- หน้าแรก
- ตาซ้ายหยินหยาง
- บทที่ 16 หยินเก้าชั้น
บทที่ 16 หยินเก้าชั้น
บทที่ 16 หยินเก้าชั้น
บทที่ 16
ชิงหมิงรู้ได้ทันทีว่าไป๋อู๋ฉางเริ่มไม่ปกติ เขาปรากฏตัวขึ้นด้านหลังไป๋อู๋ฉางอย่างเงียบงัน ดั่งภูตผีวูบไหว แล้วใช้มือขวาแบคล้ายมีดสับ ฟาดเบาๆ ลงกลางอากาศด้านหลังต้นคอของไป๋อู๋ฉาง พลางร่ายคาถาอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น สายตาไป๋อู๋ฉางก็พร่ามัว สติหลุดวูบหมดสภาพไปในพริบตา...
ชิงหมิงรีบคว้าร่างไป๋อู๋ฉางไว้ก่อนที่เขาจะล้มลง แล้ววางไป๋อู๋ฉางลงบนโซฟา ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าตงจื่อ แล้วเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ตงจื่อมีท่าทีอึกอักชัดเจน ไม่อยากพูดออกมา แต่พอเห็นว่าชิงหมิงสามารถจัดการไป๋อู๋ฉางที่พละกำลังมหาศาลได้อย่างง่ายดาย ในที่สุดเขาก็ยอมปริปาก
“อาการของเสี่ยวฉาง...เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาตื่นเต้นหรือโกรธจัด ก็จะกลายเป็นแบบนี้ ดังนั้นฉันขอเตือนนายเอาไว้เลย อย่าไปกระตุ้นเขาบ่อยนัก ไม่งั้นวันไหนเขาบ้าขึ้นมาอีก ใครก็เอาไม่อยู่”
ชิงหมิงเหลือบตาขวางใส่ตงจื่อหนึ่งที ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง วางมือลงบนข้อมือไป๋อู๋ฉางเพื่อตรวจชีพจร ผ่านไปสักพักเขาก็ถอนหายใจโล่งอก
“เรากลับก่อนเถอะ สบายใจได้ นายเป็นเพื่อนรักของเสี่ยวฉาง ฉันเคยสัญญากับเขาไว้ ว่าจะช่วยนายให้ถึงที่สุด ตอนนี้ผีสาวนั่นคงยังไม่กลับมาอีกสักพักหนึ่งหรอก”
พูดจบ เขาก็อุ้มไป๋อู๋ฉางพาดบ่าแล้วเดินออกจากบ้าน ปล่อยให้ตงจื่อยืนตะลึงกับเหตุการณ์อย่างคนที่ยังไม่หายผวา
เมื่อไป๋อู๋ฉางลืมตาตื่นอีกครั้ง ก็เป็นช่วงเที่ยงของวันถัดมาแล้ว เขาขยี้ตาเบาๆ แล้วก็อุทานในใจ
“ซวยละ! วันนี้วันจันทร์นี่หว่า! ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว!”
ไป๋อู๋ฉางลุกพรวดขึ้นมาทันที รีบคว้าเสื้อมาใส่หัว
ทันใดนั้น ไป๋อู๋ฉางได้ยินเสียงไขกุญแจที่ประตูหน้าห้อง ประตูก็เปิดออก แล้วชิงหมิงก็เดินเข้ามา พร้อมกับข้าวกล่องในมือ อีกมือหนึ่งถือพวงกุญแจ
“เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น นายกล้าต่อยฉันจนสลบเลยเหรอ?”
ไป๋อู๋ฉางมองเขาเขม็ง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจเจ้าหมอนี่มันกล้าเกินไปแล้ว ถึงขั้นกล้าลงมือกับเขาเชียวเหรอ!
ชิงหมิงยักไหล่ วางของลง แล้วพูดยิ้ม ๆ แต่แฝงความจริงจัง
“ถ้าไม่ทำให้นายสลบ นายคงคลั่งจนเรื่องใหญ่แน่ เพื่อความปลอดภัยของนาย และเพื่อไม่ให้ฉันต้องมาปวดหัวอีก ฉันตัดสินใจแล้ว…”
คำพูดของเขาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทำให้ไป๋อู๋ฉางรู้สึกไม่ดีทันทีลางสังหรณ์บางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ
“นี่คือน้ำซุปสะกดวิญญาณ จากนี้ไปนายต้องดื่มมันทุกอาทิตย์ ส่วนสร้อยลูกปัดไม้บนข้อมือนายนั่น ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา นายมีร่างกายแบบ ‘หยินเก้าชั้น’ แต่กลับมีวาสนากับพุทธศาสนา ฉันเลยจะสอนพื้นฐานการฝึกพลังวิญญาณให้บ้าง พอมีพลังแล้ว นายก็จะสามารถกระตุ้นพลังของสร้อยลูกปัดได้ อย่างน้อยก็ป้องกันสัมภเวสีธรรมดาไม่ให้เข้าใกล้ได้”
เขาลูบคางไปด้วย สีหน้าจริงจังมาก เหมือนรับภาระนี้ไว้กับตัวเองโดยไม่ยอมให้ใครมายุ่ง
“นายไม่คิดจะให้ ฉันตื่นตีห้าทุกวันไปวิ่งออกกำลังใช่มั้ยเนี่ย... ฉันไม่ใช่พวกคึกแบบนายนะ น้ำซุปสะกดวิญญาณ ฉันโอเค ฉันรู้ว่านายหวังดี แต่เรื่องฝึกอะไรนั่น ฉันไม่ใช่คนที่เหมาะจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้หรอก ย่าฉันก็อยู่กับพวกวิญญาณเหมือนกันนะ ถ้า ฉันคิดจะฝึกจริง ๆ ตอนนี้นายอาจยังสู้ ฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ แค่เสียดายที่ ฉันเป็นหยินเก้าชั้นแบบนายว่า การฝึกจะยิ่งทำลายร่างกาย”
ไป๋อู๋ฉางตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ชิงหมิงมองไป๋อู๋ฉางอย่างแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา รอยยิ้มของเขาดูสดใส มีลักยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก แต่ในสายตาไป๋อู๋ฉางกลับรู้สึกว่าเขากำลังหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
“ฉันจะสอนแค่พื้นฐานของพลังวิญญาณ ไม่ใช่คาถาระดับสูงอะไรหรอก อีกอย่าง กฎของโลกวิญญาณมันเข้มงวดมาก ถึงนายอยากจะเรียน ก็ใช่ว่าจะเรียนได้ง่าย ๆ หรอกนะ วางใจเถอะ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้! ต่อไปฉันจะเป็นนาฬิกาปลุกให้เอง!”
ชิงหมิงกลับมาทำหน้าขรึมเย็นชาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“แย่ละ! ฉันต้องรีบกลับไปที่ซูเปอร์ ไม่งั้นไอ้พวกนั้นได้แอบอู้แน่ ของล็อตใหม่ก็ต้องรีบเอาออกมาจัดวาง”
จู่ ๆ ไป๋อู๋ฉางก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ตบหัวตัวเองเสียงดังแล้วอุทานออกมา
“จริงด้วย! ลืมสนิทเลย! ของกินบางอย่างมันมีวันหมดอายุนะ ถ้าพลาดขึ้นมา พี่เฉียงจื่อต้องเสียหายแน่นอน!”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการทุกอย่างให้แล้ว ของเข้าก็เรียงหมด ไม่มีปัญหาแน่นอน”
ชิงหมิงเปิดกล่องข้าว ยื่นมือชี้ให้ไป๋อู๋ฉางไปกิน ในขณะที่เขาเองกลับหยิบเอาลูกธนูขนาดฝ่ามือออกมา
ลูกธนูนั่นมีขนาดเท่ากับด้ามปากกา ทำจากกระดาษทองล้วน ทั้งต้นทั้งปลาย บนผิวกระดาษยังมองเห็นอักขระสีแดงสดที่เรืองรองอย่างลาง ๆ
“นั่นมันอะไรน่ะ?”
ไป๋อู๋ฉางคีบมันฝรั่งผัดซีอิ๊วเข้าปาก แล้วโน้มหน้าเข้าไปถามใกล้ ๆ
“ยันต์ธนู ถ้าในเมืองนี้มีใครจากโลกวิญญาณอยู่ล่ะก็ ยังไงก็ต้องรับรู้ถึงธนูดอกนี้ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เป็นจอมอาคมจากโลกวิญญาณ ที่คอยช่วยเหลือลู่เย่าเย่าอยู่ จากสภาพศพของลู่เย่าเย่าที่ปรากฏออกมา ดูแล้วน่าจะเป็นการผูกคอตาย แถมยังมีพลังอาฆาตรุนแรง หากปล่อยไว้นานเข้าล่ะก็ แม้แต่พวกยมทูตจากนรกเองก็อาจจะเอาไม่อยู่”
ชิงหมิงพูดพลางหมุนยันต์ธนูในมือ จากนั้นเขาก็สะบัดมือเบา ๆลูกธนูนั้นก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
“ยมทูตจากนรกหาเธอไม่เจอ งั้นก็แสดงว่ามีคนจากโลกวิญญาณใช้วิชาอะไรบางอย่างปิดบังไม่ให้ตามรอยเธอได้สินะ?”
ไป๋อู๋ฉางถามต่อ เพราะเคยได้ยินย่าพูดอยู่เสมอว่า วิญญาณของคนตายจะลอยออกจากร่างอย่างชัดเจน จากนั้นก็จะมียมทูตมารับไป ไม่มีทางหนีได้ ต่อให้เป็นผี ก็ไม่สามารถต้านอาวุธของยมทูตได้
ที่สำคัญ เพิ่งตายใหม่ ๆ จะมีพลังอะไรไปหนีจากการจับกุมได้?
“ใช่แล้ว นายกินข้าวให้หมดก่อนเถอะ”
ชิงหมิงมองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่งก่อนจะช่วยรินน้ำให้ไป๋อู๋ฉาง แล้วเอนหลังลงนั่งบนเก้าอี้ หลับตานิ่งเหมือนกำลังงีบ หรือบางทีอาจกำลังรอให้จอมอาคมคนนั้นจากโลกวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาเอง
หลังจากไป๋อู๋ฉางกินข้าวเสร็จ ก็เริ่มจัดของ เตรียมเอกสารต่าง ๆ
ชิงหมิงเองก็ยังไม่ยอมไปไหน ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นจนถึงบ่ายสี่โมง
ขณะที่ไป๋อู๋ฉางกำลังจัดข้อมูลของนักเรียนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ไป๋อู๋ฉางรีบลุกไปเปิดประตู แล้วก็พบว่า... มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูอายุไล่เลี่ยกับเขายืนอยู่ตรงหน้าประตู...
ผู้ชายคนนี้แต่งตัวแปลกมาก สวมเสื้อผ้าชุดจีนโบราณ แถมยังตัดผมสั้นหัวเกรียนอีกด้วย ดูแล้วกระฉับกระเฉง ทั้งสองคนจ้องหน้ากันนิ่ง ๆ ไม่มีใครพูดอะไร
เขามองไป๋อู๋ฉางอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับจะยื่นมือออกมาทักทาย แต่แล้วก็ชักมือกลับอย่างเก้อ ๆ
“นายหรือเปล่า นายมาจากสำนักใดหรือ? เป็นนายใช่ไหมที่ส่งยันต์ธนูออกมา?”
เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงฟังดูสดใส พอเห็นไป๋อู๋ฉางจ้องเขาเขม็ง เขาก็ยิ่งดูเก้อเขิน ก้มหน้าลงเล็กน้อย
ไป๋อู๋ฉางกำลังจะตอบ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากในห้อง ดูเหมือนว่าเป็นชิงหมิงที่กำลังจะเดินออกมา
“ที่แท้ก็เป็นนายนี่เอง... หานม่อฟง!”
เสียงของชิงหมิงดังออกมาด้วยความเย็นชา
เพียงชั่วพริบตา เขาก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังไป๋อู๋ฉางอย่างแผ่วเบา มือข้างหนึ่งวางพาดบนไหล่ไป๋อู๋ฉาง ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า "หานม่อฟง" พอเห็นชิงหมิง ใบหน้าก็เปลี่ยนสีไปทันที แววตาฉายความตกใจอย่างรุนแรง ปรากฏอาการไม่อยากจะเชื่อขึ้นมาทันใด
แต่เพียงครู่เดียว สีหน้าของเขาก็กลายเป็นความเคารพอย่างล้นเหลือ
“หานม่อฟง ขอคารวะท่านอาจารย์อา ชิงหมิง!”