- หน้าแรก
- ผ่าระบบตัวเอกปรปักษ์
- ตอนที่ 374 อย่าดูถูกเด็ก
ตอนที่ 374 อย่าดูถูกเด็ก
ตอนที่ 374 อย่าดูถูกเด็ก
ตอนที่ 374 อย่าดูถูกเด็ก
นางกำนัลคิดเพียงครู่เดียวก็อนุญาตให้เข้าไปได้ เพราะก่อนหน้านี้ไท่โฮ่วได้สั่งไว้ว่า หากท่านโหวซูเข้ามาไม่ต้องแจ้งให้ทราบ
จากนั้นนางจึงหลีกทางให้ด้วยสีหน้าเสียดาย
น่าเสียดายที่ท่านหวางเยี่ยไม่ได้เป็นเด็กจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงมีโอกาสได้อุ้มหวางเยี่ยน้อยดูสักครั้ง หวางเยี่ยตัวน้อยช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
ซูอันเองก็ไม่รู้หรอกว่านางกำนัลคิดอันใดอยู่ เพราะเขามิได้ใช้ญาณทิพย์อ่านใจผู้อื่นตลอดเวลา
เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักฉือหนิง ด้วยพลังของเขา รวมถึงวิหคดำแห่งโชคที่มีท่าทีเป็นมิตร ทำให้การปิดบังไม่ให้หมู่โฮ่วล่วงรู้ไม่ใช่เรื่องยาก
เขาแอบย่องเข้าไปเงียบๆ และเห็นว่าไท่โฮ่วกำลังอ่านหนังสืออยู่
แน่นอนว่าหนังสือที่ไท่โฮ่วทรงอ่านนั้นต่างจากหนังสือที่ฝ่าบาทและพี่ชิงหลิงอ่าน ไท่โฮ่วกำลังอ่านหนังสือที่จริงจัง
คัมภีร์ว่าด้วยการเกิดและดับโดยเทพ**
นี่คือชื่อที่ซูอันเห็นจากปกหนังสือ แต่ตัวอักษรสองตัวแรกถูกบังไว้จนไม่อาจมองเห็น
ซูอันไม่ได้ใส่ใจมากนัก ค่อยๆ ย่องเข้าไปหาไท่โฮ่วีอย่างเงียบๆ เขาตั้งใจลดการมีตัวตนของตนเองลง ถึงขั้นใช้เทคนิคบางอย่างของนักลอบสังหาร
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
จากนั้น...
“หมู่โฮ่ว...อุ้มหน่อย!” หัวเล็กๆ โผล่ออกมาจากข้อศอกของไท่โฮ่ว พร้อมกับเสียงใสๆ
ใบหน้าเด็กน้อยที่โผล่ออกมาจากใต้หนังสือทำให้กงเยวี่ยหรูถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
หนังสือโบราณหล่นจากมือ จากนั้นนางเอื้อมมือไปลูบแก้มของซูอันเบาๆ ความรู้สึกสัมผัสนั้นชัดเจนและสมจริง รอยยิ้มเปล่งประกายจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้านางทันที
“อันเอ๋อร์!” นางเอ่ยเรียกพร้อมกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
ต้องยอมรับว่าท่าทางของเด็กน้อยสามารถกระตุ้นความเป็นแม่ในตัวคนได้มากกว่า
อย่างน้อยก่อนหน้านี้ ไท่โฮ่วก็ไม่เคยลูบแก้มของซูอัน
"ไยอันเอ๋อร์ของข้าน่ารักถึงเพียงนี้!"
ไท่โฮ่วอุ้มซูอันนั่งบนตักเหมือนกับกำลังอุ้มเด็กน้อยเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ขาดหายไป
นางจ้องมองซูอันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ถึงบางอ้อว่าสิ่งที่ขาดหายไปก็คือเสียงร้องไห้
แต่ก่อนนั้นเด็กน้อยผู้นี้มักจะมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่เสมอ
การที่ตอนนี้ตัวเล็กลงแต่กลับไม่ร้องไห้แล้ว ทำให้รู้สึกไม่คุ้นชินเท่าใดนัก
ในวันนั้น ซูอันใช้เวลาอยู่ในตำหนักฉือหนิงจนกระทั่งเวลาใกล้ค่ำจึงได้ออกไป
……
ที่ใจกลางของดินแดนต้องห้ามเสินหวง หญิงสาวรูปร่างงดงามกำลังยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในตำหนักโลหิตหงส์โบราณ
แต่หากสังเกตให้ดี จะพบว่าร่างของนางไม่ได้ยืนเฉยๆ หากแต่กำลังถูกจองจำอยู่
แท้จริงแล้ว นี่คือตำแหน่งบรรพบุรุษหงส์ผู้เฝ้ารักษาพื้นที่ต้องห้ามนี้มาตลอดนับพันปี
เสาทองแดงเปื้อนเลือดที่อยู่เบื้องหลังนางได้กลายเป็นแท่งทองแดง ส่วนโซ่ตรวนก็กลายเป็นลวดเล็กๆ ขึ้นสนิม
หลังจากผ่านมาเนิ่นนาน คำสาปก็ค่อยๆ เบาบางลงไป
หากไม่ใช่ว่าเพิ่งบรรลุระดับบรรลุวิถีและยังอยู่ระหว่างการอุบัติเชื่อมต่อจิตสำนึกกับโลกเบื้องบน คำสาปนี้คงไม่อาจส่งผลกระทบต่อนางได้ถึงเพียงนี้
“ก็ต้องขอบคุณเจ้านั่นเหมือนกัน มิฉะนั้นตามแผนเดิมอาจจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ได้” นางนึกถึงซูอันอีกครั้ง มองไปที่ตำหนักว่างเปล่า ใจของตนพลันเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกขึ้นมา
นางส่ายศีรษะเบาๆ แล้วรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป
ในขณะเดียวกัน เฟิ่งหลวนที่อยู่ในนิกายเทียนสุ่ยก็ก้าวเข้าสู่อาณาจักรหยวนเสินได้อย่างราบรื่น
“ใกล้ได้เวลานำผลเต๋ากลับมาแล้ว” บรรพบุรุษหงส์กล่าวขณะสัมผัสถึงคำสาปที่เหลืออยู่เล็กน้อย จากนั้นหลับตาและทำการขจัดมันต่อไป
ทว่าไม่นานนักนางก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับสีหน้าที่แสดงความสงสัย
“เหมือนว่าข้าลืมบางสิ่งไป?”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติบางประการ
หากพูดกันตามตรงแม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับจื่อฝู่ก็ยังไม่น่าลืมอันใดไปโดยไม่มีเหตุผล แล้วนางที่เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับบรรลุวิถี ตามหลักการแล้วจึงไม่น่าเป็นเช่นนั้น
สำหรับนางแล้วความทรงจำควรจะเป็นหนังสือที่ไม่มีวันสูญหาย สามารถหยิบมาเปิดอ่านได้ทุกครา
แต่ตอนนี้ราวกับมีใครนำหมอกบางๆ มาคลุมหน้าหนังสือเอาไว้ จนทำให้นางไม่อาจมองเห็นเนื้อหาได้
สำหรับผู้แข็งแกร่งแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ถือว่าหาได้ยากนัก
“คงเป็นเพราะคำสาปที่ทำให้พลังวิญญาณแยกออกจากกันกระมัง ข้าจึงสูญเสียความจำบางส่วนไป” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงคาดเดา
เรื่องนี้ไม่ยากที่จะจัดการ เพียงบรรลุระดับบรรลุวิถีอีกครั้งก็พอแล้ว
ด้วยความคิดเช่นนี้ นางจึงพยายามอย่างหนักที่จะขจัดคำสาป
……
“ดังนั้น นี่ก็คือสาเหตุที่นายท่านกลายเป็นเด็กหรือ?” หลีหวั่นเอ๋อร์พูดพลางปิดปากหัวเราะ
เมื่อเห็นซูอันที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ ความกลัวและความโกรธเเค้นที่อยู่ในใจก็จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกขบขัน
เพี๊ยะ!
มือเล็กๆ ตบลงบนบั้นท้ายที่ดูใหญ่โตเมื่อเทียบกับตัวของซูอัน และแม้ซูอันจะทำหน้าตาจริงจัง แต่ในสายตาของหลีหวั่นเอ๋อร์แล้วกลับรู้สึกน่ารัก
“พอแล้วๆ นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว” หลี่หวั่นเอ๋อร์อุ้มซูอันขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขนพร้อมทั้งปลอบใจอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ถึงแม้จะพูดเหมือนยอมแพ้ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับฟังดูเหมือนแม่ดุลูก ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ
“กล้าดูหมิ่นข้าเช่นนี้ ต้องถูกลงโทษ!” ซูอันรู้สึกว่าศักดิ์ศรีในฐานะเจ้านายของตนถูกดูหมิ่น
เจ้าถูกพรากมาแท้ๆ ตอนนี้ควรจะแสดงความเจ็บปวดออกมา มิใช่ทำหน้าเหมือนแม่ที่กำลังดูแลลูกน้อย
“ลงโทษ?” หลี่หวั่นเอ๋อร์เอ่ยพร้อมกับแตะริมฝีปากสีแดงเย้ายวนอีกฝ่าย
“ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่านจะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ว่า...ท่านจะไหวหรือไม่เนี่ยสิ?” หลี่หวั่นเอ๋อร์เอ่ยพร้อมกับส่งสายตาท้าทายซูอัน
ปกติแล้วนางคงไม่กล้าโต้เถียงกับซูอัน แต่เมื่อเห็นซูอันอยู่ในสภาพเช่นนี้ กลับรู้สึกว่าซูอันไม่มีอำนาจข่มขู่ใดๆ เลย ราวกับกำลังมองเด็กชายตัวแสบอยู่
และที่สำคัญ นางก็เพิ่งได้ลองชิม ‘ถั่วงอกต้นเล็กๆ’ นั่นไปแล้ว
อันเล็กน่ารักเช่นนี้ จะทำอันใดได้?
คำว่า ‘ไหวหรือไม่?’ นั้นฟังดูท้าทายมาก
เมื่อรวมเข้ากับความเย้ายวนอันเปล่งประกายจากหลี่หวั่นเอ๋อร์ในขณะนี้ ผู้ใดจะอดใจได้ไหว หากไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องหรือผู้หมดสมรรถภาพ
และซูอันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เขามองนางด้วยสายตาหิวกระหาย ก่อนจะพลิกขึ้นมาคร่อมอยู่บนตัวของหลี่หวั่นเอ๋อร์
ร่างกายเล็กๆ แต่กลับมีพลังมากมาย
“ดูเหมือนเจ้ากำลังเรียกหาปัญหาเสียแล้ว” ซูอันพูดพร้อมกับลูบคลึงบนหน้าอกของหลีหวั่นเอ๋อร์ สายตาเขาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
ในตอนนี้เขาสามารถทำลายวิชานี้ได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ต้องการกลับไปร่างผู้ใหญ่ดังเดิม
ในเมื่อถูกดูหมิ่นตอนที่เป็นเด็ก ดังนั้นก็จะใช้ร่างนี้สั่งสอนนางเสียหน่อย
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้...”
รอยยิ้มของหลีหวั่นเอ๋อร์ค่อยๆ จางหายไป นางรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของบางอย่างในร่างกาย
นางค่อยๆ ยื่นมือไปข้างหน้าด้วยความไม่แน่ใจ แล้วก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาทันที ก่อนจะพูดด้วยเสียงร้องครวญครางอันน่าสงสาร “นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว อ๊ะอ๊ะอ๊ะ”
“ผิดไปแล้วหรือ? สายไปกระมัง!”
ซูอันยิ้มเยาะ เหตุใดถึงไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้ มารู้ตัวตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว
“ทาสชั่วเช่นนี้สมควรได้รับการลงโทษ”
“อ๊ะ! พอแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว!”
“ฮือฮือ สำนึกผิดแล้วจริงๆ”
“...”
“นายท่าน ฮือฮือ ได้โปรด ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ!”
“หวั่นเอ๋อร์ เจ้าต้องเชื่อมั่นในร่างกายของตัวเอง!” ซูอันพูดอย่างจริงจัง
“ฮือๆ ข้าไม่เชื่อ!”
หนึ่งเค่อต่อมา หลีหวั่นนเอ๋อร์ก็ร้องไห้จนสลบไป
ในช่วงเวลาที่ซูอันเร่งเวลา นางได้ผ่านประสบการณ์มาถึงห้าวันห้าคืนเต็มๆ ในตอนนี้ร่างกายของนางเต็มไปด้วยยาหยกขาว ราวกับเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้รองรับยาหยกขาว
แม้แต่ลิ้นก็ยังแลบออกมา สีหน้าช่างยั่วยวนน่าหลงใหล
ที่ซููอันหยุดกระทำไม่ใช่เพราะความสงสารหรือเหตุผลอื่นๆ นอกจากความเหนื่อยล้า และด้วยฤทธิ์ของยาหยกขาว ทำให้หลีหวั่นเอ๋อร์ไม่ได้เป็นอันใดมากนัก
และในตอนนี้มีผู้มาเคาะประตู
“อื้อหือ หอมจังเลย! พวกท่านกำลังทานอันใดอร่อยๆ กันอยู่!”
ที่เดินเข้ามาคือจอมตะกละเป้าสือ นางมาเพราะกลิ่นอาหาร
หลังจากที่เหล่าเทพีจากโลกเทพเสมือนส่วนใหญ่ยอมสวามิภักดิ์ โดยมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงดื้อรั้น ซูอันจึงได้ปลดปล่อยพวกนางออกจากการผนึก และอนุญาตให้พวกนางไปไหนได้อย่างอิสระในโลกภายในไท่ชู