้นเหรอ?”

สถานล้างบาปคือสถานที่ที่มนุษย์จะต้องผ่านก่อนจะไปสู่ยมโลก นั่นคือความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของเซย์ม่อน

ความมืดมิดคือสิ่งที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เขาเรียนรู้ทั้งเวทยมนต์แห่งความมืดและดูเหมือนเขาจะชินกับมันแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ชอบก็ตาม

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่ได้คาดหวังที่จะไปสู่ชีวิตหลังความตายก่อนที่จะแก้แค้นได้สำเร็จ

“ไอ้เ?ยนั่น! ทั้งหมดเป็นเพราะมันคนเดียว รากันต์!”

ถ้าเขายังไม่สามารถแก้แค้นพวกมันได้อย่างสาสมแล้วละก็ เขาจะมีหน้ากลับไปพบเธอผู้เป็นที่รักได้อย่างไร?

“ถ้าข้าได้พบกับเจ้าหลังจากการแก้แค้นสิ้นสุดลง ข้าก็คงจะพอมีหน้าไปพบเจ้าได้เล็กน้อย” เซย์ม่อนถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว

เขาคิดว่าการกระทำของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ตลอดการแก้แค้นของเขานั้น มันไม่มีการฆ่าฟันครั้งไหนที่ไม่จำเป็น เขาไม่เคยลงมือกับคนที่ไม่มีอำนาจต่อกรกับเขา

แน่นอนว่าเขาได้ศึกษาเวทยมนต์แห่งความมืด แต่เขาก็ใช้มันแค่ในการแก้แค้นเท่านั้น

พวกพ่อมดบางคนนั้นถวายวิญญาณของตัวเองเพื่อเป็นเครื่องบูชาในการอัญเชิญปีศาจ

อย่างไรก็ตาม เซย์ม่อนนั้นแตกต่างออกไป หลังจากเขาอัญเชิญปีศาจออกมาโดยใช้เลือดเป็นเครื่องบูชา เขาก็ได้ทำการต่อสู้กับปีศาจตนนั้นและได้รับพลังของมันมา ดังนั้นแล้วมันจึงไม่เหมือนกับพวกพ่อมดเหล่านั้น วิญญาณของเขานั้นยังอยู่กับตัวและไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะมันไม่มีปีศาจที่สามารถล่วงล้ำจิตใจของเขาได้

เขายังค้นพบความจริงต่างๆเกี่ยวกับเวทยมนตร์แห่งความมืดและเวทมนตร์แห่งความโกลาหล เช่นการค้นหากลุ่มดาวในค่ำคืนที่อับแสง

.....

แต่บาปก็คือบาป

แม้ว่าเขาจะพยายามรักษาบาปที่เขาก่อให้เหลือน้อยที่สุด แต่บาปที่เขาทำร้ายผู้คนด้วยเหตุผลเดียวคือการแก้แค้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจลบล้างหรือลบเลือนได้

เดิมทีเขาคิดว่ามันคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย แต่...

“หากสาเหตุที่ข้าแก้แค้นต่อไม่ได้นั้นเป็นเพราะข้าได้ทำบาปมามากแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วไอ้พวกหน้าซื่อใจคดละ ทำไมมันถึงยังมีชีวิตอยู่ต่อได้?”

ไอ้พวกพ่อมดอาวุโสและพวกราชวงศ์ชั้นสูงที่ที่ทำให้เธอต้องตาย ไม่ใช่เพียงพวกมันจะยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นแต่พวกมันยังไม่ได้ชดใช้ในสิ่งที่พวกมันได้ทำลงไปเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแค่ปลอบใจตัวเองและหลอกตัวเองเกี่ยวกับคนที่ตายไปแล้ว

พวกหมูตะกละและพวกหมาป่าที่ชอบทำตัวลับๆล่อๆ จะต้องดีใจเป็นบ้าเป็นหลังแน่นอน ถ้าพวกมันรู้ว่ารากันต์สามารถฆ่าเขาได้สำเร็จ

“ข้าขอสาปแช่งไอ้พวกสัตว์เหล่านั้น และไอ้บ้ารากันต์นั่น”

ความแค้นและความเกรียวโกรธของเซย์ม่อนนั้นดูจะเป็นอะไรที่ไม่หายไปในเวลาอันสั้นแน่นอน ความรู้สึกแสบร้อนในทรวงอกเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างจุดมุ่งหมายในการมีชีวิตอยู่ต่อของเขาเพียงเท่านั้น

“ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้พวกเจ้าแน่!”

อารมณ์ที่รุนแรงและความปรารถนาที่จะได้เกิดใหม่ของเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาภายในส่วนลึกของจิตใจ

และในที่สุด เซย์ม่อนก็มองเห็นแสงสว่างจุดเล็กๆในความมืดมิดที่เขาสัมผัสได้เพียงความรู้สึกนึกคิดของตนเอง

“นั่นมัน..”

เช่นเดียวกับดวงดาวที่ส่องแสงยามราตรี เซย์ม่อนเคลื่อนตัวไปยังทิศทางของแสงสว่างจุดเล็กๆจุดนั้น

ยิ่งความปรารถนาของเขาแรงกล้ามากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกเหมือนเคลื่อนที่เร็วขึ้นมากเท่านั้น และแสงก็เริ่มส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากนั้นเขาก็พบเข้ากับประตูที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงที่สว่างจ้า

เซย์ม่อนรีบเปิดประตูเข้าไปในทันที เขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่มีท่าทีลังเลใดๆ

และแล้ว

....

แสงที่สว่างจ้าส่องมาที่ตาของเขา

เซย์ม่อนยกมือขึ้นมาบังแสงละเริ่มมองไปยังพื้นที่รอบๆตัวของเขา

เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงแดดอันอบอุ่นส่องเข้ามา นกตัวเล็กๆต่างส่งเสียงร้องกันอยู่ข้างนอกหน้าต่าง

ในห้องนั้นถูกตกแต่งด้วยโคมไฟระย้าและเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหรา และนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เขารับรู้ได้ เขายังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากผ้าห่มและไอเย็นที่ออกมาจากปากของเขาตอนหายใจออก

“ข้ายังไม่ตาย?”

ไม่ เขานั้นถูกรากันต์ฆ่าตายไปแล้วอย่างแน่นอน เขายังจำได้ถึงความเจ็บปวดในตอนที่รากันต์ใช้ดาบแทงทะลุหัวใจของเขา

หลังจากตาย เขาก็เดินวนเวียนอยู่ในความมืดมิดจนพบเข้ากับประตูที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสง

“นี่มันไม่ใช่ประตูสู่โลกหลังความตายหรอกเหรอ”

ความรู้สึก,การมองเห็น,การได้ยินและการได้กลิ่นของเขาเริ่มกลับมา สิ่งเหล่านี้กำลังบอกเขาว่าเขากำลังมีชีวิตอยู่

เขาไม่สามารถสัมผัสถึงพลังเวทย์มืดที่อยู่ในใจเขาได้อีกต่อไป นั่นอาจเกิดจากการที่ถูกดาบแทงทะลุหัวใจ

และถ้ามันจะมีอะไรที่สามารถตอบคำถามของเขาได้ก็คงเป็น...

“ใครเป็นคนช่วยข้าเอาไว้กัน? นี่มีคนจากหอคอยแห่งมนต์ดำช่วยข้าไว้อย่างนั้นเหรอ?”

เพล้ง...

ขณะที่กำลังสงสัยเขาก็เริ่มดึงผ้าห่มออกจากตัวและได้ยินเสียงแหลมดังขึ้น เมื่อเขาหันไปยังทิศทางที่เดินเสียง เขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเปิดประตูเข้ามา เธอดูเหมือนจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นและเสียงแหลมที่เขาได้ยินนั้นก็มาจากแจกันที่เธอทำหล่น ดูจากชุดของเธอแล้วเธอน่าจะเป็นสาวใช้

ขณะที่เซย์ม่อนกำลังจะเอ่ยถามหญิงสาว เธอก็ได้แข็งทื่อไปและส่งเสียงกรีดร้องออกมา

“อ้า! นายน้อยตื่นขึ้นมาแล้ว!”

เซย์ม่อนขมวดคิ้วและยกมืดขึ้นมาปิดหูของตัวเอง เสียงของเธอนั้นค่อนข้างดังและมันเกือบจะทำให้เขาคิดว่ามันเป็นเวทมนต์รูปแบบหนึ่ง

แต่.. สิ่งที่สำคัญกว่าเสียงกรีดร้องของเธอตอนนี้คือ

“นายน้อย...? ข้าเนี่ยนะ?”

หญิงสาวมองมาที่เขาอย่างแน่วแน่และยังคงกรีดร้องขณะจ้องมอง

เซย์ม่อนเริ่มจัดระเบียบความคิดของตัวเองและทำความเข้าใจในสถานการณ์ แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรเสร็จ

แอด..

ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอีกครั้งและมีคนสองคนเดินเข้ามานั่นคือ ชายชราและชายวัยกลางคน

เมื่อพวกเขาเห็นว่าเซย์ม่อนตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็เริ่มมีความสุขขึ้นมาทันที

“นายน้อย..”

“ท่านตื่นแล้วจริงๆ”

ขณะที่พวกเขากำลังจะพุ่งเข้ามาหาเซย์ม่อน เซย์ม่อนก็ยกมือขึ้นหยุดพวกเขาซะก่อน

“หยุดก่อน พวกเจ้าคือพวกผู้ที่เหลือรอดจากหอคอยแห่งมนต์ดำอย่างนั้นเหรอ?”

เซย์ม่อนต้องการจะยืนยันสิ่งต่างๆทันที หากหอคอยแห่งมนต์ดำยังคงอยู่แล้วละก็ มันก็พอที่จะอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ แต่คำตอบที่เขาได้ยินนั้นเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงและมันก็ไม่ค่อยมีความสมเหตุสมผลซักเท่าไหร่

“ขออภัยนะครับ หอคอยแห่งมนต์ดำ?  นายน้อย ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าข้าคือใคร”

“ข้าไม่รู้ นี่พวกเจ้าช่วยข้าทั้งๆที่ไม่รู้ว่าหอคอยมนต์ดำคืออะไร? พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”

ในขณะที่ชายชราเริ่มทำตัวลุกลี้ลุกลน นักบวชวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆก็เริ่มส่ายหัวและพูดขึ้นว่า

“ข้าเกรงว่าผลกระทบจากอุบัติเหตุจะทำให้ความทรงจำของนายน้อยเกิดปัญหา”

“โอ้ ไม่นะ..”  ชายชราดูค่อนข้างเศร้า

ในกรณีที่หายากที่สุด ผลกระทบจากการที่ศีรษะโดนกระแทกอย่างรุนแรงนั้น มักจะส่งผลให้ความทรงจำหรือความคิดของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปได้

ชายชราเข้าใจในสิ่งที่นักบวชพยายามจะสื่อ เขามองไปทางเซย์ม่อนและเริ่มอธิบายอย่างใจเย็น

“ข้าคือ ฮานส์ หัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูลรากันต์ ส่วนนี่คือ มารอน หัวหน้านักบวชของที่นี่ และนายน้อยก็คือผู้ปกครองคนต่อไปของสถานที่แห่งนี้ นั่นคือสาเหตุที่เราเรียกท่านว่านายน้อย”

“เดี๋ยวก่อนนะ พวกเจ้าหมายความว่ายังไงกัน?”

เซย์ม่อนสงสัยในสิ่งที่เขาได้ยิน  เขาไม่เคยได้ยินชื่อของหัวหน้าพ่อบ้านและนักบวชทั้งสองมาก่อน มันมีเพียงสองสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาในตอนนี้ นั่นก็คืออีกชื่อที่เขาได้ยินหลังจากตื่นนอน

“รากันต์แห่งจักรวรรดิบาล็อค?”

“..รากันต์?”

“ใช่แล้วนายท่าน ท่านจำอะไรได้ไหม?  ลอร์ดหนุ่ม,ลุคแห่งรากันต์,ผู้สืบทอดและผู้ถือครองในมรดกแห่งรากันต์ ท่านหมดสติไปเพราะอุบัติเหตุ แต่ข้าก็เชื่อเสมอว่าท่านจะตื่นขึ้นมาและในที่สุดวันนี้ท่านก็...”

คำพูดของฮานส์ยังคงดำเนินต่อไปแต่มีเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นที่เข้ามาในหัวของเขา

บาล็อค.. รากันต์... ไวเคานต์...

“อย่าบอกนะว่า... มันคงไม่จริงใช่ไหม..”

อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อรากันต์และชายที่บงการให้รากันต์มาโจมตีเขาก็คือ ดยุกแห่งบาล็อค ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนจักรพรรดิเหล็กไหล

เซย์ม่อนรู้ดีว่าในทวีปโรดีเซียนั้นมีจักรวรรดิที่ชื่อ อาร์เธเนียอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ และในอาณาจักรแห่งนั้นก็ไม่มีไวเคานต์ที่ชื่อว่ารากันต์อยู่อย่างแน่นอน

เซย์ม่อนเริ่มส่ายหัวในใจ

“บางทีพวกเขาอาจพยายามที่จะหลอกข้า ทำไมพวกเขาถึงเรียกข้าว่านายน้อยกัน ทั้งๆที่ข้าอายุ 40 กว่าแล้ว”

เซย์ม่อนหันหน้ามองไปรอบๆห้องในขณะที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่ และทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็ขยายขึ้น เมื่อเห็นโต๊ะกระจกบานหนึ่ง

ภาพในกระจกที่ส่องสะท้อนนั้นเห็นได้ชัดว่ามันเป็นภาพของเด็กหนุ่มที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ไม่ใช่นักเวทวัยกลางคน

“นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย..”

เซย์ม่อนแตะไปที่ใบหน้าของตัวเอง และภาพเด็กหนุ่มในกระจกกก็ทำเช่นเดียวกัน มันทำให้เขาสับสนอย่างมาก เขาดึงแก้มตัวเองเพื่อดูว่าฝันไปหรือเปล่า แต่เด็กหนุ่มในกระจกก็ทำตามเขาเช่นกัน

“หึๆ นี่มัน..”

มันเหมือนกับตอนนี้เขากำลังจะหนีจากความเป็นจริงที่เขาเจออยู่  อย่างไรก็ตามเซย์ม่อนเริ่มสังเกตุสิ่งที่เขาเห็นอย่างตั้งใจ

ผมสีเงินหยักศก ดวงตาสีฟ้าที่ดูดื้อดึง  คิ้วเข้ม หน้าผากกว้างและริมฝีปากทีดูเต่งตึง  เขาดูค่อนข้างจะขี้โรค แต่ถึงยังงั้นเขาก็ยังดูเหมือนคนที่ปกติดีจนน่าประหลาด

หลังจากดูอยู่ซักพักหนึ่ง ก็มีชื่อๆหนึ่งโผล่ออกมาจากปากของเขา

“ระ.. รากันต์”

“ท่านจำได้แล้ว ใช่แล้ว นายน้อยคือผู้สืบสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลรากันต์”

“ท่านคือผู้สืบสายเลือดของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ รากันต์!”

ฮานส์และมารอนรีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่านายน้อยของพวกเขาเริ่มที่จะรื้อฟื้นความทรงจำได้บ้างเล็กน้อย

แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันเหมือนกับการเอาดินปืนไปใส่ในบ้านที่กำลังไหม้ไฟ

“ย้ากกส์...” ความโกรธและความเกลียดชังของเซย์ม่อนระเบิดออกมาเหมือนกับภูเขาไฟ

“นายน้อย ท่านเป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

ชายทั้งสองสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่านายน้อยของพวกเขากำลังสั่นสะท้านด้วยความโกรธ โดยไม่สนใจอะไรเซย์ม่อนถามพวกเขาเพียงแค่

“วันที่ในปฎิทินศักดิ์สิทธิ์คือวันที่เท่าไหร่?”

เขารู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวของเขา

“การเปลี่ยนวิญญาณ!”

มันคือเวทมนต์แห่งความมืด ที่จะเอาวิญญาณจากร่างกายของคนคนหนึ่งออกไปและแทนที่ด้วยดวงวิญญาณอีกดวงแทน

ถ้าพวกวอล็อครู้เรื่องนี้เข้า พวกมันจะต้องใช้การเปลี่ยนวิญญาณนี้เพื่อฟื้นคืนชีพผู้สืบสายเลือดของรากันต์กลับมาเป็นแน่

และด้วยเหตุการณ์แบบนี้นี่เอง เขามัโอกาสในการทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเขาได้

“นี่มันหมายความว่าข้ายังมีโอกาสที่จะแก้แค้น...”

เพื่อให้การแก้แค้นดำเนินต่อไปได้ พวกบาล็อคและรากันต์นั้นจะต้องยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น และเซย์ม่อนก็ไม่คิดที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเกินไป

“วันนี้คือวันที่ 23 มีนาคม 1532 ครับ”

“พวกเราอยู่ในปี 1500?”

“ใช่แล้วครับ เป็นเวลากว่า 500 ปีแล้วที่บรรพบุรุษของท่าน ท่านรากันต์ได้จากไป”

เมื่อได้ยินสิ่งที่ฮานส์บอก เซย์ม่อนก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย เขาเสียชีวิตไปในปี 1021 ซึ่งมันหมายความว่าเวลาได้ผ่านไปนานกว่า 511 ปีแล้วนับตั้งแต่เขาเสียชีวิต

ศัตรูทั้งหมดของเขานั้นได้ตายและกลายเป็นฝุ่นธุลีไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คงมีแต่ผู้สืบสายเลือดของพวกเขาเท่านั้น  แต่มันจะไปมีความหมายอะไรกัน ถ้าพวกคนร้ายตายไปทั้งหมดแล้ว การแก้แค้นกับลูกหลานของพวกมันจะไปมีประโยชน์อะไร

“ฮ่าๆ...” เซย์ม่อนหัวเราะอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยุดไป

“ออกไปให้พ้น..”

“ฮะ? นายน้อย ท่านพูดว่าอะไรนะ?”

“ข้าบอกให้ออกไปให้พ้นจากสายตาของข้า!”

เซย์ม่อนตัดสินใจที่จะความความประทับใจกับพวกเขาโดยการปากระจกลงไปยังพื้น

ฮานส์และมารอนที่ตกใจกับการกระทำของเซย์ม่อนนั้นก็รีบออกไปจากห้องนอนของเขาในทันที อย่างไรก็ตามเซย์ม่อนยังไม่รู้สึกว่าเขาเป็นอิสระจากความโกรธเหล่านี้ เขาหยิบทุกอย่างและปามันทิ้งลงพื้นเพื่อระบายอารมณ์

“หึ! ทำไม... ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้!”

พ่อมดมนต์ดำขั้น 9  ที่รู้จักกันในนาม “เซย์ม่อน” บัดนี้ได้ฟื้นคืนชีพในร่างของผู้สืบสายเลือดของรากันต์ จักรพรรดิดาบผู้ที่ปลิดชีพของเขาลงเมื่อ 500 ปีก่อน...

ติดตามนิยายเรื่องอื่นได้ที่ :  นอนน้อยโนเวล

จบบทที่ บทที่ 2 ผู้สืบสายเลือดของไวเคานต์รากันต์ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว